ตอนที่ 7 คนสู้หมูไม่ได้ (2)
“กินเกินอะไรกัน วันๆ เช้าจรดเย็นรู้จักแค่กินรึ ให้อาหารหมูแล้วหรือยัง ทำความสะอาดเล้าหมูแล้วหรือไม่ ไม่ได้ยินพวกมันหิวจนร้องอยู่ตลอดเวลาหรือ เลี้ยงขยะอย่างพวกเ้าที่รู้จักแค่กินยังไม่สู้ให้ข้าเลี้ยงหมูยังดีเสียกว่า”
หลี่จางซื่อกลับจ้องหลี่เฉินเขม็งปราดหนึ่ง เอ่ยอย่างโมโห ก่อนจะเข้าไปในห้อง
หลี่ซินตอบกลับไปประโยคหนึ่งโดยไม่รู้ตัวว่า “เช่นนั้นท่านก็ไปหาหมูมาช่วยท่านทำงานแทนเสียสิ” คำพูดเพิ่งจะออกจากปากก็ถูกเยี่ยซื่อปิดปากให้แล้ว เห็นแม่สามีไปแล้วและน่าจะไม่ได้ยินอะไรจึงโล่งใจ ไม่อย่างนั้นเกรงว่าซินเอ๋อร์จะต้องถูกทุบตีอีกเป็แน่
เยี่ยซื่อจ้องมองลูกสาวตนอย่างเป็การเตือน แล้วจึงพูดกับลูกชายว่า “พวกเ้ากินกันไปก่อน ประเดี๋ยวแม่ค่อยกิน”
เห็นได้ชัดว่าเยี่ยซื่อคุ้นชินกับเื่นี้ไปแล้ว รู้ว่าแม่สามียังไม่หายโกรธจากเมื่อวาน จึงส่งยิ้มเป็การปลอบให้ลูกชาย และก้มหน้าก้มตายุ่งกับงานต่อ ราวกับไม่ได้เก็บเื่นี้มาใส่ใจเลยสักนิด
หลี่เฉินอ้าปากจะพูด กลับไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะเขารู้ว่าหากตนพูดขึ้นมาอีกคำ เกรงว่าส่วนแบ่งของน้องสาวก็คงไม่มีแล้ว
อาหารเช้าของสกุลหลี่มักจะทานกันในโถงหลัง โดยโต๊ะหนึ่งเป็ของพวกผู้ชาย อีกโต๊ะจะเป็ของผู้หญิงและเด็ก
นายท่านผู้เฒ่าสกุลหลี่ป่วยเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อนแล้ว ฉะนั้นโต๊ะของผู้ชายฝั่งนั้นจะนำโดยท่านลุงใหญ่หลี่ต้าฟู่ของสกุลหลี่ ส่วนผู้หญิงทางนี้จะเป็หลี่จางซื่อที่อำนาจเยอะที่สุด
ไม่สิ ควรกล่าวว่าทั้งสกุลหลี่ เป็หลี่จางซื่อผู้าุโใหญ่แห่งตระกูลที่มีอำนาจตัดสินใจในทุกๆ อย่าง
โต๊ะผู้ชายทางนี้ยังถือว่าดี อย่างน้อยทุกคนก็ได้กินในส่วนของตัวเอง แต่ของผู้หญิงทางนี้จะเป็หลี่จางซื่อแบ่งอาหารให้ ซึ่งเื่นี้ก็ต้องดูที่อารมณ์ของนางแล้ว
หลี่ซินได้ยินถ้อยคำของหลี่จางซื่อ คิ้วพลันขมวดเข้าหากันไม่รู้ตัว นางอดเบ้ปากไม่ได้เมื่อมองเห็นข้าวต้มในชามของตนที่สามารถสะท้อนเห็นเงาคนได้ ซ้ำยังไม่เห็นเมล็ดข้าวสักเม็ด ไม่สิ เรียกว่าน้ำข้าวต้มยังจะถูกต้องกว่า
ก็ไม่รู้ว่ายายแก่ผู้นี้ทำได้อย่างไร ไม่ตักข้าวใส่ชามให้นางสักเม็ดเดียว ให้นางมาทานน้ำข้าวต้มด้วยกันแล้วกลับมารังเกียจนางอีก ช่างเหมือนกับที่หลี่จางซื่อกล่าวไว้จริงๆ คนสู้หมูไม่ได้ แบบนี้ไม่สู้ให้เยี่ยซื่อดื่มน้ำพุิญญาเยอะๆ ยังดีเสียกว่า
