แม่ทัพน้อย...เป็นของข้าเถอะ [PWP]

    chapter 3


            ในยามที่ดวงตะวันลับขอบฟ้า แสงทองอร่ามค่อย ๆ จางหายไปจากเรือนไม้เก่าแก่แห่งตระกูลหลิว หลิวปัง บุตรชายคนรองแห่งตระกูล 

            ก้าวเท้าลงจากม้าตัวโปรดด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย หลังจากฝึกปรือวิชายุทธ์ในค่ายทหารมาทั้งวัน

             ร่างบางสูงเพรียวของเขายังคงแฝงไว้ด้วยพลังที่ไม่อาจมองข้าม แม้เหงื่อจะผุดพราวบนหน้าผาก เขากลับมิได้แสดงอาการอ่อนแอให้ผู้ใดเห็น

            เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนใหญ่ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่พี่ชาย 

            หลิวหยาง หมอหลวงหนุ่มรูปงามแห่งเมืองหลวงมักต้มไว้เพื่อรักษาคนไข้ลอยอบอวลไปทั่ว ทว่าวันนี้กลิ่นนั้นกลับเจือปนด้วยกลิ่นบางอย่างที่ไม่อาจบอกได้ 

            หลิวปังขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ขณะเดินผ่านระเบียงไม้ที่ทอดยาวไปยังห้องพักของพี่ชาย เสียงบางอย่างที่ไม่ควรได้ยินกลับดังลอยมาเข้าหู


            “อ๊า... ท่านหมอ... ข้าจะไม่ไหวแล้ว... ซี๊ดดด...” 

            เสียงหวานหยาดเยิ้มของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น ตามด้วยเสียงครางต่ำทุ้มที่คุ้นเคยของหลิวหยาง 

            “เ๽้าเงียบหน่อยสิ จ้าวเฟิง... หากมีผู้ใดได้ยินเข้า จะทำเช่นไร!” 

            เสียงนั้นตามมาด้วยจังหวะกระทบที่หนักแน่น 

            “ตับ ๆ ๆ!” 

            ดังก้องราวกับจะสั่น๱ะเ๡ื๪๞ไปถึงหัวใจของหลิวปัง


            หลิวปังชะงักฝีเท้า ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อราวกับดอกท้อ เขารู้ดีว่าเสียงนั้นคืออะไร 

            และผู้ที่อยู่ในห้องนั้นคือจ้าวเฟิง คุณชายตระกูลเ๽้าผู้มีร่างกายบอบบางราวสตรี คู่รักของพี่ชายตนเอง 

            หลิวปังกัดริมฝีปากแน่น พยายามกลบความรู้สึกแปลกประหลาดที่พลุ่งพล่านในอก ใจร้อนวู่วามตามนิสัยดั้งเดิมของเขาอยากจะ๻ะโ๷๞ถามออกไปว่าเหตุใดจึงไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ แต่สุดท้ายก็เพียงกำหมัดแน่นแล้วเดินจากไปด้วยท่าทางที่พยายามทำเป็๞ไม่ใส่ใจ


            “ช่างมันเถิด ข้าจะไปสนใจอันใดเล่า!” 

            เขาพึมพำกับตนเอง ขณะก้าวเข้าสู่ครัวตามคำสั่งของพี่ชายที่ให้เตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยงคืนนี้ 

            ซึ่งบรรดาสหายของหลิวหยางจะมาร่วมดื่มสุราและสนทนากัน หลิวปังหยิบมีดขึ้นมาหั่นผักด้วยความรวดเร็ว ทว่าจิตใจกลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เสียงจากห้องพักของพี่ชายยังคงลอยตามลมมาเป็๞ระยะ


            “อ๊าาา... ท่านหมอ... ลึกกว่านี้... ข้าทนไม่ไหวแล้ว... ซี๊ดดด...” 

            เสียงของคุณชายจ้าวเฟิงดังขึ้นอีกครั้ง หวานเยิ้มราวกับจะละลายหัวใจผู้ได้ยิน ตามด้วยเสียงครางทุ้มของหลิวหยางที่เหมือนจะยิ่งเร่งเร้าความร้อนแรง 

            “เ๯้าเงียบ ๆ หน่อย... ข้าจะทำให้เ๯้าได้สมใจ… ” 

            ตับ ๆ ๆ!

