จวนตระกูลฉินนั้นถือได้ว่าเป็จวนของตระกูลบัณฑิต บรรพบุรุษแต่เดิมเป็ครอบครัวชาวนา เนื่องจากต้นตระกูล18 เป็คนรักการเรียน ต่อมาสอบจวี่เหริน19 ได้ คนทั้งหมู่บ้านต่างพากันชื่นชม เถ้าแก่ใหญ่ประจำหมู่บ้านถึงกับยกลูกสาวให้เขา ต้นตระกูลอาศัยความช่วยเหลือและเงินทุนจากพ่อตาจนได้ตำแหน่งจือฟู่20
การศึกษาเปลี่ยนชะตาชีวิตต้นตระกูล ดังนั้นต้นตระกูลจึงคาดหวังให้การเล่าเรียนเป็เป้าหมายในชีวิตของบุตรชายและบุตรสาว ก่อนที่ท่านจะเสียยังได้บันทึกเื่นี้ลงในบันทึกของตระกูล หลังจากนั้นเป็ต้นมา ลูกหลานจวนตระกูลฉินเลยถือว่าการเรียนหนังสือเป็สิ่งที่สำคัญที่สุด ร้อยปีมานี้ บางคนได้เป็บัณฑิตใหญ่ บางคนก็ได้เป็ขุนนางใหญ่ มีเกียรติยศ มีหน้ามีตาอยู่นานหลายสิบปี
แต่พอถึงยุคของท่านทวดฉินก็ตกต่ำ ท่านทวดไม่รักการเรียน ชอบจับดาบจับทวน แต่เพราะเป็คำสั่งสอนของบรรพชนตระกูลฉิน ท่านเลยจำต้องเรียนหนังสือ เรียนไปทั้งชีวิตก็หนีไม่พ้นตำแหน่งจวี่เหริน ท่านทวดทุกข์ใจอยู่เช่นนั้นจนวันจากไป
ไม่รู้ว่าลูกชายไม่กี่คนของท่านทวดนั้นได้รับอิทธิพลความคิดมาจากบิดาหรือไม่ เลยต่างเรียนหนังสือไม่รู้เื่
ทว่าท่านปู่เล็กทั้งสองของฉินหนิงจือกลับไม่คิดอะไรมาก ตัดสินใจไปที่ศาลตระกูลแล้วคุกเข่าคารวะต่อป้ายิญญาบรรพบุรุษสามวันสามคืน ต่อมาก็เริ่มทำการค้าขาย ซึ่งก็เจริญก้าวหน้าไปได้ดีมาก
ท่านปู่ของฉินหนิงจือกลับไม่ชอบใจการกระทำของน้องชายทั้งสอง คิดว่าพวกเขาฝ่าฝืนคำสอนของบรรพบุรุษ ไม่สมกับเป็คนในตระกูลฉิน หลังจากนั้นมา เขาก็ตัดขาดความสัมพันธ์กับพี่น้อง
ท่านปู่ของฉินหนิงจือเองก็หาใช่คนเก่งด้านการเรียนหนังสือ ร่ำเรียนอยู่นานหลายสิบปีก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร สุดท้ายถูกฝูงชนเบียดชนและเหยียบตายอยู่หน้าป้ายประกาศผลสอบของราชสำนัก
ตอนนั้นไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินกำลังตั้งครรภ์ พอรู้เื่เข้าก็แท้ง เกือบตายทั้งแม่และลูก ดีที่ต่อมานางคิดได้ แม่ม่ายสามีตายเลยเลี้ยงดูลูกทั้งสามจนเติบโต ให้พวกเขาลงสอบเข้ารับราชการเพื่อนำชื่อเสียงมาให้ได้ เป็การปลอบประโลมดวงิญญาของนายท่านผู้เฒ่า
ทว่าบุตรทั้งสามกลับไม่มีใครที่ได้ดั่งใจไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินเลยสักคน บุตรคนโตและคนที่สามยังดีที่อย่างน้อยก็ยังเล่าเรียนเพียรตำรา บุตรคนรองตอนอายุสี่ห้าขวบนั้น เพราะการเสียชีวิตของบิดา ส่งผลให้เขามีปมในใจ ตัดสินใจทิ้งบุ๋นหันไปหาบู๊ จับไม้จับกระบอง เลยถูกไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินลงโทษไม่น้อย เกือบตัดความสัมพันธ์กับเขาอีกด้วย
