เกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 74 งานแต่งที่วางแผนมา

            “ป้าสะใภ้เราคงไม่ยอมอยู่แล้วมั้ง?” ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งต้องไม่ถูกใจเงินจำนวนแค่นี้แน่นอน เจิ้งหยวนมั่นใจเรื่องนี้สุดๆ

            เจิ้งเจวียนพยักหน้าเรียบเรื่อย “แน่นอนอยู่แล้วสิป้าสะใภ้ของเราทะเลาะกับคนขาพิการแซ่หลิวเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะพี่ก็รู้ความปากโทรโข่งของป้าสะใภ้ใหญ่โวยวายจนเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงรู้กันถ้วนหน้าหมดแล้ว”

            ขอเพียงได้เงินมา ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งย่อมไม่กลัวเสียหน้าแน่แต่คนอื่นอาจไม่เป็นเช่นนั้นรอบนี้ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งทำเสียหน้ากันทั้งสกุลเจิ้งเสียแล้วเจิ้งหยวนคิดพลางโยนฟืนเข้าไปในเตา ก่อนเอ่ยถามต่อ “เรื่องนี้พ่อเราไม่ไปจัดการเหรอ?”

            “พี่ลืมแล้วเหรอ? พ่อเราไปบ้านอาสามแล้ว”

            จริงด้วย เจิ้งหยวนนึกออกแล้วเช้าตรู่วันนี้เฉินชุ่ยอวิ๋นห่อผักดองสองไหเล็กให้เจิ้งเฉวียนกังเอาไปส่งในอำเภอผักดองนั้นเจิ้งหยวนดองตามสูตรเฉพาะที่พ่อครัวเหลือไว้ที่โรงแรมห้าดาวในมิติมีถั่วแขกและแตงกวา ติดเผ็ดเล็กน้อย ทั้งยังมีรสเค็ม และแทรกด้วยความหวาน เป็นรสชาติอร่อยสดชื่นคนในครอบครัวที่รักการกินก็ไม่มีข้อยกเว้น แม้จะเป็นแค่ผักดองนิดหน่อยทว่าเจิ้งเฉวียนกังเป็นคนกตัญญูเขาคิดว่าของสิ่งนี้คู่ควรแก่การไปมอบให้บุพการีด้วยตัวเองอีกอย่างเขาก็ไม่ได้พบหน้าพ่อแม่นานมากแล้ว

            เจิ้งหยวนมองเจิ้งเจวียนเมื่อคิดถึงตรงนี้“แม่ของพวกเรารู้ตั้งนานแล้วเหรอ?”

            ได้ยินดังนั้น เจิ้งเจวียนจึงหรี่นัยน์ตาลงอย่างมีเลศนัย

            ตามธรรมเนียมของกองหยางหลิวงานแต่งงานไม่จำเป็นต้องมีญาติมาเป็นสักขีพยาน บิดามารดาทั้งสองฝ่ายแค่พบหน้ากินข้าวกันสักมื้อแล้วค่อยหารือสินสอดทองหมั้นก็พอแล้วคนขาพิการแซ่หลิวไม่มีบุพการี เขาตัดสินใจทุกอย่างเองได้การแต่งงานของเจิ้งสยาน่าจะตกลงกันก่อนหน้านี้คนพิการแซ่หลิวจึงมามอบสินสอดให้ในวันนี้

            เฉินชุ่ยอวิ๋นคงรู้ตั้งแต่วันแรกๆว่าคนขาพิการแซ่หลิวมามอบสินสอดวันนี้เธอกลัวว่าครอบครัวลุงใหญ่จะก่อปัญหาอันใดอีก จึงให้เจิ้งเฉวียนกังเข้าอำเภอไปหากเจิ้งเฉวียนกังอยู่ เรื่องต้องหนีไม่พ้นมือเขาแน่นอนทุนเดิมพ่อของเธอก็ลำเอียงไปทางป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งอยู่แล้ว ดังนั้นหากเขาไปก็ไม่รู้ว่าป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งจะสาดโคลนเธอแล้วเป่าหูพ่อของเธออย่างไรบ้างเมื่อคิดได้ดังนั้น เจิ้งหยวนพลันสบายใจทันทีเธอคิดพลางเติมฟืนเข้าไปในเตาอีกท่อน“แล้วสุดท้ายสินสอดตกลงกันที่เท่าไรนะ?”