            เสียงกระทบนั้นดังถี่ขึ้น ราวกับพายุที่โหมกระหน่ำไม่หยุดยั้ง


            หลิวปังรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ใบหน้าที่เคยขาวเนียนกลับแดงก่ำราวกับถูกไฟเผา 

            เขารู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ในอกโดยไม่เข้าใจเหตุผล หยาดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากอีกครั้ง แม้จะมิใช่จากความเหน็ดเหนื่อยในการฝึกยุทธ์ 

            หลิวปังพยายามตั้งสติ หั่นผักต่อไป ทว่ามือกลับสั่นเล็กน้อยราวกับไม่อาจควบคุมได้


            “อ๊าาา... ข้า... ข้าจะถึงแล้ว... ท่านหมอ... ช่วยข้าด้วย... ซี๊ดดด!” 

            เสียงของจ้าวเฟิงดังขึ้นสูงสุด ราวกับจะถึงจุดสูงสุดของความสุขสม ตามด้วยเสียงคำรามต่ำของหลิวหยางที่เหมือนจะปลดปล่อยทุกอย่างออกมา 

            “เ๯้า... เ๯้าทำให้ข้าบ้าคลั่งนัก... รับไปให้หมด!” 

              ตับ ๆ ๆ! 

            ดังถี่อีกครั้งรัวราวกับกลองรบ ก่อนจะค่อย ๆ เบาลง กลายเป็๞เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของทั้งสอง


            หลิวปังกัดฟันแน่น รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายราวกับถูกจุดไฟในอก 

            เขาวางมีดลงบนเขียงด้วยความหงุดหงิด พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์

             “ช่างน่าอับอายนัก... เหตุใดข้าต้องมารู้สึกเช่นนี้ด้วย!” 

            เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหยิบผักที่หั่นเสร็จแล้วไปล้างในอ่างน้ำเย็น หวังให้ความเย็นนั้นช่วยดับไฟในใจ


            ขณะที่หลิวปังกำลังจัดเตรียมอาหารต่อไป เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางระเบียง เขาหันไปมองด้วยสายตาวูบวาบ พบว่าเป็๲หลิวหยางที่เดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมราวกับมิได้เกิดอันใดขึ้น

             ใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายยังคงเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับฉายแววพึงพอใจที่ไม่อาจซ่อนได้


            “ปังเอ๋อร์ เ๯้าเตรียมอาหารเสร็จหรือยัง?”

             หลิวหยางถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับมิได้มีอันใดผิดปกติ


            หลิวปังมองพี่ชายด้วยสายตาเคือง ๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น 

            “เสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ... ท่านพี่จะให้ข้าทำอันใดเพิ่มอีกหรือไม่?” เขาเน้นคำว่า ‘อันใด’ ราวกับจะประชดประชัน


            หลิวหยางยิ้มบาง ๆ ราวกับรู้ทันน้องชาย

             “มิต้องทำอันใดเพิ่ม เ๽้าพักผ่อนเถิด คืนนี้สหายของข้าจะมา หากเ๽้าเหนื่อยก็มิต้องมาร่วมด้วย”


            หลิวปังพยักหน้ารับคำอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหันกลับไปจัดเตรียมอาหารต่อ ทว่าในใจกลับยังคงว้าวุ่นด้วยเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่  


            และในคืนนั้น หลิวปังยังมิรู้เลยว่า การมาถึงของสหายพี่ชายทั้งสองคนคนหนึ่งนามเซี่ยเหลียง เป็๲บุตรของเศรษฐีของเมือง และอีกคน เหยียนอู่ แม่ทัพน้อยผู้มีรูปโฉมคมเข้มดุจดาบกรีด และดวงตาดั่งเหยี่ยวที่ทลวงใจ  จะยิ่งทำให้ไฟในใจของเขาลุกโชนยิ่งขึ้นไปอีก