ด้านนอกดันเจี้ยน....
" ท่านประธานพวกเราควรรีบขึ้นไปดูว่าใครคือคนพิชิตชั้นที่ 29 กันมั้ยครับ "
เลโอเอ่ยถามประธานนักเรียน ดันเจี้ยนชั้นนั้นแม้แต่กลุ่มสภานักเรียนซึ่งขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดยังแทบหนีเอาตัวกันไม่รอดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับไฮออร์คนับหมื่นตัว
ทว่า...วันนี้กลับมีใครบางคนพิชิตชั้นที่ 29 โดยไม่ได้ลงทะเบียนก่อนเข้าไปภายในเลยด้วยซ้ำ!
ปกตินักเรียนชั้นปี 2-4 จะได้รับเหรียญตราจากทางโรงเรียน โดยเหรียญตราเหล่านี้มีลักษณะทรงกลมคล้ายคลึงกันกับเหรียญตราที่เดธได้รับจากผู้อำนวยการ
เพียงแต่เหรียญที่นักเรียนทั่วไปได้รับจะมีตราสัญลักษณ์รูปดาบคู่อยู่ตรงกลางทั้งสองด้านของเหรียญ มันต่างจากของเดธที่เป็รูปัสีทองซึ่งผู้ถือครองเหรียญนี้มีเพียงนักเรียนดีเด่นที่ผู้อำนวยการยอมรับในความแข็งแกร่งเท่านั้น
เหรียญเหล่านี้คือบัตรผ่านใช้สำหรับเข้าไปในดันเจี้ยนและเ้าของเหรียญสามารถลงทะเบียนบันทึกชื่อของตัวเองลงไปในศิลาเพื่อจารึกสถิติว่าตนสามารถพิชิตไปได้ถึงชั้นไหนโดยข้อมูลเหล่านี้จะเพิ่มชื่อเสียงให้แก่พวกเขาในอนาคต
ทว่าเดธทำตรงกันข้าม ไม่ได้ลงทะเบียนจึงทำให้ไม่มีรายชื่อติดอยู่บนศิลา
" เลโอ , เจสัน , ไอรีน , คริสเตียน , เอ็ดเวิร์ด ไปเตรียมตัวให้พร้อมซะ พวกเราจะขึ้นไปชั้นที่ 29 "
ประธานนักเรียนตั้งใจวางแผนจะชักชวนนักเรียนปริศนาผู้พิชิตดันเจี้ยนชั้นที่ 29 ให้เข้าร่วมกับทางสภา
อย่างที่รู้กันว่าเหล่าผู้กล้าทั้ง 5 ได้เข้ามาศึกษาภายในโรงเรียนราชวงศ์แห่งนี้ ซึ่งนั่นเปรียบเสมือนะเิเวลาที่จะคอยสั่นคลอนอำนาจของสภานักเรียนในสักวันหนึ่ง เพราะคนเ่าั้ทรงพลังเกินกว่าจะสามารถควบคุมได้
ด้วยเหตุนี้ประธานนักเรียนจึงต้องเสาะหานักเรียนมากความสามารถเพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจในมือสั่นคลอนโดยเหล่าผู้กล้าที่แข็งแกร่งเกินมนุษย์
ส่วนเดธที่สามารถเอาชนะผู้กล้าได้ด้วยตัวคนเดียวจึงตกเป็หนึ่งในเป้าหมายของสภานักเรียนไปโดยปริยาย
ภายในดันเจี้ยนชั้นที่ 29
" ข้าขอมอบศีรษะของศัตรูให้แก่าาของข้า..."
กริมมัวร์คุกเข่าท่าอัศวินพร้อมยื่นหัวของาาออร์คให้แก่เดธ สิ่งเหล่านี้คือเครื่องหมายแห่งความจงรักภักดีที่มันมีต่อผู้เป็นาย
' ครั้งหน้าคงต้องหาวิธีให้กริมมัวร์เลิกตัดหัวศัตรู ' เดธรับหัวาาออร์คก่อนจะเผาด้วยไฟสีดำจนมอดไหม้เป็เถ้าถ่าน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กริมมัวร์ตัดหัวของศัตรูแล้วเอามามอบให้แก่เขา
เพราะตอนอยู่ในขุมนรกมันก็ทำแบบนี้เป็ประจำ เพียงแต่ตอนนั้นศัตรูคือิญญาร้ายซึ่งเปรียบเสมือนอาหารอันแสนโอชะสำหรับยมทูต จึงรับมาและกลืนกินเพื่อเพิ่มพลังิญญา
ทว่าหัวของาาออร์คไม่ใช่ิญญาร้าย พวกมันถูกสร้างขึ้นมาจากไอพลังเวทย์จึงเป็ของไร้ประโยชน์สำหรับยมทูตอย่างเขา
" กริมมัวร์..."
