แน่นอนว่า หลี่มู่เซิงไม่มีความคิดที่จะหลบหนีเลยแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งอยู่บนบันไดหินโดยไม่ขยับเขยื้อนก้นเลยสักนิด
ในขณะเดียวกัน จูฟ่างเหลือบมองอวี๋เจิ้นเทียนที่กำลังต่อสู้พัวพันอยู่กับเจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจา หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รีบคลานขึ้นจากพื้นแล้ววิ่งหนีออกไปนอกลานทันที โดยไม่สนใจอวี๋เอ้อร์เม่ยทั้งสองคนเลย
บรรดาศิษย์และเด็กฝึกหัดคนอื่นๆ ของสำนักยุทธ์เมื่อเห็นว่าอวี๋เจิ้นเทียนไม่อาจปลีกตัวมาได้ ต่างก็พากันเอาตัวรอดโดยไม่สนที่จะช่วยชีวิตผู้อื่น
“ข้าอนุญาตให้พวกเ้าไปแล้วหรือ?”
ในตอนนั้นเอง จาเหล่าเอ้อร์ที่ยังไม่ได้ลงมือมาโดยตลอด ก็ซัดฝ่ามือออกไปกลางอากาศ พลังภายในที่ควบแน่นราวกับมีตัวตนพุ่งเข้าปะทะกำแพงลานบ้าน
กำแพงอิฐด้านหน้าพังทลายลงทั้งแถบ ฝุ่นควันตลบอบอวล เศษอิฐหินที่ร่วงหล่นลงมากองสุมกัน ขวางเส้นทางหลบหนีเพียงสายเดียวของทุกคนไว้ได้อย่างพอดิบพอดี
ฝ่ามืออันทรงพลังนี้ทำให้พวกของจูฟ่างขวัญหนีดีฝ่อ ต่างพากันหยุดชะงักอยู่หน้ากองหินอิฐ ไม่กล้าก้าวต่อไปแม้แต่ก้าวเดียว
“ศิษย์ทรพี พวกเ้ามันศิษย์ทรพีกันหมด!”
อวี๋เจิ้นเทียนแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น การกระทำของพวกจูฟ่างนั้นเขาล้วนเห็นอยู่ในสายตา
ศิษย์ที่เขามักจะให้ความสำคัญมากที่สุดกลับขี้ขลาดตาขาวและทรยศเขา ในขณะที่เด็กฝึกหัดสองคนที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตากลับไม่ทอดทิ้งไปไหน สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกสับสนปนเปจนบอกไม่ถูก
“พาเอ้อร์เม่ยกับคนอื่นๆ ไป ข้าจะระวังหลังให้พวกเ้าหนีไปเอง!”
กำลังภายในของอวี๋เจิ้นเทียนพลุ่งพล่าน เขาตวัดกระบี่ฟันออกไปในแนวนอน สะบัดพวกจาเหล่าซานที่รุมล้อมอยู่ออกไป
จากนั้น เขาอาศัยแรงส่งม้วนตัวกลางอากาศ ทะยานลงจากหลังคามาหยุดอยู่ตรงหน้าจางต้าจ้วงและอีกคน
ทว่าเขากลับเห็นเด็กฝึกหัดสำนักยุทธ์ทั้งสองคนนี้ยืนนิ่งอยู่กับที่ ต่างมองหน้ากันไปมา
“ข้าพอยกคุณหนูรองไหวอยู่ แต่ข้าไม่มั่นใจว่าจะแบกคุณหนูรองวิ่งไปได้ไกลนัก”
จางต้าจ้วงพึมพำออกมา พร์และรากฐานร่างกายของเขานั้นย่ำแย่ยิ่งนัก
อยู่ในสำนักยุทธ์มาหลายปี กลับเรียนรู้วิชามาได้ไม่เท่าไหร่ มีเพียงพละกำลังที่แข็งแรงกว่าคนทั่วไปอยู่บ้างเล็กน้อยเท่านั้น
มิเช่นนั้นเขาคงไม่เหมือนกับหลี่มู่เซิง ที่ใช้เวลาถึงยี่สิบปีเป็ได้เพียงแค่เด็กฝึกหัดในสำนักยุทธ์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดจางต้าจ้วงก็วางอวี๋เสี่ยนลงแล้วเดินตรงไปยังอวี๋เอ้อร์เม่ย
เพราะไม่ว่าจะมองอย่างไร เขาก็ดูมีกำลังมากกว่าหลี่มู่เซิงที่ตัวผอมบางกว่าเขาอยู่หนึ่ง่ตัวมากนัก
อวี๋เจิ้นเทียนเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาเหลือบมองบุตรสาวคนที่สองของตนเอง
ในใจพลางคิดว่า หากรอดพ้นจากคราวเคราะห์นี้ไปได้ สิ่งแรกที่จะทำคือบังคับให้นางลดน้ำหนัก มิเช่นนั้นในยามวิกฤตเป็ตายจะไม่มีใครยอมช่วยแบกนางไหว
“พวกเ้าคอยตามข้ามาให้ดี!”
