ใน่เวลากว่าสิบปีมานี้ ซูตงเฉินอยู่ห่างไกลหลายพันลี้ ภายในจวนอันกั๋วกงมีคนดูแลจัดการอยู่สองคน อันกั๋วกงดูแลเื่ภายนอก ฮูหยินกั๋วกงจัดการเื่ภายใน แม้จะกล่าวได้ว่าอันกั๋วกงไม่ชำนาญเื่การดูแล แต่คนในจวนต่างก็มีแิเช่นนี้ รอจนกระทั่งซูตงเฉินกลับมา ในไม่ช้าเขาก็กลายเป็ศูนย์กลางในจวนอันกั๋วกง เป็เ้านายระดับสูงที่สุดในจวนอันกั๋วกงทันที บ่าวรับใช้ต่างสับสนวุ่นวายอยู่พักใหญ่ ด้วยไม่รู้จะทำอย่างไร
แม้จะเป็คนสนิทของหูซื่อที่เมื่อก่อนเคยดูถูกผู้อื่นไว้ หรือแม้แต่ฮูหยินรองที่มาจากจวนกั๋วกง พวกนางก็ยังเคยทะเลาะกับพวกเขา แต่คนที่กลับมาพร้อมกับซูตงเฉิน แม้จะเป็คนหยาบกระด้าง แต่พวกเขากลับมีรอยยิ้มเป็มิตร ไม่มีผู้ใดกล้าผลีผลาม
ในวันแรกหลังจากที่ซูตงเฉินกลับมา เขาจัดการจับคู่ให้บ่าวรับใช้ที่ฮูหยินกั๋วกงส่งมาให้ รวมถึงบ่าวรับใช้ที่ส่งมาจากคุณชายรอง ซึ่งฮูหยินกั๋วกงก็ยอมรับและปล่อยคนเหล่านี้ไป ข่าวนี้ราวกับพายุฝน บ่าวรับใช้เ่าั้กลัวว่าหากกระทำสิ่งใดผิดไป ซื่อจื่อจะมาจัดการภายหลัง
ซูตงเฉินนอนหลับอย่างสงบตลอดทั้งคืน เช้าตรู่ของวันที่สอง เขาออกกำลังกายต่อสู้หนึ่งยก กินข้าวเล็กน้อย ดื่มโจ๊กรังนกหนึ่งชาม จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็ชุดขุนนาง ก่อนจะขึ้นหลังม้าเพื่อเดินทางเข้าวังหลวง
วันนี้ไม่มีการประชุมใหญ่ในท้องพระโรง มีเพียงเสนาบดีใหญ่สองสามคน เ้ากรมจากหกกรม และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ฮ่องเต้เรียกมาเป็พิเศษเท่านั้นที่เดินทางมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เพื่อหารือกันในห้องทรงอักษรเกี่ยวกับงานในราชสำนัก
เมื่อซูตงเฉินเดินทางมาถึง ฝ่าาก็ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าทันที แสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับเขามากเพียงใด ซูตงเฉินเข้าไปข้างในและคุกเข่าถวายพระพร ฮ่องเต้ทรงแย้มยิ้มและตรัสว่า "เ้าเป็แม่ทัพ ทานให้มาก คงไม่ได้ทานอะไรมาจากจวนกระมัง? ไปด้านข้างเถิด ทานอาหารเช้าสักหน่อย อีกสักครู่เราจะสั่งให้คนไปเรียกเ้า” ขุนนางคนสำคัญที่อยู่ในห้องทรงอักษรต่างเห็นเหตุการณ์ ฮ่องเต้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเช่นนี้เป็ครั้งแรก
“ขอบพระทัยฝ่าา” ซูตงเฉินเดินออกจากห้องทรงอักษรอย่างหนักแน่นไม่ว่อกแว่ก และเดินตามขันทีไปที่ห้องด้านข้าง
ไม่นานอาหารเช้าก็มาถึง เป็โจ๊กสองชนิด ของว่างสี่อย่าง กับข้าวจานเล็กแปดอย่าง ทุกอย่างล้วนทำอย่างประณีต ซูตงเฉินกินอาหารทั้งหมดเข้าไปในท้องของเขาราวกับพายุ จากนั้นก็ละเลียดชิมอาหารอย่างเชื่องช้า แม้ว่าเขาจะทานเร็ว ทว่ายังดูสง่างามมาก ไม่ชวนให้นึกถึงบุรุษที่หยาบกระด้างในกองทัพ