" มีอะไรให้ข้ารับใช้เหรอขอรับาาของข้า.."
เดธมองดันเจี้ยนชั้นที่ 29 ซึ่งตอนนี้กลายเป็เศษซากปรักหักพังเต็มไปด้วยหลุมลึกไม่ต่ำกว่า 10 เมตรนับไม่ถ้วน นี่คือเศษซาการะหว่างทหารออร์คกับกองทัพิญญา
" กริมมัวร์....เ้าและกองทัพิญญา 1 หมื่นตนจงอยู่ที่นี่เพื่อขุดแร่มิธริลให้ได้มากที่สุดซะ "
เดธหยิบโลหะสีดำขึ้นมาตรวจสอบ พบว่ามันคือแร่มิธริลราคาแพง ไม่ว่าจะเป็พื้นหรือผนังห้องล้วนสร้างจากแร่มิธริลทั้งหมดโดยแร่เหล่านี้สามารถนำไปแลกเป็แต้มโรงเรียนได้
" ขอน้อมรับคำบัญชาาาของข้า..."
เมื่อจัดการธุระในชั้นที่ 29 เสร็จเรียบร้อย เดธจึงใช้กุญแจสีทองไขประตูเพื่อขึ้นไปชั้นที่ 30 และสังหารบอสในชั้นนั้นอย่างง่ายดาย ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนเวลาล่วงเลยมากว่า 30 นาทีและในที่สุดเขาก็มายืนอยู่หน้าประตูสู่ชั้นที่ 50
[ เดธ ] Lv:97
อายุ: 17
อาชีพ: ยมทูต ( เทพแห่งความตาย )
ค่าพลังเวทย์: 9700
ค่าพละกำลัง: 9700
ค่าพลังิญญา: 999,999,999,999,999
ความสามารถพิเศษ: เวทมนตร์ธาตุไฟ , ธาตุิญญา ( ธาตุิญญาไม่ถูกนับว่าเป็เวทมนตร์ )
ระดับของเขาเพิ่มขึ้นมาอย่างก้าวะโจนเกือบเทียบเท่าระดับปัจจุบันของรองผู้อำนวยการ อันที่จริงการเอาชนะบอสของแต่ละชั้นไม่ใช่เื่ง่ายเพราะจำเป็ต้องใช้นักสู้ระดับเดียวกันกับบอสถึง 2 คนเพื่อโค่นล้ม
ยกตัวอย่างเช่น: ถ้า้าเอาชนะบอสที่ Lv:50 จำเป็ต้องใช้นักสู้ Lv:50 ถึง 2 คน เนื่องจากบอสดันเจี้ยนมีความแข็งแกร่งเกินกว่าระดับมาตรฐานและถ้าฝืนต่อสู้แบบ 1 ต่อ 1 ก็ไม่ต่างจากการเอาชีวิตไปทิ้ง
แต่เดธนั้นแตกต่างจากคนปกติ เขาคือผู้ใช้พลังิญญาและใช้พลังนี้โค่นล้มบอสของแต่ละชั้น อย่างที่รู้กันดีว่าการจะรับมือกับพลังิญญาจำเป็ต้องใช้เวทมนตร์ธาตุแสงซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถมีมันใน
สำหรับผู้ใช้ธาตุิญญาต่อให้โดนศัตรูนับพันนับหมื่นที่มีระดับสูงกว่าตนเองปิดล้อมจากทุกทิศทาง แต่ถ้าคนเ่าั้ไม่ใช่ผู้ใช้เวทมนตร์ธาตุแสงก็ไม่อาจเป็ภัยคุกคามต่อผู้ใช้ธาตุิญญาได้อยู่ดี
สิ่งเหล่านี้เป็ข้อยืนยันแล้วว่าผู้ใช้ธาตุิญญาคือตัวตนที่แทบจะไร้เทียมทาน ทว่าช่างน่าเสียดายเนื่องจากหลักการดึงเอาพลังิญญาออกมาใช้ได้หายสาปสูญและผู้คนส่วนใหญ่ก็ได้หลงลืมพลังที่เคยถูกเรียกว่าธาตุิญญาไปตามกาลเวลา
เอี๊ยดดด!