            เจิ้งเจวียนเหยียดนิ้วออกมานิ้วหนึ่ง

            เจิ้งหยวนเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถาม “ร้อยหยวน?”

            เจิ้งเจวียนพยักหน้า เธอเท้าคาง เลิกหางคิ้วขึ้น “พี่คิดไม่ถึงละสิป้าสะใภ้ใหญ่เราน่ะร้ายกาจมาก เถียงจนได้มาเพิ่มอีกห้าสิบหยวน! เอะอะโวยวายจนสุดท้ายคนขาพิการแซ่หลิวจวนจะหนีไปแล้ว แต่ดันโดนคนเสเพลอย่างเจิ้งเทียนหู่ขวางไม่ให้เขาไปไหน บอกประมาณว่าเขาทำลายความบริสุทธิ์ของพี่เสี่ยวสยาแล้ว ต้องจ่ายเงินมา มิฉะนั้นจะรายงานต่อทางการ แปะประกาศประจานเขาข้อหาล่วงละเมิด คนขาพิการแซ่หลิวนั่นก็กลัวตัวงันงก เลยตกลงให้ร้อยหยวน”

            อยู่ดีๆ ก็ได้ยินคำว่า ‘บริสุทธ์’ เจิ้งหยวนจึงนิ่งไปพักหนึ่งแล้วถามทวนเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้หูฝาด “บริสุทธิ์? ความบริสุทธิ์อะไร? คำพูดเจิ้งเทียนหู่หมายถึงอะไร?”

            เจิ้งเฉวียนยู่ปาก “ฉันจะรู้เหรอ”

            เจิ้งหยวนอารมณ์ผสมปนเปกันอยู่ครู่หนึ่ง สำหรับสตรีแล้วนอกจากความบริสุทธิ์ผุดผ่องของร่างกาย ยังมีบริสุทธิ์ไหนอีก? หากเป็นเช่นนี้จริง งั้นคนขาพิการแซ่หลิวนั่นทำลายความบริสุทธิ์ของเจิ้งสยาได้อย่างไร? เธอโดนครอบครัววางแผนใส่ หรือคนขาพิการแซ่หลิวเกิดเกลียดชังจนเอาความแค้นมาลงกับเจิ้งสยา? เธอไม่น่าเป็นฝ่ายยั่วคนขาพิการแซ่หลิวก่อนหรอกมั้ง?

            อันที่จริง เจิ้งหยวนทายถูกแล้ว เจิ้งสยาไม่ได้เป็นคนต้นคิดจริงๆ

            ตั้งแต่เจิ้งสยาล้มเหลวในการใส่ร้ายเจิ้งหยวนจนพานมาเดือดร้อนตนเองป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งกับเจิ้งเทียนหู่ก็ไม่วาดหวังให้เจิ้งสยาแต่งเข้าสกุลเฝิงอีกต่อไปทว่าชื่อเสียงของเจิ้งสยาก็เสียหายไปไม่น้อย ครั้นจะให้แต่งงานกับครอบครัวดีๆคงไม่ได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งจึงไม่คิดจะให้เธอแต่งเข้าครอบครัวที่ดีเท่านั้นหรอกขอเพียงคนเขาให้ค่าสินสอดเยอะก็พอแล้ว ยกตัวอย่างเช่นคนขาพิการแซ่หลิวนั่นแต่หลังจากเกิดเรื่องขึ้น พอฝากแม่สื่อติดต่อคนขาพิการแซ่หลิวไปน้ำคำของคนขาพิการแซ่หลิวเหมือนไม่ค่อยต้องการเจิ้งสยาแล้ว เขาก็เป็นผู้ชายย่อมไม่อยากแต่งกับผู้หญิงที่มีผู้ชายคนอื่นอยู่ในใจ

