ลี่อ๋องมองแล้วก็เดินออกไปจากห้อง บอกหมอฉางให้ตามไปที่ห้องหนังสือ
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง หม่อมฉันจะจัดยาให้นางตามลักษณะอาการที่ท่านอ๋องบอก พ่ะย่ะค่ะ”
“อือ” ลี่อ๋องพยักหน้าแล้วก็โบกมือให้ท่านหมอฉางออกไป
หลานจูเจียนสลบไปสองวันเต็ม เมื่อลืมตาขึ้นมานอกจากรู้สึกเจ็บไปทั่วทั้งตัวโดยเฉพาะหลังแล้ว สิ่งที่ทำให้นางใยิ่งกว่าคือ เฉียวเฉียว
“พระชายาตื่นแล้ว พระชายาเพคะ พระชายา”
หลานจูเจียนค่อยๆ หันมามองเสียงที่นางคุ้นเคย หลานจูเจียนยิ้มให้นาง เฉียวเฉียวไม่ได้ยิ้มตอบแต่
“เฉียวเฉียว เ้าร้องไห้ทำไม”
“พระชายา”
“อย่าบอกนะว่า เ้าร้องไห้เพราะข้า” หลานจูเจียนหัวเราะขึ้นแต่หัวเราะได้ไม่นานก็ต้องหยุดเพราะเจ็บแผล
“พระชายา อย่าพึ่งพูดอะไรเลย ให้หม่อมฉันช่วยพยุงลุกขึ้นนั่งนะเพคะ” หลานจูเจียนพยักหน้า
“อะ” หลานจูเจียนเปล่งเสียงออกมาเมื่อเฉียวเฉียวแตะที่หลังของนาง
“ขออภัยเพคะ”
“ขอบใจเ้ามาก” หลานจูเจียนจับมือของนางและบีบเล็กน้อยเป็การปลอบใจ เฉียวเฉียวยิ้ม
“พระชายาทานอะไรก่อนนะเพคะ”
“อือ”
จากนั้นหลานจูเจียนก็ดื่มยาที่ท่านหมอฉางจัดให้แล้วก็นอนพักผ่อน
ลี่อ๋องพยักหน้ารับรู้ คิดถึงเมื่อคืนที่ไปยืนมองหญิงนางนั้น ก่อนที่จะออกไปฝึกดาบต่อ
บ่าวรับใช้หญิงวัยกลางคนมาเข้าเฝ้าพระชายาเพื่อทำการวัดตัว
“ท่านค่อยมาตอนที่พระชายาหายดีแล้ว ไม่ดีกว่ารึ”
“หากไม่วัดตัววันนี้ ข้าคงตัดชุดให้พระชายาไม่ทัน” เฉียวเฉียวจึงไม่กล้าปฏิเสธเพราะรู้ว่าพระชายาอยากเข้าวังขนาดไหน
หลานจูเจียนตื่นขึ้นพอดี เฉียวเฉียวจึงรีบบอก หลานจูเจียนจึงลุกขึ้นยืนให้หญิงคนนั้นวัดตัว เสร็จแล้วเฉียวเฉียวก็เอาผ้าที่พระชายาได้รับมอบจากองค์ชายใหญ่ให้หญิงนางนั้น
“ท่านอ๋องจะทำยังไงพ่ะย่ะค่ะ หากแม่นางหลานไม่สามารถไปงานได้” เยว่ิถาม
“นางไม่ได้ถูกโบยที่ขาจนเดินไม่ได้ไม่ใช่รึ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลานจูเจียนสวมใส่ชุดอย่างลำบาก เพราะชุดที่นางใส่นั้นเน้นให้เห็นหน้าอก จึงต้องมัดให้แน่นก่อนที่จะสวมเสื้อคลุมอันบางเฉียบอีกชั้น และผ้าคาดเอวที่ต้องผูกให้แน่นเช่นกัน
“เฉียวเฉียวทำไมชุดมันถึงแน่นอย่างนี้ล่ะ”
“นี่เป็แบบที่พระชายาชอบไม่ใช่หรือเพคะ”
“ข้าน่ะนะ ชอบแบบและสีแบบนี้”
“เพคะ”
“เฮ้อ ฉันจะบ้าตาย”
ลี่อ๋องมองหลานจูเจียนที่เดินตัวตรงเหมือนหุ่นกระบอก ใส่เสื้อผ้าสีแสบตามาแต่ไกล แต่มีบางอย่างที่แตกต่างไปคือ นางไม่เปิดเผยให้เห็น 1 ใน 3 ส่วนของหน้าอก เฉกเช่นทุกครั้งที่เข้าวัง วันนี้นางใช้ผ้าคลุมปิดมิดชิด มีเข็มกลัดสีเข้ากันกับชุด กลัดไว้ไม่ให้ผ้านั้นหลุดออกได้ง่ายๆ