เนื่องจากความมุมานะของฉินหยินทำให้เขามีชื่อเสียงบนเส้นทางบู๊ ต่อมาได้เป็ขุนนางขั้นสามรองจื่อฮุยถงจือ21 ของกององครักษ์เสื้อแพร22 ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินถึงได้เงียบปากลง คอยรับชื่อเสียงและผลประโยชน์ต่างๆ ที่มาจากบุตรชายด้วยความสบายใจ แต่ในใจนางนั้นยังคงชื่นชอบบุตรชายคนโตที่รักในการเรียนเป็ที่สุด ด้วยคิดว่าสิ่งนี้ต่างหากที่ไม่ขัดต่อคำสั่งสอนของบรรพบุรุษ
เพราะความรักที่ลำเอียงของไท่ไท่ผู้เฒ่าฉิน แม้บ้านใหญ่จะไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ แต่ก็ข่มบ้านรองของจวนได้ การควบคุมดูแลจวนจึงตกอยู่ในมือของไท่ไท่ใหญ่เฉินซื่อ ดีที่ฟางซื่อไม่มีความคิดชิงอำนาจ เพียงแค่้าดำเนินชีวิตแต่ละวันให้ผ่านไปได้ด้วยดี ฉินหยินยิ่งไม่สนใจเื่ของเรือนส่วนใน ในจวนจึงไม่มีใครขัดแย้งกัน
ฉินหนิงจือไม่ใช่คนโง่ นางรู้ว่าตอนนี้หน้าตาชื่อเสียงของจวนตระกูลฉินนั้นอาศัยบิดาของนาง จึงทำตัวเบ่งในจวน ไม่เกรงกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น
นางคิดว่าแม้แต่ท่านป้าก็ยังอยากจะเอาหน้ากับบิดาของนางถึงได้ทำดีกับนาง เวลานางทำผิด ท่านป้าปกป้องนางมากกว่ามารดาของนางเสียอีก นี่ไม่ใช่เพราะ้าประจบบิดาของนางหรอกหรือ
ฉะนั้นต่อให้ท่านป้าเกลียดขี้หน้านางแล้วอย่างไร ขอแค่มีบิดา นางอยากทำอะไรก็ย่อมได้ ตอนนั้นนางยังไม่รู้ว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนโลกนี้ก็คือใจคน!
ฉินหนิงจือจัดผมเผ้าและเครื่องแต่งกาย จากนั้นก็ออกไปจากเรือน เรือนที่นางอยู่ตอนนี้อยู่ข้างๆ เรือนของฟางซื่อ เดินโค้งเดียวก็ถึง พอนางเข้าไปข้างในห้องก็เห็นฟางซื่อถือชามกระเบื้องสีชมพูป้อนข้าวเหวินเกอร์อยู่
เด็กอายุเพียงสี่ห้าขวบเป็วัยกำลังซน นั่งนิ่งเป็ซะที่ไหนกัน ฟางซื่อป้อนข้าวได้ไม่กี่คำ เหวินเกอร์ก็ใจไม่อยู่กับตัวแล้ว มองโน่นมองนี่แล้ว จากนั้นก็ะโลงจากตั่ง พลันมองเห็นฉินหนิงจือยืนอยู่หน้าประตูห้อง
ท่าทางของเหวินเกอร์แข็งกระด้าง เ้าตัวทำเสียง “เฮอะ!” พลางหันหลังใส่ฉินหนิงจือ แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าซนอีกต่อไป กลับนั่งนิ่งรอให้ฟางซื่อป้อนข้าวต่อ
ฉินหนิงจือมักตีเหวินเกอร์เนื่องจากเขาไม่ยอมกินข้าว เพราะนางรู้สึกว่าเหวินเกอร์ดื้อเกินไป มักทำให้มารดาเป็กังวล
“ทำไมทำกับพี่แบบนั้นล่ะ” ฟางซื่อขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ วางชามลงแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “ทักทายพี่สาวเลยนะ”
เหวินเกอร์ทำท่าฮึดฮัด เอ่ยด้วยเสียงพึมพำ “คารวะพี่หญิงสี่” โดยยังคงหันหลังให้นาง
“เหวินเกอร์...”
