ในยามที่ดวงตะวันลับขอบฟ้า แสงทองอร่ามค่อย ๆ จางหายไปจากเรือนไม้เก่าแก่แห่งตระกูลหลิว หลิวปัง บุตรชายคนรองแห่งตระกูล
ก้าวเท้าลงจากม้าตัวโปรดด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย หลังจากฝึกปรือวิชายุทธ์ในค่ายทหารมาทั้งวัน
ร่างบางสูงเพรียวของเขายังคงแฝงไว้ด้วยพลังที่ไม่อาจมองข้าม แม้เหงื่อจะผุดพราวบนหน้าผาก เขากลับมิได้แสดงอาการอ่อนแอให้ผู้ใดเห็น
เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนใหญ่ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่พี่ชาย
หลิวหยาง หมอหลวงหนุ่มรูปงามแห่งเมืองหลวงมักต้มไว้เพื่อรักษาคนไข้ลอยอบอวลไปทั่ว ทว่าวันนี้กลิ่นนั้นกลับเจือปนด้วยกลิ่นบางอย่างที่ไม่อาจบอกได้
หลิวปังขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ขณะเดินผ่านระเบียงไม้ที่ทอดยาวไปยังห้องพักของพี่ชาย เสียงบางอย่างที่ไม่ควรได้ยินกลับดังลอยมาเข้าหู
“อ๊า... ท่านหมอ... ข้าจะไม่ไหวแล้ว... ซี๊ดดด...”
เสียงหวานหยาดเยิ้มของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น ตามด้วยเสียงครางต่ำทุ้มที่คุ้นเคยของหลิวหยาง
“เ้าเงียบหน่อยสิ จ้าวเฟิง... หากมีผู้ใดได้ยินเข้า จะทำเช่นไร!”
เสียงนั้นตามมาด้วยจังหวะกระทบที่หนักแน่น
“ตับ ๆ ๆ!”
ดังก้องราวกับจะสั่นะเืไปถึงหัวใจของหลิวปัง
หลิวปังชะงักฝีเท้า ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อราวกับดอกท้อ เขารู้ดีว่าเสียงนั้นคืออะไร
และผู้ที่อยู่ในห้องนั้นคือจ้าวเฟิง คุณชายตระกูลเ้าผู้มีร่างกายบอบบางราวสตรี คู่รักของพี่ชายตนเอง
หลิวปังกัดริมฝีปากแน่น พยายามกลบความรู้สึกแปลกประหลาดที่พลุ่งพล่านในอก ใจร้อนวู่วามตามนิสัยดั้งเดิมของเขาอยากจะะโถามออกไปว่าเหตุใดจึงไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ แต่สุดท้ายก็เพียงกำหมัดแน่นแล้วเดินจากไปด้วยท่าทางที่พยายามทำเป็ไม่ใส่ใจ
“ช่างมันเถิด ข้าจะไปสนใจอันใดเล่า!”
เขาพึมพำกับตนเอง ขณะก้าวเข้าสู่ครัวตามคำสั่งของพี่ชายที่ให้เตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยงคืนนี้
ซึ่งบรรดาสหายของหลิวหยางจะมาร่วมดื่มสุราและสนทนากัน หลิวปังหยิบมีดขึ้นมาหั่นผักด้วยความรวดเร็ว ทว่าจิตใจกลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เสียงจากห้องพักของพี่ชายยังคงลอยตามลมมาเป็ระยะ
“อ๊าาา... ท่านหมอ... ลึกกว่านี้... ข้าทนไม่ไหวแล้ว... ซี๊ดดด...”
เสียงของคุณชายจ้าวเฟิงดังขึ้นอีกครั้ง หวานเยิ้มราวกับจะละลายหัวใจผู้ได้ยิน ตามด้วยเสียงครางทุ้มของหลิวหยางที่เหมือนจะยิ่งเร่งเร้าความร้อนแรง
“เ้าเงียบ ๆ หน่อย... ข้าจะทำให้เ้าได้สมใจ… ”
ตับ ๆ ๆ!