ลี่อ๋องขึ้นไปนั่งบนรถม้าก่อนนาง หลานจูเจียนถกกระโปรงขึ้นเกือบถึงเข่าเพื่อก้าวข้าขึ้นรถม้า เมื่อลี่อ๋องเห็นก็ส่ายหน้าคิดผิดจริงๆ ที่คิดว่านางจะเปลี่ยนเป็รักนวลสงวนตัว แค่ปิดข้างบนแต่มือยกเปิดข้างล่าง
หลานจูเจียนเข้ามานั่งข้างๆ คนหน้าตึง “จะเก๊ก อะไรนักหนา”
รถม้าเคลื่อนตัวออกไป ความตื่นเต้นของหลานจูเจียนกลับมาทันที เมื่อพ้นประตูจวน นางก็เปิดผ้าม่านมองออกไปนอกรถ รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศข้างทาง ดูน่าสนใจกว่าในหนังเป็ไหนๆ นางยื่นหน้าออกนอกหน้าต่างและมองอย่างเพลิดเพลิน ลี่อ๋องแอบมอง ทำยังกับว่าไม่เคยเห็นยังไงอย่างงั้น คงจะดีใจจนเนื้อเต้นที่จะได้ไปเจอคนรัก “หึ”
พักหลังมานี้นิสัยของนางเปลี่ยนไปจริงๆ ไม่เงียบๆ หงิมๆ แต่หยิ่งไม่เข้าเื่ และหากมีโอกาสก็คิดที่จะกำจัดเขาเสมอเหมือนแต่ก่อน นางเคยวางยาพิษเขาแต่ไม่สำเร็จ ทำไมคนสวยอย่างนางถึงได้โง่นักนะ รู้ทั้งรู้ว่าองค์ชายใหญ่ส่งมาตายชัดๆ ยังมา นางคงรักเ้าใหญ่มากถึงไม่กลัวตาย
หากแต่ตอนนี้นางกลับยิ้มร่าเริงสดใส พูดคุยกับทุกคนในจวนเป็อย่างดี ยกไม้ยกมือเมื่อได้ดั่งใจ แล้วก็พูด เย้ เย้ และอีกหลายคำที่ลี่อ๋องไม่เข้าใจและไม่เคยได้ยินมาก่อน
ใบหน้างามกระทบแสงแดดยามเย็น ทำให้แก้มที่ปัดอ่อนๆ ดูสว่างนวลและหวาน ดูๆ ไปแล้วนางก็เป็หญิงที่งามมากนางหนึ่ง ดวงตากลมโต ริมฝีปากเล็กแต่อวบอิ่ม ลี่อ๋องรีบส่ายหัว สลัดความคิดนั้นออกทันทีพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ เป็จังหวะเดียวกันที่หลานจูเจียนหันมา นางยิ้มให้เขา ลี่อ๋องทำเป็เมินมองผ่านนางออกไปนอกหน้าต่าง
หลานจูเจียนพูดขึ้นว่า “ข้างนอกดูน่าสนุกนะเพคะ สักวันข้าจะออกมาเดินชมบรรยากาศแบบนี้บ้าง” ทำให้ลี่อ๋องสนใจสิ่งภายนอกมากขึ้น เขาไม่เคยใส่ใจบรรยากาศพวกนี้เลย รู้แต่ว่าชีวิตนี้ต้องปกป้องบ้านเมืองให้สงบ ประชาชนจะได้อยู่เย็นเป็สุขและนี่กระมังคือผลลัพธ์ ผู้คนยิ้มอย่างมีความสุขเพราะรู้สึกปลอดภัยและไม่ต้องแย่งข้าวแย่งน้ำกัน
ลี่อ๋องยื่นหน้าออกไปมองข้างนอกมากขึ้น ทำให้ศีรษะของเขาเกือบชนเข้ากลับใบหน้าของหลานจูเจียน นางได้กลิ่นหอมเย็นๆ ออกมาจากกายของเขา นี่เป็ครั้งแรกที่นิรินได้เข้าใกล้ชายผู้นี้ หัวใจของเธอเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน จนลี่อ๋องได้ยิน เมื่อนึกได้ลี่อ๋องก็รีบโน้มตัวกลับมา และทำเสียงกระแอมในลำคอนิดหน่อย