“ช่างเถอะท่านแม่ ป้อนข้าวเหวินเกอร์ไปเถอะเ้าค่ะ ตอนนี้เป็่ที่ร่างกายกำลังเติบโตพอดี” ฉินหนิงจือกล่าวตัดบทพลางละสายตาจากหยกมงคลที่ห้อยคอเขา
ฉินอวี้จือมอบหยกที่เลอค่ากว่าจริงๆ ด้วย
แต่ถ้านางจำไม่ผิดละก็ หยกมงคลนี้เป็หยกที่ท่านย่ามอบให้ฉินอวี้จือในวันครบรอบอายุสิบขวบ
ร้ายเสียเหลือเกิน...นางไม่กล้าเสียหน้าจริงๆ ขณะที่ฉินหนิงจือกำลังคิดเื่ยุ่งยากรำคาญใจ เหล่าสาวใช้ต่างมองหน้านางราวกับเจอผีหลอก
เหวินเกอร์เองก็หันไปมองนางด้วยสายตาประหลาดใจ
ฟางซื่อกลับรู้สึกว่าหลังจากที่บุตรสาวฟื้นจากอาการป่วยก็เริ่มรู้ความมากขึ้น คงเพราะใจนกลัว
การรู้จักควบคุมอารมณ์ถือว่าเป็เื่ดี ฟางซื่อเอ่ยด้วยความดีใจ “แม่เตรียมนมเมล็ดซิ่งเหรินที่ลูกชอบไว้ให้ด้วยนะ รีบมาดื่มสิ”
ฉินหนิงจือหยุดคิดและพยักหน้า ก่อนนั่งลงดื่มนมเมล็ดซิ่งเหริน ตามด้วยกินโจ๊กครึ่งชามกับขนมวุ้นจนอิ่ม
พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเหวินเกอร์กำลังจ้องนางด้วยสายตาสงสัย ตาคู่นั้นลุกวาวเหมือนตาของลูกสุนัข
“มองอะไรหรือ” ฉินหนิงจือเริ่มมีจิตใจอ่อนโยน คำพูดที่เอ่ยออกไปแม้แต่ตัวนางเองยังนึกไม่ถึงว่าตนจะอ่อนโยนได้ขนาดนี้
เหวินเกอร์ใ เขาคิดว่านับวันพี่สาวตัวเองยิ่งประหลาด หรือจะเป็อย่างที่พี่หญิงรองว่าจริงๆ ที่บอกว่านางโดนผีเข้าเหมือนกับพี่หญิงสาม ทว่าพี่หญิงสามนั้นกลายเป็คนสติไม่ดี แต่พี่สาวกลับเป็คนดีแล้ว
ไม่รู้เพราะอะไร เหวินเกอร์กลับรู้สึกผิด...
แม้ว่าผีตัวนี้จะอ่อนโยน ขณะที่พี่สาวเขาโหดร้าย แต่อย่างไรนางก็เป็พี่สาวของเขา!
