อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    รวมน้ำเป็นลำธาร ไหลเชี่ยวดั่งสายลม

    วิชาตะวันบริสุทธิ์มีทั้งหมดห้าขั้น ซึ่งเหมือนที่หลินอวิ๋นคาดการณ์เอาไว้
    มันฝึกฝนได้ช้ากว่าทักษะกระบี่วายุเชี่ยวเสียอีก ผ่านไปสามวันก็ยังคงอยู่ที่ขั้นหนึ่ง
    การฝึกฝนวิชานั้นต้องมีคุณสมบัติเป็นรากฐาน
    คุณสมบัติที่ว่านั้นหมายถึงพื้นฐานร่างกายผู้ฝึกยุทธ์ หลินอวิ๋นมีคุณสมบัติร่างกายเพียงธรรมดาเท่านั้น ยังเป็นร่างกายที่แย่กว่าร่างกายทั่วไปเสียด้วยซ้ำ
    นอกจากคุณสมบัตินี้แล้วก็ยังต้องอาศัยปัจจัยภายนอก
    ปกติแล้วปัจจัยภายนอกที่ส่งผลที่สุดคือยาลูกกลอน รองลงมาคือสถานที่ดี มีพลังวิญญาณเต็มเปี่ยม การฝึกฝนเลยลงแรงน้อยแต่ได้ผลสูงเหมือนกัน
    สถานที่ที่มีพลังวิญญาณเต็มเปี่ยมในสำนักชิงอวิ๋นโดนศิษย์ฝ่ายในกับผู้อาวุโสสำนักยึดครองไปนานแล้ว
    คุณสมบัติของหลินอวิ๋นยังใช้ไม่ได้ ทั้งยังไม่มีสถานที่ดี ๆ ทั้งยาลูกกลอนดี ๆ อีก จึงไม่มีทางฝึกฝนวิชาดวงตะวันบริสุทธิ์ได้เร็วนัก
    ทว่าเวลาสามวันก็ไม่ได้เสียเปล่าไปเสียทั้งหมด เขายังฝึกฝนทักษะกระบี่วายุเชี่ยวได้ชำนาญขึ้นเรื่อย ๆ
    สำหรับเขาแล้ว วิชาที่ต้องอาศัยการตระหนักรู้ไม่ได้ยากอะไรมากนัก 
    หมัดพยัคฆ์ร้ายเองก็ไม่ด้อย
    ทักษะกระบี่คือทักษะสังหาร วิชาเน้นฝึกกำลังภายใน หมัดพยัคฆ์ร้ายขัดเกลากายหยาบ ทั้งสามสิ่งนี้จะขาดสิ่งใดไปไม่ได้
    หน้าห้องไม้
    หลินอวิ๋นกางฝ่ามือออก ใช้กลางฝ่ามือยันด้ามกระบี่ ปลายกระบี่ปักลงพื้น 
    เมื่อสิ้นเสียงตะโกนเบา ๆ กระบี่ยาวก็หมุนอย่างรวดเร็วในฝ่ามือเขา ทว่าส่วนยอดฝักกระบี่กลับมิได้หมุนตาม ตรงปลายปักลงไปยังพื้นดิน
    “ยังไม่ถึง…”
    หลินอวิ๋นหลับตาลง ปากพูดงึมงำกับตนเองพลางสัมผัสกระบี่ยาวที่หมุนอยู่ใต้ฝ่ามืออย่างตั้งใจ ปล่อยให้พลังภายในกายหลอมรวมเข้าไปตรงกลางทีละน้อย
    ฟิ้ว!
    เกิดสายลมสดชื่นขึ้นจากพื้นเรียบจากล่างขึ้นบน จนเส้นผมยาวตรงหน้าผากหลินอวิ๋นขยับไหว
    “รวมกระบี่เป็นวายุ!”
    หลินอวิ๋นพลันลืมตาขึ้น นัยน์ตาขยับประกายสว่างวาบ มือที่กางออกจับด้ามกระบี่เอาไว้แน่น
    หนักมาก!
    แรงกระชากแกร่งกล้าส่งมาจากตัวกระบี่ พลังที่สั่งสมไว้ก่อนหน้าฉุดดึงร่างหลินอวิ๋นลงพื้นอย่างแรง
    หมัดพยัคฆ์ร้ายฝึกพื้นฐานไว้แน่นแล้ว ทำให้หลินอวิ๋นทรงตัวได้ ก่อนจะหยิบกระบี่ขึ้นมา
    ซวบ!