            ไม่ได้การแล้ว! ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งไม่ยินยอมกลับบ้านมาพูดคุยกับเจิ้งเทียนหู่ ดวงตาเล็กของเจิ้งเทียนหู่หรี่ลงพลางหัวเราะในลำคออย่างชั่วร้าย แล้วบอก “วิธีแก้ง่ายนิดเดียวเอง จับน้องสาวขึ้นเตียงกับคนขาพิการแซ่หลิวนั่นให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลยว่าได้เสียกันแล้ว ใครจะรับผิดชอบถ้าไม่ใช่เขาเล่า? ชื่อเสียงน้องแย่แค่ไหนอย่างไรก็เป็นสาวพรหมจรรย์ นอนด้วยกันอย่างนั้น คนขาพิการแซ่หลิวต้องรู้แน่นอน”

            แรกเริ่มป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งไม่เห็นด้วยกับความคิดบ้าๆของลูกชายเท่าไรนัก “นี่ นี่ ได้ที่ไหนกัน? ไม่ได้ๆ” เธอเป็นสตรีคนหนึ่ง เจิ้งสยาอย่างไรก็คือลูกสาวแท้ๆ ของเธอ วิธีนี้หมิ่นเกียรติกันเกินไป ป้าสะใภ้ใหญ่ต่อให้ช่างเหน็บแนมเสียดสี ชอบเอารัดเอาเปรียบ แต่ยังไม่เคยทำเรื่องไร้ศีลธรรมเช่นนี้

            แต่เจิ้งเทียนหู่กลับกล่าวว่า “งั้นแม่ยังมีวิธีอื่นอีกไหมเล่า? หากน้องแต่งไม่ออก ฉันจะเอาเงินจากไหนมาแต่งภรรยา! แม่ ฉันวัยเดียวกับเจิ้งเทียนหมิงนะ รายนั้นเขามีลูกตั้งสองคนแล้ว ลูกชายก็มีด้วย แล้วดูฉันสิ ฉันยังไม่ได้แต่งภรรยาเลยด้วยซ้ำ”

            เมื่อพูดถึงเรื่องแต่งภรรยาก็เสียดแทงหัวใจป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งเข้าเต็มๆเธออยากแต่งภรรยาขยันขันแข็งให้ลูกมาตลอด เก็บเงินมาได้สองร้อยหยวนแล้วหากรวมกับค่าสินสอดของเจิ้งสยาก็เป็นสี่ร้อยหยวนน่าเสียดายที่ได้มาเพียงแค่ร้อยหยวนเท่านั้น เงินจำนวนขนาดนี้จะแต่งสะใภ้ดีๆแบบไหนไม่ได้บ้าง! เมื่อคิดถึงตรงนี้หัวใจเธอพลันลิงโลด ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งมีลูกชายแค่คนเดียว จึงไม่แปลกที่จะหวังให้เขามอบหลานชายให้เธอเร็วๆ

            ถึงกระนั้น ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งก็ยังคงลังเลอยู่บ้าง “งั้น...งั้นสมมติว่าคนขาพิการแซ่หลิวไม่ยอมรับจะทำยังไงล่ะ?”

            “เขากล้าเหรอ!” เจิ้งเทียนหู่ขึ้นเสียง ท่าทีเต็มไปด้วยความดูแคลนเหยียดหยาม “คนพิการแซ่หลิวนั่นทั้งแก่ ทั้งอัปลักษณ์ ขายน้องสาวให้ไม่กี่ร้อยหยวนก็ดีแค่ไหนแล้ว” ครั้นเห็นแม่ยังสองจิตสองใจอยู่ เขาจึงครุ่นคิดสักพัก สิ่งที่แม่กังวลก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทีเดียว หากหมอนั่นไม่ยอมรับจริงๆ กลายเป็นว่าเขาจะไม่เสียน้องสาวไปอย่างเปล่าประโยชน์หรือ แต่พอคิดดูดีๆ แล้ว เขาก็ยังมีวิธีอยู่ไม่ใช่หรือ วินาทีต่อมาพลันปรากฏแสงสว่างวาบในดวงตาเจิ้งเทียนหู่ “เราใส่ร้ายป้ายสีไอ้เป๋แซ่หลิวนั่น บอกว่าเขาจะลวนลามกันก็พอแล้วนี่” เขาเรียนรู้อุบายนี้มาจากเจิ้งหยวน เจิ้งหยวนหน้าไม่อายมาก ตัวเองทำเรื่องไร้ยางอายให้ตายก็ไม่ยอมรับ ยังโยนขี้ให้เขาอีก!