หลังจากฮ่องเต้จัดการเื่สำคัญในราชสำนักเสร็จสิ้นแล้ว พระองค์ทรงรับสั่งให้ขุนนางคนสำคัญสิบกว่าคนออกไป เมื่อได้ยินรายงานพฤติกรรมของซูตงเฉินจากขันที พระองค์ก็อดสรวลไม่ได้ "เรียกเขาเข้ามา" จากนั้นพระองค์ก็โน้มพระเศียรไปทางอันฉินหัวหน้าขันที และตรัสกับเขาว่า “ในประวัติศาสตร์ อันกั๋วกงมีลูกหลานที่มีพร์โดดเด่น ทุกคนล้วนเป็แม่ทัพที่อ่อนโยนและสง่างาม ทว่าเขากลับเป็คนดุดัน จะว่าไปแล้วก็แปลกดี ซื่อจื่อ บุตรชายคนโตของอันกั๋วกงเป็เหมือนบิดาของเขา ปู่ของเขาสง่างาม ทว่าตอนทำศึกากลับแข็งแกร่งกว่าปู่และบิดา กล่าวกันว่า โจรสลัดและคนป่าเถื่อนในแถบทางใต้ถูกเขาสังหารจนทุกคนต่างหวาดกลัว ทหารในกองทัพก็ถูกเขาฝึกซ้อมจนโอดครวญ บรรดาผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาต่างให้สมญานามเขาว่า มัจจุราชซู ช่างเกินจินตนาการจริงๆ "
อันฉินแย้มยิ้ม "เป็เื่ปกติที่ฝ่าาพระราชทานอาหารแก่ขุนนางผู้ใหญ่ ขุนนางเ่าั้ก็ชิมเป็การรักษามารยาท มีไม่กี่คนที่เหมือนอันกั๋วกงซื่อจื่อ เขาทำเหมือนอยู่บ้านตนเอง เป็คนที่แปลกจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ"
"ใช่" ฮ่องเต้ตรัสด้วยอารมณ์โทมนัส "ขุนนางเช่นนี้มีไม่มากนัก ทุกคนปากบอกว่าเสียสละ ไร้ซึ่งประโยชน์ส่วนตัว แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้"
อันฉินพูดอย่างระมัดระวัง "กล่าวกันว่า แม่ทัพนายกองตรงไปตรงมาเด็ดเดี่ยว อันกั๋วกงซื่อจื่อดูเหมือนเป็ชายหนุ่มรูปงาม ทว่ากล้าหาญในการสู้รบ เมื่อมองวิธีการรับประทานอาหารของเขา ช่างสมกับชื่อเสียงของเขาจริงๆ ”
ฮ่องเต้ทรงขบขัน "เ้านี่นะ าเกี่ยวข้องอะไรกับการรับประทานอาหารหรือ? "
อันฉินหัวเราะเบาๆ “บ่าวเลอะเลือนเองพ่ะย่ะค่ะ... ”
ขณะที่สนทนากัน ซูตงเฉินก็เข้ามาถึงห้องทรงอักษรแล้ว เขาคำนับตามธรรมเนียมปฏิบัติ "ขอบพระทัยฝ่าาสำหรับอาหารพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้แสดงท่าทีอ่อนโยน "เชิญนั่ง"
ซูตงเฉินขอบพระทัย ก่อนจะเดินไปนั่งลงด้านข้าง เอวตั้งตรงราวกับต้นสน
ฮ่องเต้สังเกตเขาอยู่ครู่หนึ่ง "ฎีกาที่ท่านซูส่งมาระหว่างทางกลับนั้น เราได้อ่านแล้ว เวลากลางวันแสกๆ กลับส่งมือสังหารไปลอบทำร้ายขุนนางของราชสำนัก และแม่ทัพที่มีทหารอารักขากว่าพันคน ช่างกล้าหาญยิ่งนัก อิทธิพลเช่นนี้ ทำให้เราตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง”
ซูตงเฉินทูลฮ่องเต้อีกครั้ง "กระหม่อมได้รับพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าา แม้จะอันตรายไปบ้าง ทว่าไม่เป็อะไรมากพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำให้พวกที่มีจิตใจความทะเยอทะยานเป็ศัตรูเปิดเผยตัวตนออกมา เพื่อให้รู้ว่าวิถีแห่ง์ผดุงความยุติธรรมมีจริง และจะไม่ปล่อยให้ความชั่วร้ายทำงานสำเร็จได้พ่ะย่ะค่ะ” เขาจงใจพูดทุกถ้อยความด้วยน้ำเสียงของแม่ทัพที่กรำศึกมานาน