    วินาทีที่ชักกระบี่ขึ้นมา ร่างหลินอวิ๋นก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างไร้การควบคุม ทั้งคนทั้งกระบี่พุ่งไปไกลสองจั้ง
    ฝักกระบี่ปักลงกลางหินภูเขาตรงหน้าอย่างแรง ปักเข้าไปหนึ่งนิ้วเต็ม ๆ ผนังหินเกิดรอยแตกร้าวหลายรอย
    หลินอวิ๋นรู้สึกว่ากำลังวังชาถูกสูบไปหมดทั้งตัว รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง
    เขาปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วมองกระบี่ยาวที่ปักขวางบนหินภูเขาเหมือนมีความคิดบางอย่าง
    รวมกระบี่เป็นวายุ!
    นี่คือหนึ่งในสามกระบวนท่าสังหารของทักษะกระบี่วายุเชี่ยว รวมกระบี่เป็นวายุ เพิ่งใช้ครั้งแรกก็มีพลานุภาพถึงเพียงนี้ มิน่าถึงมีเงื่อนไขว่าต้องมีการตระหนักรู้ที่สูงขนาดนั้น
    “เป็นแบบนี้จริง ๆ ด้วย รวมกระบี่เป็นวายุคือการใช้กระบี่เป็นสายลม พริบตาที่เกิดสายลม จะระบายพลังที่สั่งสมเอาไว้ก่อนหน้านี้ออกมาเป็นเท่าตัว”
    หลินอวิ๋นวิเคราะห์อย่างใจเย็น นี่ขนาดกระบี่ยังไม่ออกจากฝัก ถ้าคมกระบี่ออกจากฝัก พลังสังหารคงจะแกร่งยิ่งกว่านี้ ทว่าการจะใช้ยุ่งยากเกินไป
    ถ้าประมือกับคน ไม่ต้องรอให้มีลมข้าคงถูกอัดพ่ายแพ้ไปก่อน ยังต้องพยายามต่อไปจนเมื่อใช้ได้ตามใจนึกแล้วถึงจะแสดงพลานุภาพที่แกร่งที่สุดในการต่อสู้จริง ๆ ได้
    “ข้าเรียนรู้เองก็คงมาถึงได้แค่นี้ ถ้าจะก้าวไปอีกขั้นต้องไปฝึกในโถงค่ายกลของสำนักเพื่อประลองกับหุ่นกระบอก หรือไม่ก็ต้องออกไปสู้จริง ๆ ข้างนอก สองอย่างนี้ล้วนจะช่วยเพิ่มระดับความชำนาญทักษะกระบี่ได้”
    หลินอวิ๋นพึมพำกับตัวเอง เขาไม่ได้หลงระเริงกับการที่สำเร็จทักษะกระบี่ขั้นต้นเลย
    ครู่ต่อมาก็คิดอยู่ในใจว่าจะต้องออกไปต่อสู้จริงข้างนอก!
    ถึงโถงค่ายกลจะมีประสิทธิผลค่อนข้างดี แต่ก็ต้องจ่ายเงินถึงจะเข้าได้ ซึ่งตอนนี้เขาที่ไม่มีเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียวจึงจัดการได้ยากอยู่บ้าง
    การออกไปต่อสู้จริงข้างนอกนั้น หนึ่งเพื่อฝึกตัวเอง สังหารสัตว์ร้ายมาแลกเป็นเงินกับยาลูกกลอนได้อีก ตอนนี้เขายิ่งกำลังต้องการยาลูกกลอนเพื่อยกระดับวิชาตะวันบริสุทธิ์อยู่พอดี
    ไม่อย่างนั้นขั้นพลังจะหยุดชะงัก ต่อให้ทักษะกระบี่แกร่งกว่านี้มันก็มีแต่ท่าดีทีเหลว
    เทือกเขาเหิงอวิ๋นตั้งอยู่ข้างหลังสำนักชิงอวิ๋น เทือกเขานี้ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด ยืดยาวออกไปเชื่อมหลายแคว้น ส่วนที่อยู่ในแคว้นเทียนสุ่ยเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น
    แต่แค่ส่วนเล็ก ๆ นี่ก็กินพื้นที่หนึ่งในสามของแคว้นเทียนสุ่ยแล้ว
    นอกจากสำนักชิงอวิ๋นแล้วในแคว้นเทียนสุ่ยยังมีอีกสามสำนักใหญ่ เรียกชื่อรวมกันว่าหนึ่งฝ่ายสามสำนัก แบ่งออกเป็นฝ่ายขวงเตา สำนักชิงอวิ๋น สำนักจื่อเหยียนและสำนักเสวียนหยาง