“ทำไม ไม่พอใจรึ มีของให้เ้ากินก็ดีมากแล้ว ยังจะมาเื่มากเลือกเยอะอีก หากเ้าไม่กินก็ไสหัวออกไปได้ วันๆ ได้แต่กินไม่ทำอะไร เ้าคิดว่าตัวเองเป็ลูกคุณหนูใหญ่ร่ำรวยหรืออย่างไร
“น่าเสียดายยิ่ง คุณหนูเช่นเ้ากลับมีโชคชะตาเป็แค่สาวใช้! เหอะ หากไม่ใช่เพราะข้าใจดีมีเมตตา ในวันที่ตัวอัปลักษณ์อย่างเ้าเกิดมาก็คงยัดเ้าใส่ถังขี้ตายไปนานแล้ว เ้าคิดว่าตระกูลไหนจะเลี้ยงตัวอัปลักษณ์ที่แต่งออกเรือนไม่ได้เช่นเ้าอยู่ในบ้านกันเล่า!”
หลี่ซินกำลังคิดก็ได้ยินหลี่จางซื่อกล่าววาจาเราะรายอีกครั้ง นึกถึงเื่ต่างๆ เมื่อวานแล้ว นางรู้สึกโมโหมากจริงๆ มือที่วางไว้ใต้โต๊ะพลันกำหมัดแน่น ทว่าครั้นเมื่อหันไปเห็นพี่ใหญ่และน้องเล็กทางนั้นที่กำลังมองตนอย่างเป็กังวลก็ยังคงข่มกลั้นโทสะเอาไว้ เพียงแต่ว่า…
หลี่ซินสบถในใจเสียงหนึ่ง คนที่ทำให้ข้าเสียเปรียบอย่าหวังว่าจะได้เกิดเลย! แม้แต่ย่าแท้ๆ ของหลี่ซินก็ไม่เว้น!
หลี่จางซื่อเห็นหลี่ซินไม่ได้โต้เถียงตนเหมือนเคย และก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไร ก็คิดเพียงว่าคงเป็เพราะนางถูกตีเมื่อวานจนเชื่อฟังแล้ว พลางแอบพูดในใจว่า ดูเหมือนถ้าเด็กคนนี้ไม่เชื่อฟังก็ต้องตีให้มากหน่อย
หลี่ซินทำเหมือนก้มหน้าฟังคำสอน แต่ที่จริงแล้วกลับกำลังแอบสื่อสารกับอาชิว เป็ข้าและท่านแม่ช่วยกันทำกับข้าว ในเมื่อพวกเรากินไม่ได้ เช่นนั้นทุกคนก็อย่าได้กินเลย!
“โอ๊ย!” ทันใดนั้นหลี่จางซื่อที่กำลังได้ใจก็เกิดอาการปวดร้อนที่หลังมือ พลันโยนชามในมือออกไปไม่รู้ตัว โดยโยนชามข้าวต้มที่เพิ่งเติมเต็มและหมายจะส่งให้ลูกสาวคนเล็กออกไปไกล
หลี่ซินเหยียดยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย ชามข้าวต้มที่ลอยออกไปนั้นเหมือนกับที่ตนคิดไว้ไม่ผิด มันหมุนอยู่บนโต๊ะรอบหนึ่ง ส่งผลให้ข้าวต้มร้อนๆ ในชามกระเด็นไกลออกไป ชามข้าวและจานอาหารบนโต๊ะหกคว่ำทั้งหมด
“โอ๊ย!” หลี่จินและคนอื่นๆ ที่ล้อมนั่งอยู่หน้าโต๊ะใจนหน้าถอดสีและรีบกระจัดกระจายกันหลบหนีไปนานแล้ว แต่คนที่เคลื่อนไหวช้ากลับถูกข้าวต้มร้อนที่โยนมาลวกใส่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พลางส่งเสียงกรีดร้องกันเป็ระลอก
หลี่จางซื่อที่ถูกข้าวต้มลวกใส่มือยามนี้เอาแต่กรีดร้องและสะบัดมือหลายทีพลางกระทืบเท้าทั้งสองอย่างร้อนรน ทำให้ร่างกายที่อ้วนท้วนสั่นเทิ้มตามไปด้วย ท่าทางแบบนั้นอย่าได้เอ่ยเลยว่าน่าขันมากเพียงใด
“ท่านแม่!”
