หลังจากที่สาวสวยยุค 2023 ผู้เพียบพร้อมด้วยมรดกจากทรัพย์สินมากมายหลุดเข้ามาในมิติ 1976 เธอก็จำใจยอมรับต่อโชคชะตาที่จะต้องลำบากในยุคนี้และในตอนนี้หญิงสาวกำลังคิดว่าอาจจะเพราะปีนี้เธออายุเข้า 25 ปี หรือที่เรียกว่าเบญจเพสแน่ ๆ เธอถึงดวงซวยอย่างนี้แต่เอาเถอะคนอย่างเหม่ยจูซะอย่างกลัวที่ไหน..? กันล่ะแหม..ก็ได้พรจากระบบมาตั้ง 4 ข้อ มุมปากที่คว่ำอยู่ก็ถูกยกโค้งขึ้นทันใด
แสงจากดวงอาทิตย์เริ่มเลือนลับลงเหม่ยจูเริ่มออกสำรวจบริเวณรอบ ๆโดยย่ำฝีเท้าออกจากห้องที่มีเพียงเตียงไม้ไผ่กับตะเกียงเก่า ๆบ่งบอกถึงความล้าสมัย 1 ดวง ไม่มีแม้เพียงผ้าห่มสักผืนไว้ห่มกายครั้นเห็นเช่นนั้นเธอก็นึกขึ้นได้เลยว่าเหม่ยจูคนเก่าที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ไหนแล้วต้องลำบากถึงเพียงไหน หากถึงฤดูหนาวมาเยือนแต่ถึงอย่างนั้นใจของเธอก็ง่วนอยู่กับการอยากจะทำภารกิจให้เสร็จโดยเร็วมากกว่า
คนแรกที่เธอเห็นในขณะที่เดินออกมาถึงหน้าบ้านขนาดเล็กที่เริ่มทรุดโทรมตามกาลเวลาคือบุรุษวัยกลางคนที่ดูคล้ายกับจะแก่กว่าวัยไปหน่อยเนื่องจากร่างกายทรุดโทรมลงไปมากราวกับเคยโหมทำงานมาอย่างหนักเหม่ยจูรู้ได้ทันทีว่าบุคคลนี้เป็ใคร
“พ่อคะ….” อยู่ ๆเธอก็หลุดปากเรียกคำนี้ออกไป คงเป็เพราะสัญชาตญาณละมั้ง
ลู่ตงเฉินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวโปรดที่มีร่องรอยผุอย่างเห็นเด่นชัดได้ยินเสียงเรียกจากลูกสาวจึงเหลียวหลังมองในทันที
“เหม่ยจูลูกพ่อ…เป็อย่างไรบ้าง” ดูเหมือนบิดาอย่างตงเฉินถึงแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะพิการก็ไม่เชิงต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันพยุงร่างเป็แรมปี เขาก็ยังมีความเป็ห่วงบุตรสาวอยู่มาก
“ดีขึ้นแล้วค่ะพ่อ หนูแค่หน้ามืดนิดหน่อย…”เหม่ยจูย่อตัวลงนั่งแล้วกล่าวกับผู้เป็บิดาด้วยสีหน้ายิ้มน้อย ๆเธอไม่เคยรู้สึกประหลาดเช่นนี้มาก่อนเมื่อฝ่ามือของตงเฉินลูบศีรษะของเธอด้วยความเอ็นดูส่งผลให้หัวใจของหญิงสาวนั้นอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
แต่ทว่าในขณะกำลังรู้สึกซาบซึ้งได้เพียงไม่นานสองแม่ลูกที่เพิ่งกลับมาก็ได้เข้ามาขัดจังหวะพอดิบพอดี
“อะแฮ่ม..!! ทำอะไรกันอยู่หรือจ้ะ สองพ่อลูก”น้ำเสียงของสตรีวัยกลางคนอย่างหลันฮวาที่เปล่งออกมาช่างดูไม่เป็มิตรเอาเสียเลยแต่ทว่าใบหน้าเธอนั้นกลับมีท่าทียิ้มแย้มอย่างสวนทางกัน
ครั้นเห็นว่าคนที่เดินเข้ามานั้นเป็ใครเธอก็ถึงขั้นอยากถอนหายใจออกมาแรง ๆ ด้วยความเอือมระอาแม้ว่าจะเป็การพบกันครั้งแรกก็เถอะ
"ไม่เห็นจริง ๆ เหรอคะว่านั่งคุยกันอยู่..." เหม่ยจูตอบก่อนจะสะบัดหน้าหนี พร้อมใช้ฝีเท้าเรียวเดินกลับเข้าห้องอย่างหน้าเรียบเฉยปล่อยให้คนที่รู้สึกว่าโดนหักหน้าอ้าปากค้างหวอแบบงง ๆ
ร่างบางค่อย ๆ ปิดประตูลงท่ามกลางความเงียบงันมีเพียงตะเกียงคอยให้แสงสว่างเป็เพื่อนคลายเหงา “นี่ฉันจะต้องอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ..” เธอเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆจังหวะนั้นเองั์ตาก็ได้เหลือบไปเห็นกระป๋องกลมขนาดเล็กมีฝาปิดรอบนอกก็มีสนิมกัดกินอยู่นิดหน่อย เธอตัดสินใจเปิดฝาออกและพบว่าในนั้นมีธนบัตร 10หยวน 1 ใบ และมีเหรียญ 5 หยวน เหรียญเหมา และเหรียญเฟินอยู่อีกนิดหน่อย
“ยังดีที่พอมีเงินอยู่บ้างถึงจะน้อยนิดก็เถอะ..!” เหม่ยจูพึมพำพร้อมกับปิดฝาลงและตั้งไว้ที่เก่าเธอกำลังมีความคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตของเหม่ยจูตอนนี้ให้ดีขึ้นและพบกับรักแท้โดยเร็ว
ตะวันทอแสงเป็สัญญาณของวันใหม่เหม่ยจูลืมตาตื่นแต่เช้าด้วยความตื่นเต้น วันนี้เธอจะเจอกับอะไรในโลกใบใหม่ที่มันไม่ใหม่เลย
แน่นอนล่ะ เธอต้องไปหักข้าวโพดที่คาไว้เมื่อวานในคอมมูนด้วยแสงอาทิตย์ที่แผดเผาจนร้อนระอุทำให้เธอนั้นแทบจะทนไม่ไหว
“ร้อนชะมัดยาด..!! เหนื่อยก็เหนื่อย เหม่ยจูยุค70 เนี่ยทำเข้าไปได้ยังไงกันนะ..!!” หญิงสาวยกมือข้างหนึ่งปาดเหงื่อที่ไหลซึม
ทันใดนั้นเองผู้ใหญ่บ้านเต๋อเจิน หรือที่ใคร ๆเรียกกันติดปากว่าผู้ใหญ่เต๋อชายวัยกลางคนก็ได้เดินเข้ามาในกลุ่มคนงานพร้อมกับเลขาซิงอีหญิงสาวงามวัย 21 ปีที่จัดได้ว่าหน้าตาดีในหมู่บ้านหานตูคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ด้วยความที่ซิงอีมีพ่อที่เป็ถึงผู้กองทหารบกเธอจึงเป็ที่นับหน้าถือตาตามบิดาของเธอด้วยเช่นกัน
‘ผู้ใหญ่บ้านมางั้นเหรอ..?’ เหม่ยจูยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดีเหมือนกันเธอจะได้หาเื่พักบ้างสองเท้าเรียวเล็กแอบเร่งความเร็วไปนั่งหลบแดดใต้ต้นมะม่วงที่อยู่ไม่ไกลนักเธอจึงไม่รู้เื่ราวที่ผู้ใหญ่บ้านประกาศขึ้น
ติ้ง..!!
หญิงสาวสะดุ้งโหยงทันควัน “อะไรกันคุณระบบมาไม่ให้สุ้มให้เสียง”
[คุณโฮสต์เหม่ยจูไม่ไปฟังที่ผู้ใหญ่บ้านประกาศหน่อยเหรอครับ..]
“ไม่อะค่ะ ฉันร้อนอยากนั่งพักมากกว่า…” เหม่ยจูถอดหมวกสานที่กันความร้อนมาโบกพัดใบหน้าของตนให้เกิดลมเพื่อทดแทนความเย็น
[โอเคครับ]
แต่ถึงอย่างนั้นั์ตาหญิงสาวก็ไม่วายที่จะหันไปดูกลุ่มชาวบ้านในคอมมูนที่เข้าไปมุงผู้ใหญ่บ้านกับเลขาอย่างหนาแน่นตา
‘คุยอะไรกันนะ ไม่เห็นอยากรู้เลย..’ เหม่ยจูนึกในใจ พร้อมยักไหล่ พลันเร่งโบกพัดหมวกขึ้นลงทวีความแรงเพื่อหวังได้ไอเย็นเพิ่มมากขึ้น
ถึงจะมีพรอยู่ตั้ง 4 ข้อแต่เธอนั้นพิจารณาแล้วว่าหากใช้แบบไม่ไตร่ตรองอาจจะสร้างความเสียหายได้ง่าย ๆเพราะตัวเธอนั้นไม่รู้เลยว่าจะต้องติดอยู่ที่ยุคนี้อีกนานเท่าไร ฉะนั้นเธอจึงพร่ำบอกกับตัวเองว่าอย่าวู่วามใช้แบบสุ่มสี่สุ่มห้าเป็อันขาด