อวี๋เจิ้นเทียนสำทับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นก็เบือนสายตาไป ทว่ากลับพบว่าหลี่มู่เซิงที่อยู่ด้านข้างยังคงไม่ขยับตัว
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากเรียก พวกของจาเหล่าซานก็พากันกรูเข้ามาล้อมไว้แล้ว
ในขณะเดียวกัน ร่างของจาเหล่าเอ้อร์ก็ขยับวูบ ถือดาบร่อนลงมาคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ
“ถ้าไม่ส่งของออกมา พวกเ้าก็ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”
จาเหล่าเอ้อร์ใบหน้าไร้ความรู้สึก พลังภายในทั่วร่างพลุ่งพล่าน จิตสังหารเย็นเยียบ กลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นถึงกับอยู่เหนือกว่าอวี๋เจิ้นเทียนเสียอีก
เมื่อเห็นเช่นนั้น รูม่านตาของอวี๋เจิ้นเทียนก็หดแคบลง ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็ย่ำแย่ถึงขีดสุด
“ตาเฒ่าอวี๋ จะไม่ให้ว่าท่านขี้เหนียวได้อย่างไร ของสิ่งใดกันที่ท่านหวงแหนนักหนา ถึงขั้นต้องให้พวกเรามาตายตกไปตามกันเช่นนี้”
หลี่มู่เซิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่ออวี๋เจิ้นเทียนได้ยินเช่นนั้นก็ถลึงตาใส่เขาตามสัญชาตญาณ
แต่เมื่อนึกได้ว่าเ้าเด็กนี่เป็หนึ่งในสองเด็กฝึกหัดที่ยอมอยู่ช่วย เขาจึงได้แต่สูดลมหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “เื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับเ้า อย่าถามมาก!”
หลี่มู่เซิงยักไหล่ ก่อนจะหันไปมองจาเหล่าเอ้อร์
“หรือว่าท่านจะบอกข้าหน่อย ว่าพวกท่าน้าอะไรจากตัวเขากันแน่?”
จาเหล่าเอ้อร์กวาดสายตามองหลี่มู่เซิงแวบหนึ่ง เห็นท่าทางเหมือนเด็กวอนหาเื่แต่กลับกล้ามาถามตน มุมปากจึงหยักยิ้มอย่างโเี้ “เ้าเข้ามานี่สิ แล้วข้าจะบอกเ้าเอง”
“ไอ้หนู ข้าว่าเ้าคงเบื่อโลกแล้วกระมัง!” หนึ่งในเจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจาที่ร่วมปิดล้อมอยู่ะโด่าออกมา
ดาบในมือฟันลงมาอย่างรวดเร็ว ประกายดาบกรีดผ่านอากาศพร้อมกับเสียงหวีดหวิว พุ่งตรงเข้าใส่หลี่มู่เซิง อวี๋เจิ้นเทียนเห็นดังนั้นก็รีบพุ่งตัวออกไปวาดกระบี่เข้าขวางทันที ทว่าในชั่วพริบตาถัดมา สายตาของเขากลับชะงักค้าง
อวี๋เจิ้นเทียนต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ในเสี้ยววินาทีที่เขาลงมือ ร่างของหลี่มู่เซิงที่เป็เพียงเด็กฝึกหัดกลับหายไปจากสายตาของเขาเสียแล้ว
ขณะนั้นเอง พร้อมกับเสียงปะทะกันของดาบและกระบี่อันบาดแก้วหู จาเหล่าอู่อันเป็ผู้ฟันดาบก็ถูกอวี๋เจิ้นเทียนใช้กระบี่บีบให้ต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว
แต่เขากลับไม่ได้มองอีกฝ่าย ทว่ารูม่านตาพลันเบิกกว้าง จ้องมองไปยังจุดที่หลี่มู่เซิงเคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้ แล้วอุทานออกมาด้วยความใ
“ไอ้หนูคนนั้น... หายไปไหนแล้ว?”
คำพูดนี้ทำเอาพวกของจาเหล่าซานที่กำลังจะเงื้อดาบเข้ารุมล้อมอีกครั้งต้องหยุดชะงักลงทันควัน พลันเกิดความคลางแคลงใจขึ้นมา
คนเป็ๆ ทั้งคนจู่ๆ ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะไม่ให้สนใจได้อย่างไร? พวกเขาต่างรีบกวาดสายตามองหาหลี่มู่เซิงทันที และในวินาทีนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของจาเหล่าเอ้อร์
“ข้าเข้ามาหาแล้ว ท่านควรจะบอกข้าได้หรือยัง?”