“ท่านย่า!”
เสียงร้องใดังต่อเนื่อง ลูกชายลูกสะใภ้ของสกุลหลี่รวมถึงลูกหลานต่างเข้ามารุมล้อมหลี่จางซื่อที่ถูกลวกอย่างแ่า พากันคนนี้พูดคนนั้นถามด้วยความเป็ห่วง และไม่สนใจแผลลวกบนร่างกายของตนแล้ว
ไม่ว่าจะจริงใจหรือเสแสร้ง อย่างน้อยภายในสายตาหลี่ซินที่กำลังอารมณ์ดีเป็อย่างมากในตอนนี้เห็นแล้วก็ให้รู้สึกว่าช่างสมัครสมานกันดียิ่งนัก
“เร็วเข้า รีบไปยกน้ำเย็นมา! ให้ท่านย่าเ้าแช่มือ!”
ยังคงเป็หลี่ต้าฟู่ที่ตอบสนองรวดเร็ว รีบะโบอกพี่น้องของหลี่เฉินที่อยู่วงนอก
หลี่ซินลุกขึ้นยืน แต่ไม่ได้ไปเอาน้ำเย็นมาให้ เพียงแค่ยืนมองอยู่ด้านข้างอย่างเ็า หลี่ต้าฟู่เห็นว่าเรียกนางไม่เป็ผล จำต้องเรียกบุตรสาวตนไปแทนแล้ว
ครั้งนี้หลี่ซินไม่ได้ขัดขวาง ตนแค่อยากมอบบทเรียนให้หญิงชราผู้นั้น ให้นางได้ลิ้มรสความทรมานบ้าง และไม่เคยคิดอยากจะทำอะไรกับหลี่จางซื่อจริงๆ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็ย่าแท้ๆ ของหลี่ซิน อย่างน้อยก็เหลือทางหนีทีไล่ให้นางไว้บ้าง
หลังผ่านความวุ่นวาย หลี่จางซื่อก็สงบลงแล้ว ถึงจะจัดการได้ทันท่วงที แต่ตรงข้อมือยังคงถูกลวกเป็รอยแดงเถือกอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ท่านแม่ ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง อยากให้ไปเชิญท่านหมอมาดูหรือไม่ขอรับ”
หลี่ต้าฟู่เห็นมือของมารดาตนที่ถูกลวกจนแดงเถือกแล้วก็รู้สึกไร้หนทาง ท่านแม่ไม่ระวังตัวเกินไป แบ่งอาหารมาจวนจะทั้งชีวิตแล้ว วันนี้ไยจึงถูกลวกเช่นนี้ได้
“ไม่เป็ไรแล้ว ก็แค่ถูกลวกหน่อยเดียวเท่านั้น ทำเป็กระต่ายตื่นตูมไปได้ จะเชิญหมอมาทำไม เ้าเห็นว่าข้าขี้โรคเหมือนสองคนในเรือนรองนั่นหรือที่ต้องกินยาต้มทุกวันไม่หยุด ตัวซวยจริงๆ”
หลี่จางซื่อเป่าข้อมือที่บวมแดงของตนพลางพูดสอนสั่งบุตรชายโดยไม่เงยหน้าขึ้นสักนิด และเอ่ยต่อสะใภ้สามเสี่ยวหลี่ซื่อว่า “ยาแผลลวกที่เ้าใช้ครั้งก่อนนั่นยังมีเหลืออยู่ใช่หรือไม่ รีบไปเอามา ซี้ด เจ็บจะตายแล้ว”