เสียงกระทบนั้นดังถี่ขึ้น ราวกับพายุที่โหมกระหน่ำไม่หยุดยั้ง
หลิวปังรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ใบหน้าที่เคยขาวเนียนกลับแดงก่ำราวกับถูกไฟเผา
เขารู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ในอกโดยไม่เข้าใจเหตุผล หยาดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากอีกครั้ง แม้จะมิใช่จากความเหน็ดเหนื่อยในการฝึกยุทธ์
หลิวปังพยายามตั้งสติ หั่นผักต่อไป ทว่ามือกลับสั่นเล็กน้อยราวกับไม่อาจควบคุมได้
“อ๊าาา... ข้า... ข้าจะถึงแล้ว... ท่านหมอ... ช่วยข้าด้วย... ซี๊ดดด!”
เสียงของจ้าวเฟิงดังขึ้นสูงสุด ราวกับจะถึงจุดสูงสุดของความสุขสม ตามด้วยเสียงคำรามต่ำของหลิวหยางที่เหมือนจะปลดปล่อยทุกอย่างออกมา
“เ้า... เ้าทำให้ข้าบ้าคลั่งนัก... รับไปให้หมด!”
ตับ ๆ ๆ!
ดังถี่อีกครั้งรัวราวกับกลองรบ ก่อนจะค่อย ๆ เบาลง กลายเป็เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของทั้งสอง
หลิวปังกัดฟันแน่น รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายราวกับถูกจุดไฟในอก
เขาวางมีดลงบนเขียงด้วยความหงุดหงิด พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์
“ช่างน่าอับอายนัก... เหตุใดข้าต้องมารู้สึกเช่นนี้ด้วย!”
เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหยิบผักที่หั่นเสร็จแล้วไปล้างในอ่างน้ำเย็น หวังให้ความเย็นนั้นช่วยดับไฟในใจ
ขณะที่หลิวปังกำลังจัดเตรียมอาหารต่อไป เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางระเบียง เขาหันไปมองด้วยสายตาวูบวาบ พบว่าเป็หลิวหยางที่เดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมราวกับมิได้เกิดอันใดขึ้น
ใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายยังคงเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับฉายแววพึงพอใจที่ไม่อาจซ่อนได้
“ปังเอ๋อร์ เ้าเตรียมอาหารเสร็จหรือยัง?”
หลิวหยางถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับมิได้มีอันใดผิดปกติ
หลิวปังมองพี่ชายด้วยสายตาเคือง ๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
“เสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ... ท่านพี่จะให้ข้าทำอันใดเพิ่มอีกหรือไม่?” เขาเน้นคำว่า ‘อันใด’ ราวกับจะประชดประชัน
หลิวหยางยิ้มบาง ๆ ราวกับรู้ทันน้องชาย
“มิต้องทำอันใดเพิ่ม เ้าพักผ่อนเถิด คืนนี้สหายของข้าจะมา หากเ้าเหนื่อยก็มิต้องมาร่วมด้วย”
หลิวปังพยักหน้ารับคำอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหันกลับไปจัดเตรียมอาหารต่อ ทว่าในใจกลับยังคงว้าวุ่นด้วยเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่
และในคืนนั้น หลิวปังยังมิรู้เลยว่า การมาถึงของสหายพี่ชายทั้งสองคนคนหนึ่งนามเซี่ยเหลียง เป็บุตรของเศรษฐีของเมือง และอีกคน เหยียนอู่ แม่ทัพน้อยผู้มีรูปโฉมคมเข้มดุจดาบกรีด และดวงตาดั่งเหยี่ยวที่ทลวงใจ จะยิ่งทำให้ไฟในใจของเขาลุกโชนยิ่งขึ้นไปอีก