จาเหล่าเอ้อร์รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวในทันใด สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
แต่เขาก็นับว่าผ่านการต่อสู้ในยุทธภพมานับครั้งไม่ถ้วน ปฏิกิริยาจึงรวดเร็วยิ่งนัก เขาตัดสินใจฟาดฟันดาบกลับหลังไปในทันที รวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาดเข้าใส่ผู้ที่อยู่เื้ั
ขณะเดียวกัน เขาก็โคจรเข้าสู่กำลังภายในไปที่ขาทั้งสองข้าง พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อ้ารักษาระยะห่างจากคนด้านหลัง
ทว่า ดาบของจาเหล่าเอ้อร์ไม่เพียงแต่ฟันถูกความว่างเปล่า เสียงของหลี่มู่เซิงที่อยู่ด้านหลังยังคงติดตามมาประดุจภูตพรายที่คอยหลอกหลอน
“พอมาถึงก็หนีเลย เช่นนี้ก็น่าเบื่อแย่สิ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ลานกว้างของสำนักยุทธ์ทั้งลานก็พลันเงียบสงัดลงทันที
เหล่าศิษย์และเด็กฝึกหัดในสำนักยุทธ์ยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นชายชุดดำทั้งหกคนรวมถึงจาเหล่าเอ้อร์ ต่างยืนนิ่งแข็งค้างราวกับหุ่นสลักไม้หรือตุ๊กตาดินปั้น
“ข้าสกัดจุดพวกเขาไว้แล้ว”
เสียงของหลี่มู่เซิงดังมาจากข้างกายของอวี๋เจิ้นเทียน
อวี๋เจิ้นเทียนหันขวับไปมอง เมื่อเห็นเขาแล้วก็ถอยกรูดไปด้านหลังหลายก้าวตามสัญชาตญาณ
“เ้า... แท้จริงแล้วเ้าเป็ใคร?”
อวี๋เจิ้นเทียนจ้องมองเด็กฝึกหัดสำนักยุทธ์ที่ดูไร้ตัวตนตรงหน้าอย่างไม่ยากจะเชื่อสายตา ใบหน้าที่ชราภาพเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
หลี่มู่เซิงยักไหล่ ยื่นมือออกไปตบไหล่ของจางต้าจ้วงที่อยู่ข้างๆ แล้วเอียงคอกล่าวว่า
“พี่จาง รบกวนอย่าจ้องข้าแบบนั้นเลย ถึงข้าจะรู้ว่าท่านอิจฉาใบหน้าอันหล่อเหลาของข้ามาตลอดก็เถอะ”
“หา??”
จางต้าจ้วงสะบัดศีรษะไปมา เมื่อได้สติกลับมาเขาก็มองไปทางเจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจาที่ถูกสกัดจุดไว้ แล้วหันมามองหลี่มู่เซิงอีกครั้ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวว่า “อาเซิง เ้าทำให้ข้ารู้สึกไม่คุ้นเคยเลย!”
หลี่มู่เซิงหัวเราะฮิฮิ หันไปหาอวี๋เจิ้นเทียน “ตาเฒ่าอวี๋ เ้าโจรพวกนี้ข้ายกให้ท่านจัดการแล้วกัน”
พูดจบ เขาก็แบมือไปทางอีกฝ่ายแล้วกล่าวว่า “อีกอย่างข้าลืมบอกท่านไป ข้าจะไม่ขออยู่ในสำนักยุทธ์อีกแล้ว ตามที่ตกลงกันไว้ว่าหลังจากล้างมือในอ่างทองคำแล้วจะให้เงินห้าตำลึง ท่านก็อย่าได้หักเงินหรือเบี้ยวหนี้เหมือนคราวก่อนๆ เล่า”
สายตาของอวี๋เจิ้นเทียนยังคงจ้องเขม็งไปที่หลี่มู่เซิง ความตกตะลึงบนใบหน้ายังไม่จางหายไปง่ายๆ
“เ้าคือเ้าเด็กหลี่มู่เซิงจริงๆ หรือ? แต่ข้าจำได้ว่าเ้ามันเป็พวกไร้พร์เชิงยุทธ์ชัดๆ เหตุใดถึงได้...”
ทว่า หลี่มู่เซิงกลับตัดบทคำพูดของเขาแล้วถามว่า “ท่านคงไม่ได้คิดจะเบี้ยวหนี้หรอกนะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี๋เจิ้นเทียนก็สะดุ้งใ รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
เขาล้วงเข้าไปในอกเสื้ออยู่ครู่หนึ่ง ในตัวไม่มีเงินติดมาด้วย มีเพียงตั๋วเงินใบละร้อยตำลึงใบหนึ่งเท่านั้น
ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ตั๋วเงินใบนั้นก็หายไปจากมือของเขาในพริบตา และไปอยู่ในมือของหลี่มู่เซิงแทน
หลี่มู่เซิงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ไม่เลว ไม่เลว นานๆ ทีจะใจกว้างสักครั้ง ตั๋วเงินใบนี้ข้าขอรับไว้แล้วกัน!”
(จบตอน)