    ศิษย์สี่สำนักใหญ่ต่างชอบออกไปฝึกฝนบนเทือกเขาเหิงอวิ๋นกัน
    เมื่อก่อนหลินอวิ๋นถูกจำกัดด้วยฐานะทาสกระบี่ เลยมีโอกาสออกไปฝึกฝนน้อยยิ่ง ตอนนี้ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว เขาจึงเก็บของง่าย ๆ แล้วออกจากสำนักทันที
    เทือกเขาเหิงอวิ๋นห่างจากสำนักไม่ไกล มันอยู่ข้างหลังสำนักชิงอวิ๋น ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็มาถึงแล้ว
    ในป่าเขามีสัตว์ป่าอันตรายมากมาย เข้าไปลึกหน่อยก็ถึงขั้นไปเจอสัตว์อสูรได้
    เทียบกับสัตว์ป่าแล้ว สัตว์อสูรนั้นได้รับพลังวิญญาณฟ้าดินกล่อมเกลา ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นอสูรทีละนิดจนเปลี่ยนร่างไป มีกำลังรบอันน่าสะพรึงอย่างยิ่ง สัตว์อสูรที่อ่อนแอที่สุดก็มีกำลังรบเท่าระดับวิถียุทธ์ขั้นห้าแล้ว
    ด้วยพลังระดับวิถียุทธ์ขั้นสามของหลินอวิ๋นในตอนนี้ หากเจอสัตว์อสูรขึ้นมาจะต้องตายแน่นอน
    หลินอวิ๋นที่ไม่อยากไปหาเรื่องสัตว์อสูรจึงเดินอยู่ในเทือกเขาเหิงอวิ๋นอย่างระมัดระวังเพื่อตามหาสัตว์ป่าที่หลงอยู่อย่างสันโดษ
    ทั้งขนสัตว์ กรงเล็บ เลือดเนื้อของสัตว์ป่าในเทือกเขาเหิงอวิ๋นล้วนมีมูลค่าที่แน่นอน นี่ถือว่าเป็นรายรับก้อนใหญ่สำหรับหลินอวิ๋นในตอนนี้เลย
    น่าเสียดายเดินมาตลอดทาง สัตว์ป่าส่วนใหญ่ล้วนมีแต่ที่อยู่กันเป็นฝูง
    หลินอวิ๋นตัวคนเดียวจึงได้แต่ยอมแพ้และรอโอกาส
    ซ่า ๆ ๆ!
    “เสียงน้ำ?”
    เมื่อเดินไปตามเสียงก็พบลำธารกลางภูเขาสายหนึ่งที่ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำ กระทบกับหินจนเกิดเป็นเสียงนุ่มนวลไหลลงมาพร้อมกับสายลมสดชื่นเป็นระลอก ๆ
    “รวมสายน้ำเป็นลำธาร ไหลเชี่ยวดั่งสายลม ทักษะกระบี่วายุเชี่ยว น้ำเชี่ยวดุจสายลม”
    หลินอวิ๋นตาเป็นประกายขึ้นมา ทันใดนั้นเองก็เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง หรือทักษะกระบี่วายุเชี่ยวที่ว่าจะไม่ได้หมายถึงสายลมที่พัดมา แต่เป็นน้ำเชี่ยวดุจสายลม!
    มิน่าในสำนักชิงอวิ๋นถึงไม่มีใครเคยฝึกทักษะกระบี่นี้สำเร็จเลย
    บางทีสาเหตุอาจจะอยู่ตรงนี้
    เขาหลับตาสนิท นึกถึงกระบวนท่าและรูปแบบของทักษะกระบี่วายุเชี่ยวในความคิด ก่อนจะตกอยู่ในห้วงความคิด
    ครู่เดียวเขาชักกระบี่ออกมา กระโดดลอยเข้าไปกลางน้ำ
    ซุ่ม!
    เพิ่งลงมาก็โดนกระแสน้ำมหึมาโถมใส่จนล้ม เปียกปอนไปทั้งตัว
    เขายืนขึ้นก่อนคลานมาริมฝั่งและไม่ได้ใส่ใจอะไร
    ปาดน้ำลำธารบนหน้าออกแล้วกระโดดเข้าไปในนั้นอีกครั้ง…ซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่เกรงกลัวความยากลำบาก
    ไม่รู้ว่าล้มเหลวไปกี่ครั้ง ร้อยครั้งหรือว่าพันครั้ง?
    หลินอวิ๋นล้มอยู่ในน้ำจนจมูกเขียวหน้าบวมไปหมด เจ็บปวดไปทั้งตัวแทบจะไร้ความรู้สึกไปทั้งร่าง
    “สำเร็จแล้ว!”