“ข้าเกิดเมื่อไร สิ่งที่ข้าชอบกินมากที่สุดคืออะไร และข้าชอบทำอะไร” เหวินเกอร์จ้องนางแล้วเอ่ยถาม
ฉินหนิงจือหลุดขำแต่ยังตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เ้าเกิดตอนขึ้นเก้าค่ำเดือนเก้า สิ่งที่ชอบกินที่สุดคือขนมดอกกุ้ยฮวาจากอวี้ฟางจาย สิ่งที่ชอบทำที่สุดคือร่วมมือกับคุณชายน้อยจากเรือนข้างๆ แหย่สุนัข ขโมยไข่นก และเอาตัวบุ้งขนใส่ในห่อขนมของจวิ้นเกอร์ ทำให้เขาใ แล้วก็...”
“ไม่ต้องพูดแล้ว! ไม่ต้องพูดแล้ว!” เหวินเกอร์รีบะโเข้าไปใกล้แล้วเอามือปิดปากนาง ใบหน้าน้อยแดงไปทั้งหน้าเนื่องจากความรีบร้อน
ชัดเจนว่านางยังคงเป็พี่สาวของเขา...ยังคงเป็พี่สาวผู้ชั่วร้ายของเขา!
“ท่านแม่ อย่าไปฟังคำพูดมั่วๆ ของท่านพี่นะขอรับ นี่เป็เื่ที่นางกุขึ้นมาหลอกท่านแม่ทั้งหมด” เหวินเกอร์รีบหันไปชี้แจงฟางซื่อ
ฉินหนิงจือหัวเราะคิกพลางกอดเหวินเกอร์ไว้เพื่อไม่ให้เขาเสียหลักล้มลง สาวรับใช้ในห้องต่างพากันก้มหน้าแอบยิ้ม
ฟางซื่อส่ายหัวด้วยความเหนื่อยใจ แต่ก็แอบชำเลืองมองสองพี่น้องที่สนิทกันมากขึ้น อดไม่ได้ที่จะเอ็ดแล้วเอ่ย “คราวหน้าห้ามเ้าแกล้งจวิ้นเกอร์อีกนะ หากอาสะใภ้สามรู้เข้าจะเสียใจ” ตอนที่ฟางซื่อเอ่ยถึงหยวนซื่อนั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ
ฉินหนิงจือนึกถึงเื่ราวในภพก่อนแล้วก็รีบปล่อยเหวินเกอร์ลงพลางถามฟางซื่อต่อ “อาสะใภ้สามเป็อะไรหรือเ้าคะ”
ฟางซื่อนึกไม่ถึงว่าฉินหนิงจือจะความรู้สึกไวขนาดนี้ บุตรสาวคนนี้ไม่เคยถามเื่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจวนมาก่อน “นางไม่ได้เป็อะไร”
จะไม่ได้เป็อะไรได้อย่างไร ถึงแม้ว่าฉินหนิงจือจะไม่รู้ว่าในภพที่แล้วเกิดอะไรขึ้น แต่นางจำได้ว่าหยวนซื่อผูกคอตาย ท่านอาสามก็ตรอมใจ ร่างกายซูบผอม ไม่นานก็ป่วยและสิ้นใจ ทิ้งบุตรสาวอายุเพียงสิบขวบ กับบุตรชายวัยสองขวบให้อยู่เพียงลำพัง
นางจะบอกเื่นี้กับมารดาเช่นไรดี...