ฮ่องเต้ทรงปลาบปลื้มยิ่งนัก "ใช่ วิถีแห่ง์ผดุงความยุติธรรม คำว่า 'ยุติธรรม' นี้หายากยิ่งนัก" ฮ่องเต้เป็องค์ชายที่ประสูติจากฮองเฮา สืบเชื้อสายโดยตรง ครองบัลลังก์อย่างสมเกียรติ พระองค์พยายามยึดถือคำว่า ‘ความถูกต้องตามครรลอง’ เป็สำคัญ ในเวลานี้เหล่าเชื้อพระวงศ์ต่างแย่งชิงอำนาจเพื่อเป็ใหญ่ในตระกูล พระองค์มักจะทอดถอนพระทัยเมื่อได้ยินเื่พวกนี้
ซูตงเฉินเข้าใจและพูดอย่างหนักแน่นว่า "กระหม่อมจะจดจำคำสั่งสอนของฝ่าา กระทำสิ่งใดจะไม่มีวันลำเอียงเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ"
“ดีมาก” ฮ่องเต้ทรงจิบน้ำชา ก่อนจะวางถ้วยชาลงแล้วถามว่า “เราได้ข่าวมาว่า คุณหนูสี่จวนอันกั๋วกงหมั้นหมายแล้วหรือ? ”
ซูตงเฉินตกตะลึงเล็กน้อย "เมื่อวานกระหม่อมกลับถึงจวน ยังไม่ได้ยินท่านพ่อเอ่ยถึงเื่นี้พ่ะย่ะค่ะ ท่านแม่ของกระหม่อมมาหาที่เรือนและพาคนรับใช้สองสามคนมาด้วย ทว่าไม่ได้เอ่ยถึงเื่นี้เช่นกัน กระหม่อมไม่ทราบจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะกลับไปถามเื่นี้ให้แน่ชัดอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
“ที่แท้เป็เช่นนี้นี่เอง” ฮ่องเต้ทรงแย้มยิ้ม ในเมื่อไม่บอกเื่นี้กับซูตงเฉิน หากอันกั๋วกงเลอะเลือนจนไม่ให้ความสนใจกับงานแต่งครั้งนี้มากนัก หรือฮูหยินอันกั๋วกงรู้ดีว่าซูตงเฉินจะต้องคัดค้านอย่างแน่นอน นางจึงตั้งใจสมรู้ร่วมคิดเพื่อปกปิด ฮูหยินพวกนี้มีแผนการร้าย ไม่รู้จักหนักเบา ฮ่องเต้ทรงถามด้วยความสงสัย “ข้าได้ยินมาว่า ฮูหยินของเ้าตายไปสิบกว่าปีแล้ว เ้ากลับไม่แต่งงานใหม่ และไม่รับอนุเข้าเรือนอีกด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ” ซูตงเฉินทำความเคารพอีกครั้ง “กระหม่อมกำลังจะทูลขอพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าา ก่อนที่กระหม่อมจะเข้าเมืองหลวง กระหม่อมได้ยินข่าวมากมาย เื่ที่หลายคน้าหาคู่ครองให้กระหม่อม
กระหม่อมเสียมารดาั้แ่เล็ก บิดาของกระหม่อมรับภรรยาใหม่เข้ามาในจวน ทำให้กระหม่อม น้องชาย และน้องสาวทุกข์ใจเป็อย่างยิ่ง ตอนนี้กระหม่อมมีบุตรชายสองคน กระหม่อมทนไม่ได้ที่ต้องเห็นบุตรชายต้องลำบากเหมือนกระหม่อม แม้อนุเ่าั้จะเป็เพียงของเล่น ทว่าจิตใจคนยากหยั่งถึง หากพวกนางแอบวางแผนร้าย สร้างความเดือดร้อนไม่หยุด ดังเช่นฮูหยินของกระหม่อมที่ตายด้วยน้ำมือของคนพวกนี้ กระหม่อมจึงไม่อยากทำผิดซ้ำรอยเดิม ทำให้บุตรของกระหม่อมต้องทุกข์ใจ
กระหม่อมยุ่งเื่การทหาร ปกป้องปัญหาได้ไม่มากนัก จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไม่แต่งงานหรือรับอนุ ให้เรือนของกระหม่อมว่างเปล่าเสียดีกว่า นอกจากนี้ บุตรชายของกระหม่อมกำลังเติบโต อีกไม่กี่ปีเขาก็สามารถตั้งหลักสร้างครอบครัวได้แล้ว ถึงตอนนั้น เมื่อมีลูกสะใภ้มาดูแลต่อ กระหม่อมจะได้ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป แล้วกระหม่อมค่อยพิจารณาเื่แต่งงานใหม่ ฝ่าาทรงโปรดอนุญาตให้กระหม่อมดูแลการแต่งงานด้วยตนเองเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงทราบดีถึงเื่ราวในรั้วในวังทุกวันนี้ ซึ่งขับเคี่ยวกันอย่างโหดร้าย เมื่อเห็นว่าซูตงเฉินไม่อับอายที่จะพูดเื่ทะเลาะเบาะแว้งระหว่างแม่เลี้ยงกับตน เห็นได้ชัดว่าเขาแทบจะถือพระองค์เป็พระบิดา เขาไม่ได้โกหกแม้แต่น้อย ทำให้พระองค์ค่อนข้างพอใจ จึงแย้มสรวลและตรัสว่า "ทายาทสืบทอดสำคัญที่สุด บ่าวบางคนทะเยอทะยาน ดื้อรั้น รังแกนาย จะระวังอย่างไรก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ต้องระมัดระวังไว้ดีที่สุด
เ้ามีบุตรชายสองคนแล้ว ไม่แต่งงานใหม่ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร เ้าไม่ต้องกังวล เราสัญญาว่าจะให้เ้าจัดการงานแต่งงานของตนเอง ไม่มอบสมรสพระราชทานให้เ้า”
ใบหน้าของซูตงเฉินแสดงออกว่ามีความสุขเป็อย่างยิ่ง เขาคุกเข่าโขกศีรษะ "ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงเมตตา"
"ลุกขึ้นเถิด" ฮ่องเต้ทรงพระเกษมสำราญ จากนั้นจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็เื่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางใต้ ก่อนจะมุ่งเน้นไปที่การอธิบายเื่สถานการณ์ย่ำแย่ของค่ายทหารซีซาน ซึ่งเป็เื่ที่น่ากังวล “เ้าเข้าไปปฏิบัติหน้าที่และรีบจัดระเบียบค่ายทหารให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เราสบายใจเถิด"
“กระหม่อมรับสนองพระราชโองการ” ซูตงเฉินเห็นว่าฮ่องเต้ทรงรับสั่งเสร็จสิ้นแล้ว จึงขอทูลลา
หลังออกจากวังหลวง เขาก็ตรงไปที่กรมกลาโหมทันที เพื่อมอบเอกสารตราประทับ และเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็ทางการ
ตอนนี้เขาเป็คนที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยมาก เหล่าขุนนางในกรมกลาโหมไม่กล้าชักช้า ทหารบางคนที่เข้าแถวด้านหน้าล้วนทำงานให้เขาอย่างกระตือรือร้น เมื่อได้ยินขุนนางรายงานประวัติโดยย่ออย่างเป็ทางการ ซูตงเฉินก็เข้าใจในทันทีว่า คนพวกนี้เป็แม่ทัพระดับกลางที่ย้ายมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พวกเขาเป็ลูกน้องสายตรงของกองทัพตระกูลซู และกำลังจะถูกบรรจุเข้าสามกองทัพหลักในเมืองหลวง
ซูตงเฉินรู้สึกยินดีอย่างนัก จึงทักทายพวกเขาเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปรายงานตัวด้านใน
ซูตงเฉินมีแผนการอยู่ในใจ แม้ภายนอกคนเหล่านี้จะถือว่าเป็คนของจวนอันกั๋วกง ทว่าเขาไม่สามารถบอกได้ว่ามีอะไรแอบแฝงหรือไม่ พวกเขาอาจเป็พรรคพวกขององค์ชายทั้งสามพระองค์ หรืออาจเป็คนของฝ่าา ซูตงเฉินไม่มีทางไว้ใจพวกเขาแน่นอน อย่างไรก็ตาม เขาต้องใช้งานสำคัญพวกเขา ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ทหารของกองทัพตระกูลซูคับข้องใจได้
หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการรายงานตัวและรับตราประทับตำแหน่งอย่างเป็ทางการแล้ว ซูตงเฉินก็กลับไปที่จวนอันกั๋วกง เขาไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายที่เรือนไท่ชางก่อน