            ทั้งสองหารือกันเท่านี้ ก็กำหนดชะตาชีวิตของเจิ้งสยาได้แล้ว

            คืนหนึ่งนั่นเองเจิ้งเทียนหู่เสแสร้งเชิญคนขาพิการแซ่หลิวมาดื่มกินที่บ้านแล้วมอมเหล้าเขาแถมยังแอบใส่ยาชูกำลังลงไปนิดหน่อยด้วย เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ฟ้ามืดสนิทบ้านคนขาพิการแซ่หลิวอยู่ไกล เจิ้งเทียนหู่จึงรั้งเขาไว้ที่บ้านทั้งยังบอกว่ามีห้องสำหรับให้พักผ่อนอยู่พร้อมชี้ห้องที่ตระเตรียมไว้อย่างเสร็จสรรพ ซึ่งห้องนั้นก็คือห้องของเจิ้งสยาเจิ้งสยาถูกป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งใช้งานหนักทั้งวันอ่อนล้าจนนอนหลับไปโดยไม่ถอดเสื้อผ้า หลังคนขาพิการแซ่หลิวเข้ามาร่างกายพลันรู้สึกร้อนผะผ่าว ขณะเดียวกันนั้นก็ค่อยๆ ลูบคลำเจิ้งสยาที่บัดนี้ร่างกายเธอเย็นเฉียบยิ่งกว่าอะไร

            อย่างไรก็ตามเรื่องราวกลับไม่ได้ดำเนินไปอย่างที่เจิ้งเทียนหู่จินตนาการวาดหวังไว้เจิ้งสยารู้ว่าเจิ้งเทียนหู่เชิญคนขาพิการแซ่หลิวมาดื่มวันนี้แม้เหนื่อยล้ามาทั้งวัน แต่ก็ไม่กล้าหลับสนิท พอคนขาพิการแซ่หลิวแตะตัวเธอก็พลันสะดุ้งตกใจตื่น

            เสียงกรีดร้องดังก้องกลางคืนอันเงียบสงัดครอบครัวลุงใหญ่เจิ้งพุ่งทะยานเข้ามาเห็นคนขาพิการแซ่หลิวกำลังโอบเจิ้งสยาทั้งยังพยายามถอดเสื้อเธอพอดี

            แม้ไม่ได้ต้องการร่างกายของเจิ้งสยาจริงๆแต่ก็จับได้คาหนังคาเขาว่าคนขาพิการแซ่หลิวแตะเนื้อต้องตัวสาวพรหมจรรย์ที่ไม่เคยผ่านมือชายคนใดมาก่อนอย่างเจิ้งสยาเจิ้งเทียนหู่จึงขู่ว่าถ้าเขาไม่แต่ง จะไปแจ้งข้อหาลวนลามที่คอมมูน

            การแต่งงานจึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้

            เจิ้งหยวนถอนหายใจยาวเหยียดหลังได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้น“ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งกับเจิ้งเทียนหู่ฉกเงินกันหน้าด้านๆ แบบนี้หลังแต่งไปไม่รู้ชีวิตพี่เสี่ยวสยาจะเป็นยังไง”

            เจิ้งเจวียนเอ่ยด้วยความคับแค้นเช่นกัน“ใครให้พี่เขามีพ่อแม่อย่างนั้นล่ะ” ลุงใหญ่เจิ้งเป็นพวกไม่สนใจสิ่งใดส่วนป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งก็ให้ความสำคัญกับลูกชายแค่เห็นเงินก็ตาลุกวาวยิ่งกว่าอะไรเสียอีก

            แม้เจิ้งสยาจะเคยคิดร้ายกับเจิ้งหยวนแต่เวลานี้สองพี่น้องยังอดสบตากันถอนหายใจปลงตกแทนเจิ้งสยาไม่ได้

            

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ] ที่คุณอ่าน