    หลังจากยืนหยัดมานะทดลองอย่างไม่ลดละ ในที่สุดก็สำเร็จจนได้ เขายืนอยู่บนโขดหินกลางน้ำได้อย่างมั่นคง ปล่อยให้น้ำลำธารโถมใส่ สายลมสดชื่นพัดผ่านก็ยังไม่ล้ม
    หลินอวิ๋นยิ้มน้อย ๆ ด้วยความดีใจ ถือโอกาสใช้ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวด้วย
    “รวมสายน้ำเป็นลำธาร ไหลเชี่ยวดั่งสายลม…”
    หลินอวิ๋นถือกระบี่ร่ายรำกลางลำธารไหลเชี่ยว ทั้งยังสัมผัสได้ถึงสายลมสดชื่นที่มากับสายน้ำเชี่ยวกราก
    ร่างกระโดดขึ้นกลางสายน้ำราวกับกระต่ายซุกซน ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวพลันผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกับลำธารและสายลมอันสดชื่นอย่างสมบูรณ์แบบ
    ตึก! ตึก! ตึก!
    กระบี่ยาวกวัดแกว่ง เขากระโดดผ่านลำธารไม่หยุด ตกอยู่ในห้วงการฝึกฝนกระบี่วายุเชี่ยวจนลืมตัวไปเลย เขาเหมือนแปลงกายเป็นสายลม ผสานรวมกับน้ำลำธารเชี่ยวกรากเป็นหนึ่งเดียวไหลดิ่งลงมาข้างล่าง
    สุดท้ายน้ำลำธารมาอยู่กลางภูเขารวมกันกลายเป็นทะเลสาบใสสะอาดแห่งหนึ่ง
    เขาไหลลงมาตามลำธารตลอดทางมีแนวโน้มจะฉุดไม่อยู่แล้ว จนเมื่อเขาจะตกลงมากลางทะเลสาบถึงได้หมุนกระบี่ยาวในมืออย่างบ้าคลั่ง
    จนเมื่อจวนจะตกลงมาแล้วถึงคำรามเสียงเบาออกมาทีหนึ่ง ก่อนจะกำกระบี่ยาวแทงไปเบื้องหน้า
    “รวมกระบี่เป็นวายุ”
    ในชั่วพริบตานั้น พลังที่แฝงอยู่ในกระบี่ฉุดดึงเขาลอยขึ้น แนบชิดผิวทะเลสาบประหนึ่งวิหคบนฟ้าก่อนจะกระโดดไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
    ไม่ว่ากระบี่ยาววาดผ่านไปที่ใดจะรวมสายลมกระบี่ขึ้นแหวกเป็นปราการคลื่นสองทิวแถว
    ผิวทะเลสาบกว้างเกือบร้อยเมตรลอยขึ้นเป็นแนวขวาง
    ซู่!
    เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นภาพฟองคลื่นตกกระทบผิวทะเลสาบ เหมือนกับไข่มุกนับพันนับหมื่นกระแทกจานหยก
    กระบี่เล่มหนึ่งบินตัดขวางร้อยเมตร ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวบรรลุถึงขั้นต้นแล้ว!
    หลินอวิ๋นเอ่ยเสียงเบา “ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวนี่เหมือนจะมีพลานุภาพแกร่งกว่าในบันทึกอีกนิดหน่อย ดูแล้วทักษะกระบี่วายุเชี่ยวของสำนักชิงอวิ๋นอาจจะยังไม่ใช่ของดั้งเดิม ยังมีจุดที่ตกหล่นอยู่ไม่น้อย”
    วันนี้ได้ตระหนักถึงเพลงกระบี่ได้กลางลำธาร และยังบังเอิญตระหนักความหมายแท้จริงของทักษะกระบี่ ทำให้มันสมบูรณ์ได้
    โฮก!