เสียงประตูดันเจี้ยนชั้นที่ 50 ถูกเปิดก่อนที่เงาทมิฬของยมทูตจะก้าวเข้าไปภายในนั้น โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำในวันนี้ของเขากำลังส่งผลกระทบแสนวุ่นวายมากมาย
ข่าวการพิชิตดันเจี้ยนไปถึงชั้นที่ 50 แพร่กระจายอย่างรวดเร็วประดุจโรคระบาด เหล่าลูกหลานขุนนางที่ยืนมุงดูแท่นศิลาจารึกต่างรีบติดต่อกลับไปที่ตระกูลของตนเพื่อแจ้งเื่นี้ให้ทางครอบครัวทราบ
เหนือสิ่งอื่นใดคนที่เคยพิชิตไปถึงชั้นที่ 50 ในอดีตมีเพียง 10 คนเท่านั้นและคนเหล่านี้ล้วนเป็ผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจในมือเหลือล้นแม้แต่ขั้วอำนาจใหญ่ทั้ง 5 ยังต้องให้ความเคารพ
โดยผู้พิชิต 2 ใน 10 คือผู้อำนวยการโรงเรียนราชวังที่สามารถพิชิตไปถึงชั้นที่ 100 ส่วนคนที่ 2 คือรองผู้อำนวยการซึ่งพิชิตไปถึงชั้นที่ 50
การพิชิตดันเจี้ยนสังหารสัตว์อสูรเวทย์จำนวนมากไม่ใช่เื่ง่ายๆ พวกเขาจำเป็ต้องมีทีมที่แข็งแกร่งสามารถฝากฝังชีวิตของตนเอาไว้ได้จึงจะรอดพ้นจากเหล่าสัตว์อสูรเวทย์
ทว่าวันนี้กลับมีใครบางคนพิชิตจากชั้นที่ 1 ไปจนถึงชั้นที่ 50 ด้วยตัวคนเดียวโดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น
แถมสิ่งที่น่าใที่สุดคนๆ นั้นยังเป็แค่นักเรียนคนหนึ่ง จุดนี้ถึงกับทำให้รองผู้อำนวยการยอมสวมชุดเกราะที่ไม่ได้ใส่มานานหลายปีเพื่อจะขึ้นไปชั้นที่ 50 และตรวจสอบว่าใครคือนักเรียนปริศนาไร้ชื่อบนแท่นศิลาจารึกคนนั้น
ตัดมาทางด้านของเดธซึ่งกำลังลอยตัวอยู่เหนือน้ำ เบื้องหน้าของเขาคือเมืองลอยฟ้าขนาดใหญ่มีกำแพงสูงล้อมรอบทุกทิศทาง ตัวกำแพงสร้างขึ้นจากแร่มิธริจเสริมด้วยเวทย์ป้องกันอันแข็งแกร่งมีกลิ่นอายเวทมนตร์แผ่กระจายออกมาสามารถกดดันนักสู้ Lv: 100 ได้ไม่ยาก
ดันเจี้ยนชั้นนี้คือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาปราศจากผืนดินหรือหมู่เกาะ สถานที่เดียวซึ่งสามารถใช้อยู่อาศัยมีเพียงเมืองลอยฟ้าเท่านั้น
' คงต้องขึ้นไปตรวจสอบ '
เดธเปลี่ยนเป็ร่างยมทูตลอยตรงไปทางเมืองลอยฟ้าใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีมาถึงจุดหมายปลายทาง
ภายในเมืองเต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมา เลือกซื้อของตามร้านค้าแผงลอยข้างทางไม่ต่างไปจากผู้คนที่อาศัยอยู่ภายนอกดันเจี้ยนเลยแม้แต่น้อย
' คนเหล่านี้มีดวงิญญา..'