ฉินหนิงจือร้อนใจ แต่ทำได้เพียงแสร้งทำตัวรั้นแบบเด็กๆ “อาสะใภ้สามเป็คนอ่อนแอไร้ความสามารถ ปอดแหกอีกต่างหาก หนำซ้ำท่านย่ายังไม่ชอบนางด้วย ท่านป้าสะใภ้เองก็ไม่ใส่ใจนาง ทั้งจวนก็เห็นจะมีแต่ท่านแม่ที่ยอมสนิทกับนาง หากเกิดอะไรขึ้นกับนางจริงๆ ละก็ ข้าก็เห็นว่ามีแต่ท่านแม่ที่จะเป็ทุกข์ร้อนแทนได้”
ฟางซื่อฟังที่นางพูดพลางเลิกคิ้วตาม ใช่! หากเกิดเื่ขึ้น คนทั้งจวน...น้องสะใภ้สามจะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้
เมื่อคืนนางยังเป็กังวลกับเื่ในครอบครัวของบ้านสาม เกรงว่าจะทำให้น้องสามีเกลียดบ้านรองนี้ เลยพยายามอย่างมากที่จะเลี่ยงนางกับลูกทั้งสองคนของน้องสะใภ้สาม
นางช่างไม่สมกับการเป็แม่ที่ดี เห็นแก่ตัว รักษาแต่ประโยชน์ส่วนตน เช่นนี้จะเป็แบบอย่างที่ดีให้ลูกได้อย่างไร
“ลูกหนิงเอ๋อร์ เ้าจะว่าอาสะใภ้สามของเ้าแบบนี้ไม่ได้นะ” ฟางซื่อเก็บอารมณ์แล้วมองฉินหนิงจือด้วยสายตาไม่พอใจ แววตาแฝงความแน่วแน่เอาไว้ด้วย ไม่เหมือนกับเมื่อครู่ที่เอ่ยถึงหยวนซื่อด้วยท่าทางเป็ทุกข์
ฉินหนิงจือแอบโล่งอก แลบลิ้นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตนพลางยื่นมือไปคว้าแขนเหวินเกอร์ที่คิดจะย่องออกไป
นางรู้นิสัยของมารดา แม้จะเป็คนใจดีมีเมตตาและอ่อนโยนนุ่มนวล แต่ถ้าถูกลากไปถึงเื่สามีหรือมีเื่เดือดร้อนเกิดขึ้นกับฉินหนิงจือและเหวินเกอร์แล้วละก็ นางพร้อมที่จะละทิ้งคุณธรรมต่างๆ
ภพที่แล้วอาสะใภ้สามตายอย่างประหลาด ไม่มีใครรู้ว่าเป็ด้วยสาเหตุใด ดูจากท่าทางของท่านแม่แล้ว เื่นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับท่านอาสาม
เพราะมีเพียงเื่ที่เกี่ยวข้องกับท่านอาสามเท่านั้นที่จะทำให้ท่านแม่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งด้วยได้
เป็แค่พี่สะใภ้ จะยื่นมือไปยุ่งเื่ในบ้านอาสามได้อย่างไร!
อีกอย่าง ป้าใหญ่ผู้ดูแลจวนยังไม่ทำอะไร บ้านรองเช่นพวกนางจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเื่บ้านสามได้อย่างไรกัน!
ทว่าในภพก่อนหลังจากที่อาสะใภ้สามเสียได้ไม่นาน อาสามก็ป่วยและจากโลกนี้ไป ดูท่าแล้วไม่เหมือนคนที่ทรยศอาสะใภ้สามแต่อย่างใด
น่าแปลกเสียจริง!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e8c39af2eb995c5d8c97da730cbb055e
18 ผู้เริ่มต้นวงศ์ตระกูล และมีศาลประจำตระกูล
19 หมายถึง ผู้ถูกแนะนำ ในสมัยราชวงศ์ิและราชวงศ์ชิงนั้นหมายถึงผู้ที่สอบผ่านจอหงวนในระดับท้องที่
20 ตำแหน่งผู้ว่าการหรือข้าหลวงประจำเขตนั้นๆ
21 ยศหนึ่งของกององครักษ์เสื้อแพร ดำรงตำแหน่งเป็ขุนนางขั้นสามรอง
22 หน่วยงานราชการที่เกิดจากการรวมตัวของหน่วยราชการสองส่วนเข้าด้วยกัน นั่นคือสำนักผู้บัญชาการทหารกับอี๋หลวนซือ