    เสียงคำรามดังมาสามเสียง หลินอวิ๋นหันไปมองเห็นหมาป่ากรงเล็บเหล็กขนออกสีน้ำตาลพุ่งออกมาสามตัว
    ดูท่าพวกมันคงกำลังล่าเหยื่ออยู่แล้วเกิดตกใจกับเสียงน้ำจนได้มาเจอหลินอวิ๋น 
    หมาป่ากรงเล็บเหล็กดุร้ายอย่างยิ่ง กรงเล็บหมาป่าคมกริบเหล่านั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า สามารถฉีกอกผู้ฝึกยุทธ์ได้สบาย ๆ แค่กระชากเบา ๆ ก็ฉีกอวัยวะภายในออกมาได้ทั้งยวง
    ยิ่งกว่านั้นพวกมันยังมากันเป็นกลุ่มอีก แต่ต่อให้เป็นแค่ตัวเดียวที่หลินอวิ๋นเจอก่อนหน้านี้ตรงชายป่าเทือกเขาเหิงอวิ๋น เขายังต้องถอย
    ในเมื่อตอนนี้ทักษะกระบี่บรรลุขั้นต้นแล้ว จึงรู้สึกอยากลองของอยู่บ้าง
    หลินอวิ๋นมีสีหน้าจริงจัง ไม่กล้าประมาท มือถือกระบี่ยาวยังสั่นไหวเล็กน้อย
    เขาไม่ได้กลัว แต่เป็นความตึงเครียดและความตื่นเต้นของจิตใจที่ค้างเติ่งอยู่
    หมาป่ากรงเล็บเหล็กสามตัวราวกับสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาในพลังของหลินอวิ๋นจึงไม่ได้ผลีผลามเข้ามา แววตาดุร้ายของพวกมันจ้องหลินอวิ๋นเขม็ง และส่งเสียงเห่าไม่หยุดจนได้กลิ่นคาวโชยมา
    หากเป็นคนปกติแค่เจอกับพลังข่มขวัญตรงหน้านี้ก็ต้องตกใจกลัวกันบ้าง
    หนึ่งคนกับสามหมาป่าต่างไม่มีใครขยับเขยื้อน ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน แต่ความเป็นจริงนั้นต่างกำลังหยั่งเชิงคู่ต่อสู้อยู่
    หลินอวิ๋นรู้อยู่แก่ใจดีว่าตนมีโอกาสลงมือเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากพลาดโอกาสสังหารหมาป่ากรงเล็บเหล็กทั้งหมดสามตัวให้ได้ในคราวเดียวละก็จะต้องมีตัวหนึ่งที่ฉีกหน้าอกเขาได้แน่นอน
    หากไม่ลงมือก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้าจะลงมือก็ต้องทำให้สำเร็จให้ได้
    หลินอวิ๋นสังเกตเห็นว่าหมาป่าตัวหนึ่งเหมือนจะหมดความอดทนแล้วนิด ๆ ด้วยนัยน์ตาของมันเริ่มฉายประกายฉุนเฉียวออกมา
    หลินอวิ๋นเดินหน้าหนึ่งก้าวและลงมือ!
    หมาป่ากรงเล็บเหล็กสามตัวกระโดดขึ้นพร้อมกัน
    แววตาหลินอวิ๋นกระจ่างใสและสงบนิ่ง ราวกับลำธารไหลเชี่ยว สายลมพัดพา… กระบี่เคลื่อนไหวตามสายลม หมาป่าเหล็กสามตัวเลือดสาดกระเซ็นเป็นสาย
    หลินอวิ๋นทะยานลงบนพื้นได้อย่างมั่นคง แขนซ้ายมีรอยกรงเล็บหมาป่าสามรอย บาดแผลค่อนข้างน่าสยดสยอง
    ตุบ… ตุบ… ตุบ… 
    หมาป่ากรงเล็บเหล็กทั้งสามตัวตกลงมาบนพื้นอย่างแรงพร้อมกับเสียงดังสนั่น
    หมุนกายกลับไปก็มองเห็นรอยกระบี่หนาเท่านิ้วมือตรงคอหมาป่ากรงเล็บเหล็กสามตัวนั้น เลือดทะลักออกจากรอยกระบี่ราวกับน้ำพุ ล้วนสิ้นลมหายใจไปหมดแล้ว
    เขาเดินเข้าไปตรวจดูก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “ประเมินไหวพริบของหมาป่าต่ำเกินไป ถ้าแม่นกว่านี้คงไม่เป็นแผลที่แขนซ้ายแล้ว”
    หลินอวิ๋นเก็บกระบี่เข้าฝักก่อนหยิบกริชออกมาเฉือนกรงเล็บหมาป่าออกมาทั้งหมด
    หนังและเนื้อหมาป่าที่เหลือมีค่าไม่มาก เอาไปด้วยก็รังแต่จะเป็นภาระจึงไม่คิดจะเก็บไว้
    “สายน้ำดั่งสายลม ศึกครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่าเส้นทางการฝึกฝนของข้าไม่ผิดจริงด้วย” 
    การสังหารหมาป่ากรงเล็บเหล็กสามตัวซึ่งหน้าด้วยพลังระดับวิถียุทธ์ขั้นสามนั้นทำให้หลินอวิ๋นมีความมั่นใจขึ้นมาก!
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-