ใช่แล้ว.....ผู้คนในเมืองแห่งนี้มีดวงิญญาเฉกเช่นสิ่งมีชีวิตทั่วไป ซึ่งแตกต่างจากสัตว์อสูรเวทย์ชั้น 1-49 ที่ไร้ิญญาโดยสิ้นเชิง
" หยุดนะ! นั่นเป็เครื่องสักการะที่ข้าจะใช้บูชาท่านเทพแห่งความตาย เอาคืนมานะ! "
" ฮ่าฮาๆๆ ตลกสิ้นดี! ใครๆ ก็รู้ว่าิญญาของเทพแห่งความตายได้แตกดับสาปสูญั้แ่ยุคมหาาเทพมารเมื่อ 1 แสนปีที่แล้ว "
" ใช่ๆ ตอนนี้ไม่มีเทพแห่งความตายอีกต่อไป แล้วเหตุใดคนโง่เช่นเ้าถึงได้บูชาสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงล่ะ ฮ่าๆๆๆ "
เดธในร่างยมทูตมองลงไปด้านล่างเห็นเด็กสาวอายุราว 18 ปีกำลังโดนชายฉกรรจ์ 3 คนกลั่นแกล้ง เหนือสิ่งอื่นใดบทสนทนาของพวกเขาดึงความสนใจจนทำให้ยมทูตตนนี้ลอยลงไปยืนฟังใกล้ๆ
" พวกเ้ามันชั่วช้า! พลังของท่านเทพแห่งความตายมีบทบาทมากที่สุดในมหาาครั้งนั้นเลยนะและถ้าท่านเทพแห่งความตายไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือในาล่ะก็...ท่านเทพองค์อื่นคงถูกทำลายดวงิญญาไปนานแล้ว! "
เด็กสาวะโอย่างโกรธเกรี้ยวเมื่อเทพแห่งความตายที่ตนเคารพรักโดนชายฉกรรจ์พูดจาดูิ่
' ดวงิญญาเทพแห่งความตายของโลกใบนี้แตกดับแล้วงั้นเหรอ? แล้วใครคือผู้ดูแลโลกหลังความตายในขณะนี้กัน....'
คำถามมากมายผุดขึ้นมาภายในหัวของเดธ แล้วศัตรูคือตัวตนแบบไหนกันที่เกือบสามารถทำให้ดวงิญญาของเทพเ้าทั้งหมดแตกสลาย
" เอาคืนมานะ! " เด็กสาววิ่งเข้าไปแย่งดอกไม้ที่เธอจัดเตรียมไว้บูชาสักการะเทพแห่งความตายกลับคืน ก่อนจะวิ่งหนีเข้าไปในเขตแดนบาเรียสีดำซึ่งอยู่ห่างออกไป 100 เมตร
" บ้าเอ้ย! ถ้าออกมาจากบาเรียเมื่อไหร่เ้าได้เจ็บตัวแน่! "
ชายฉกรรจ์ทั้ง 3 ใช้ดาบฟันใส่บาเรียด้วยความโกรธ พวกมันไม่สามารถเข้าไปด้านในได้เหมือนกับหญิงสาว แถมดาบในมือยังสลายกลายเป็เถ้าธุลีเมื่อัักับบาเรีย
ดวงตาสีโลหิตของยมทูตจับจ้องบาเรียครู่หนึ่ง ข้างๆ บาเรียมีศิลาจารึกเขียนบทบัญญัติสั้นๆ ไว้ว่า....
[ จงพิสูจน์ความศรัทธาของเ้า แล้วเทพแห่งความตายจะตอบรับคำศรัทธานั้น ]
การจะเข้าไปภายในบาเรียจำเป็ต้องมีความศรัทธาอันแรงกล้าเหมือนกับหญิงสาวคนเมื่อกี้เพราะไม่เช่นนั้นจะถูกบาเรียกลืนกิน
' บาเรียสร้างจากพลังิญญา....แต่เป็พลังิญญาที่อ่อนแอและรอวันพังทลาย....'
เดธตัดสินใจยื่นมือเข้าไปัั ด้วยค่าพลังิญญาที่มีมากกว่า 999,999,999,999,999 บาเรียจึงไม่อาจทำอันตรายต่อเขาได้
บาเรียเบื้องหน้าน่าจะสร้างขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 100,000 ปีส่งผลให้พลังิญญาที่ประคับประคองถ่ายโอนพลังงานเริ่มเสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลาและจะพังทลายในไม่ช้า