นางซูใส่ซี่โครงแกะและเนื้อแกะลงในหม้อเหล็กจากนั้นใส่ถั่วเขียวลงไปต้มเพื่อขจัดกลิ่นสาบ ก่อนจะย้ายไปยังหม้อดินแล้วนำไปเคี่ยวต่อบนเตาด้วยไฟกลาง เมื่อเคี่ยวต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามน้ำแกงกระดูกในหม้อก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น จากนั้นจึงเติมเก๋ากี้และหัวไชเท้าลงไป
เมื่อได้น้ำแกงแล้วนางซูจึงนำเนื้อแกะที่เหลือมาปรุงอีกหนึ่งเมนู นั่นคือ เนื้อแกะตุ๋นโดยนำเนื้อแกะและเครื่องเทศไปทอดในกระทะจนเหลืองทองเล็กน้อยจากนั้นเติมน้ำแล้วเคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนจนน้ำงวดแล้วเร่งไฟให้แรงขึ้นอีกเล็กน้อยก็เป็นอันเสร็จสิ้น
น้ำแกงกระดูกแกะหม้อใหญ่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่มรสชาติหอมเข้มข้น ไร้กลิ่นสาบ นับเป็นอาหารบำรุงชั้นดีสำหรับฤดูหนาวเพียงซดไปหนึ่งชามก็รู้สึกอบอุ่นไปทั่วทั้งร่างกายส่วนเนื้อแกะตุ๋นนั้นมีน้ำเข้มข้น เนื้อนุ่มละมุนลิ้น รสชาติกลมกล่อมเหมาะยิ่งนักสำหรับการทานคู่กับข้าวหรือเหล้า
แต่สิ่งที่เย่ชิงชิงชื่นชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นเลือดแกะผัดถึงแม้ในฤดูนี้จะไม่มีกุยช่าย แต่ก็ใช้ต้นหอมแทนได้ หลังจากผัดแล้วเนื้อสัมผัสก็นุ่มละมุนลิ้น กลิ่นหอมฟุ้งแตะจมูก
“เนื้อแกะของพี่หงนี่ไม่เลวเลย เนื้อลูกแกะนุ่มดี” นางซูเอ่ยชมในขณะเดียวกันก็นึกเป็นห่วงแม่ไก่ของตน “ไก่บนเขาเข้าไปอยู่ในเล้าดีแล้วใช่หรือไม่?หนาวขนาดนี้อย่าให้มันแข็งตายไปเสียก่อน”
เย่จื้อเฟิงกำลังดูดไขกระดูกจากซี่โครงแกะอยู่เขาเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่วางใจเถิดพวกเราสร้างเล้าไก่ไว้หนาแน่นขนาดนั้น เท่านั้นก็เพียงพอที่จะกันลมหนาวได้แล้วไก่มันฉลาดกว่าคนนัก หากอากาศเปลี่ยนมันก็จะเข้าไปเบียดเสียดกันในเล้าเพื่อความอบอุ่นเอง”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พวกมันจะผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้ด้วยดี” เย่ชิงชิงกล่าวเสริมพูดเป็นเล่นไปอาหารไก่ที่ให้ทุกวันนี้ผสมน้ำจากบ่อน้ำดื่มของพวกเขาที่มาจากน้ำพุในมิติไก่พวกนั้นทั้งคล่องแคล่วว่องไว บินขึ้นฟ้าได้สบายหากร่างกายไม่แข็งแรงเรื่องเหล่านี้จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า!
เย่จื้อเฟิงกล่าวเสริมว่า“แม้แต่คนโง่ยังรู้จักปกป้องตัวเองเลย ตอนเด็กๆ ข้าเคยโง่เง่าเวลาหนาวก็จะหาโพรงหลบซ่อนทันที จนท่านแม่ต้องตามหาแทบแย่”
พอพูดถึงเรื่องนี้เย่ชิงชิงก็อดสงสัยไม่ได้ “ท่านพี่ยังจำได้ชัดเจนขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ?แล้วตอนนั้นคิดอะไรอยู่หรือ?”
เย่จื้อเฟิงเกาหัว“ก็ไม่ได้คิดอะไรเลยน่ะ...”
“ฟุ่บ!” นางซูหัวเราะแล้วจ้องมองทั้งสอง นางกล่าวว่า“ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าคนโง่ได้อย่างไรเล่าก็ต้องไม่คิดอะไรเลยแน่อยู่แล้ว รีบกินข้าวเถิด เดี๋ยวจะเย็นชืดเสียก่อนกินเสร็จแล้วก็ไปอ่านหนังสือ”
บัดนี้เมื่อคนในครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหม่และได้กินเนื้อชั้นดีนางซูจึงสามารถพูดถึงราวในอดีตได้อย่างสบายใจ แม้จะหวนนึกถึงเรื่องเก่าๆก็มิได้หม่นหมองและกดดันอีกต่อไป
เย่จื้อเฟิงที่นานๆทีจะได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านก็ถูกเร่งเร้าให้หมั่นอ่านหนังสือและเรียนรู้อักษรมากขึ้นเนื่องจากเขาไม่เคยเข้าสำนักศึกษาอย่างจริงจัง หากไม่พยายามให้มากพอจะเชี่ยวชาญความรู้ได้อย่างไรกัน
มื้อนี้อิ่มหนำสำราญสองพี่น้องนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้อย่างหมดท่าแหงนหน้ามองสาวใช้ซักล้างสองคนที่กำลังจัดเก็บถ้วยชามอย่างกระตือรือร้นเย่ชิงชิงก็อดถอนหายใจไม่ได้ นี่มันสบาย... สบายมากไปแล้วจริงๆ!
นับตั้งแต่มีสาวใช้งานบ้านก็มีพวกนางจัดการให้ทั้งหมด แม้แต่นางซูก็ยังว่างงานไม่ต้องกล่าวถึงเย่ชิงชิงเลย ทุกวันนางกินจนอิ่มแล้วก็เดินเตร่ไปมาในลานบ้านคอยดูผักเสียบไม้และหม้อดิน นางเป็นเพียงเด็กสาวตัวน้อยจะไปนั่งซุบซิบนินทากับกลุ่มแม่บ้านได้อย่างไรเล่า ช่างว่างเสียจริง!
โดยทั่วไปแล้วสาวใช้จะถูกขายมาตั้งแต่เด็กหากไม่ใช่เพราะนายจ้างประสบเคราะห์ครั้งใหญ่และจำต้องปลดคนออกพวกนางก็จะไม่มีวันถูกขายออกมาเมื่ออายุมากถึงเพียงนี้เว้นแต่จะเป็นพวกที่ทำผิดแล้วถูกขับไล่ออกมา
ส่วนสาวใช้สองคนนี้ก็เป็นคนซื่อสัตย์แต่ไม่ค่อยพูดจา หน้าตาไม่ได้สะสวย นายจ้างเก่าเห็นว่าเกะกะสายตาและไม่เฉลียวฉลาดจึงขับไล่พวกนางออกมา พอดีกับที่นางซูเลือกพวกนางนางต้องการคนซื่อสัตย์เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ
ตระกูลผู้ดีมีกฎระเบียบมากมายต้องคุกเข่าขอโทษอยู่บ่อยครั้งและต้องมอบเงินเดือนให้แก่สาวใช้คนสนิทที่ได้รับความโปรดปรานหากทำไม่ถูกใจเพียงนิดเดียวก็จะถูกกลั่นแกล้งเมื่อทั้งสองคนต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นนี้และบัดนี้ได้มาอยู่บ้านช่องห้องหับเล็กๆ ของนางซูแม้ในช่วงแรกจะยังระมัดระวังเสียทุกสิ่ง แต่เมื่อผ่านไปเดือนกว่าๆก็เริ่มสบายใจมากขึ้น
พวกนางกินอยู่กับนายจ้างหากมีสิ่งใดก็จะได้รับคำสั่งอย่างสุภาพ ไม่ต้องเจอเรื่องราวที่น่าปวดหัวอีกต่อไปดังนั้นทั้งสองคนจึงรู้สึกวางใจและตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่
ลมพัดหวิวเหนือแม่น้ำอี้เยือกเย็นผู้กล้าเมื่อจากไปแล้วไม่หวนกลับคืน
วันหนึ่งหิมะไม่ตกเลยหิมะที่กองบนถนนเพิ่งละลายไปบ้าง พอถึงวันที่สอง ท้องฟ้าก็มืดครึ้มราวกับจะมีหิมะตกอีกครั้ง
ในสภาพอากาศที่กำลังจะมีหิมะตกและลมพัดแรงเช่นนี้เผยรุ่นจือกลับนั่งรถมาถึงหน้าเรือนเสียได้
“ท่านไม่กลัวตายเลยหรือไร?” เย่ชิงชิงขมวดคิ้ว
เห็นเขาที่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์ชั้นดีพลิ้วไหวราวกับคุณชายสูงศักดิ์ออกท่องเที่ยวยามมีหิมะไม่กลัวว่าถนนจะลื่นจนรถพลิกคว่ำไม่อาจกลับมาหรืออย่างไร?หากหิมะตกหนักจนกีดขวางเส้นทางไม่มีหมู่บ้านหรือร้านค้าอยู่ข้างหน้า ถึงตอนนั้นเขาคงได้แต่คร่ำครวญ!
“เสี่ยวชิงชิงเป็นห่วงข้าหรือ?” เผยรุ่นจืออมยิ้ม“ระยะทางเพียงครึ่งชั่วยาม มิได้ไกลนี่~”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ คุณชายเช่นท่านไม่ลำบากก็ดีแล้ว” เย่ชิงชิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วนำผู้มาเยือนเข้าไปในเรือน
ยังคงเป็นเว่ยชิ่งที่ภักดีและซื่อสัตย์ติดตามอยู่ข้างกายเย่ชิงชิงคิดว่าอากาศหนาวเช่นนี้ ผู้ที่นั่งบังคับรถอยู่ด้านหน้าคงจะลำบากไม่น้อยจึงรีบยกชาอุ่นๆ ให้เขาเป็นคนแรก
เว่ยชิ่งดูตกใจยิ่งนักกับสิทธิพิเศษนี้เขาถอยหลังไปสองก้าวแล้วกล่าวว่า “คุณชายเชิญรับก่อนขอรับ”
เขาติดตามคุณชายเจ้าของห้างมาหลายปีไม่ต้องพูดถึงความแตกต่างระหว่างนายกับบ่าว แค่เพียงความสง่างามของคุณชายก็ไม่มีใครสนใจเขาแล้ว
“เพียงแค่ชาแก้วเดียว อย่าให้หนาวตายไปเสียก่อน” เย่ชิงชิงรินชาแก้วที่สองออกมาทันทีวางไว้ตรงหน้าเผยรุ่นจือ “ท่านคงไม่ถือสาใช่หรือไม่?”