บุตรสาวทั้งสามคนของจวนอันกั๋วกงที่ออกเรือนไปแล้ว ต่างมารออยู่นาน เมื่อพวกนางได้ข่าวก็พาเด็กๆ ไปที่เรือนไท่ชางพร้อมกับสามี เสียงหัวเราะดังครึกครื้นไม่หยุด
บุตรสาวคนโต ซูซินหลาน แต่งกับซิ่นกั๋วกงซื่อจื่อ ฉางอวิ๋นต๋า ปัจจุบันเป็รองเ้ากรมยุติธรรม มีบุตรชายสองคน บุตรสาวหนึ่งคน บุตรสาวคนรอง ซูจื่อหลาน แต่งกับครอบครัวของมารดานาง สามีของนางชื่อหลี่อิง เป็บุตรชายของภรรยาเอก คุณชายเจ็ดของตระกูลหลี่แห่งอู่หยาง เขาเพิ่งจะสอบได้ตำแหน่งทั่นฮวา [1] ปัจจุบันทำงานเป็ขุนนางที่สำนักหานหลิน ดูแลด้านวรรณกรรม มีบุตรชายสองคน
สองคนอายุไล่เลี่ยกัน ซูซินหลานและซูจื่อหลานเป็น้องสาวร่วมมารดาของซูตงเฉิน ทั้งสง่างามและมีชีวิตชีวา เห็นได้ชัดว่ามีชีวิตที่ดี การแต่งงานของพวกนาง หลี่ซื่อเป็คนจัดการให้ก่อนเสียชีวิต สามีทั้งสองคนก็มาจากตระกูลที่มีชื่อเสียง มีความสามารถรอบด้าน ต่อมาเมื่อหูซื่อเข้ามาอยู่ในจวน นาง้าเข้าไปแทรกแซงเื่ในจวนให้ยุ่งเหยิง เพื่อไม่ให้ซูตงเฉินมีญาติฝ่ายหญิงที่มีอำนาจพวกนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมีฮูหยินเฒ่ากับหลี่ซื่อแห่งอู่หยางคอยปกป้อง หูซื่อก็ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน เมื่อเก้าปีที่แล้ว ฮูหยินเฒ่ายืนกรานที่จะให้ซูจื่อหลานแต่งงาน และเฝ้ามองบุตรชายของนางกับหูซื่อจัดการงานแต่งงานให้ซูหนานเฉิน จากนั้นนางก็วางใจและจากไปอย่างสงบ
ตอนนี้สามพี่น้องได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหลังแยกจากกันนานกว่าสิบปี ซูซินหลานและซูจื่อหลานตื่นเต้นมาก ทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ ผ่านไปนานกว่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้
บุตรสาวคนที่สาม ซูฮุ่ยหลานเพิ่งอายุเพียงสิบเจ็ดปี ทว่าดูมีอายุกว่าพี่สาวทั้งสองคนของนางเสียอีก นางเป็ลูกอนุ มารดาผู้ให้กำเนิดของนางคือ อนุหลิว ซึ่งฮูหยินเฒ่าเป็คนจัดการ นางถูกแม่เลี้ยงจับคู่กับหลานชายของนางที่ชื่อหูเซิ่ง นางใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและแท้งลูกถึงสองครั้ง แม้วันนี้นางจะสวมใส่เสื้อผ้างดงาม ทว่าชุดและเครื่องประดับเป็รูปแบบเมื่อสองปีก่อน แม้นางจะแต่งหน้าทาปากมาเป็อย่างดี ทว่ากลับดูอ่อนแอและซีดเซียว
ฮุ่ยหนิงป๋อ ตระกูลมารดาของหูซื่อ้าแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับจวนกั๋วกงต่อไป พวกเขาวางแผนให้บุตรสาวแต่งงานกับซูซีเฉิน บุตรชายของหูซื่อ ทว่าหูซื่อปฏิเสธอย่างแข็งขัน นางตัดสินใจให้บุตรชายแต่งกับบุตรสาวตระกูลสูงศักดิ์ ฮุ่ยหนิงป๋อ้าให้หูเซิ่ง บุตรชายคนโตของพี่ชายคนโตของหูซื่อแต่งงานกับลูกสาวของหูซื่อ ทว่าหูซื่อปฏิเสธอีกเช่นกัน ดังนั้นซูฮุ่ยหลานจึงถูกพวกเขาทำเป็หนังหน้าไฟ
......
เชิงอรรถ
[1] ทั่นฮวา เป็ตำแหน่งที่สอบได้อันดับที่สาม ในการสอบเข้ารับราชการของราชสำนักจีนในสมัยโบราณ