บทที่ 150 คนใหญ่คนโตมาเยือน
หลี่ชิงหมินไม่ได้มีแผนการสำรองเอาไว้ หลังจากที่ครอบครัวของเขาสอบถามเรื่องราวทั้งหมดจากการเดินทางแล้ว เขาก็เหลือเวลาว่างๆอยู่ในจวนสกุลหลี่ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม...ตระกูลหลี่ในเวลานี้นั้นกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางกลับไปยังเมืองที่ตระกูลหลี่ปักหลักอาศัยอยู่ คาดว่าถ้าจบงานแต่งของบุตรชายแล้ว พวกเขาคงจะรีบเดินทางกลับทันที
ทั้งนี้ก็เพื่อให้แม่ทัพใหญ่สกุลหวงผู้นั้นต้องพาชิงหมินกลับไปที่บ้านเดิมหลังจากกินอยู่ด้วยกัน 3 วัน โดยต้องการให้กลับไปที่บ้านเดิมที่ชิงหมินเคยอยู่
ยามที่จะรู้ว่าบุตรชายได้รับการดูแลเอาใจใส่ดีหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการพาภรรยากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมนี่แหละ ฝ่ายชายยังใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงให้ได้เห็นด้วยว่าเขาพอใจในตัวภรรยาคนนี้มากขนาดไหน อีกทั้งชีวิตของชิงหมินก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง ในเมื่องานแต่งก็ไม่ได้จัดที่บ้านเดิม อย่างนั้นก็ให้การเยี่ยมสกุลเดิมของภรรยาไปที่จวนเดิมที่หลี่ชิงหมินเคยอาศัยเถอะ
แสดงออกให้ผู้คนได้รู้ว่าบุตรชายของเขามีความเป็นอยู่อย่างไรหลังจากนี้...
อีกอย่าง จวนสกุลหลี่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ตอนนี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่ของสกุลหลี่ แต่เป็นของที่หลี่ชิงหมินได้รับมา แท้จริงแล้วถือเป็นสมบัติส่วนตัว หากตระกูลหลี่ต้องการซื้อจวนในเมืองหลวงเพื่อตระกูลหลี่เอง เช่นนั้นพวกเขาจะต้องตัดแบ่งพื้นที่บางส่วนที่ตระกูลหลี่ครอบครองออกไป นี่ก็เพราะพวกเขาเป็นขุนนางระดับต่ำเท่านั้น
หลี่ชิงหมินคือเจ้าของจวนแห่งนี้ เมื่อแต่งออกไปแล้ว จวนนี้ก็จะกลายเป็นสินเดิมของเขา นานวันเข้าก็กลายเป็นของสกุลหวงแล้ว...พวกเขาไม่มีหน้าอยู่ต่อนานนักหลังจากที่เจ้าของจวนเปลี่ยนสถานะของตนเอง
ต่อให้เป็นบุตรในอุทร ก็ใช่ว่าจะไม่เกรงใจกันได้...
เพราะแบบนั้น หลี่ชิงหมินจึงต้องคอยช่วยเหลือพวกเขาจัดเตรียมข้าวของบางอย่างด้วย เพื่อให้กลับไปพร้อมกับผลประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องกว้านซื้อทรัพยากรบางอย่างเพื่อกลับไปขายต่อด้วย และชิงหมินที่มีพลังในการตรวจสอบ เขาจึงเข้าร่วมกับคนอื่นๆเพื่อทำประโยชน์ให้สกุลหลี่เป็นครั้งสุดท้าย
น่าเสียดายที่ความสงบสุขอยู่กับชิงหมินได้ไม่นาน หลังจากที่เขาได้ใช้เวลาอยู่กับสกุลหลี่เพียง 3 วันเท่านั้น แขกผู้ไม่ได้รับเชิญก็ปรากฏตัวขึ้นที่จวนสกุลหลี่เสียแล้ว เนื่องจากมาโดยไม่ได้นัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า ถ้าเป็นคนอื่นก็ยังสามารถเชิญกลับไปได้ แต่ทว่า...คนที่มานี้ไม่ใช่คนที่สกุลหลี่จะเสียมารยาทด้วยได้เลย
ผู้นำตระกูลเฉิน ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ากรมยุติธรรม ตำแหน่งของเขาไม่ต่ำไปกว่าแม่ทัพใหญ่ เพียงแค่อำนาจทางทหารมีน้อยกว่าก็เท่านั้น ทว่าในสถานการณ์ปกติที่ไม่มีสงคราม ผู้คนหวังที่จะพึ่งพาเขามากที่สุดแล้ว
เจ้ากรมยุติธรรมสมควรจะเป็นแบบอย่างในการวางตัวเป็นกลางมากที่สุดในอาณาจักร ทว่า...ตระกูลเฉินในคราวนี้ไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้อีก
ธิดาคนโตของสกุลเฉินเป็นมารดาขององค์ชายสาม ถูกเรียกเข้าวังในฐานะสนมขั้นเฟย ตำแหน่งในวังไม่ต่ำ อีกทั้งยังให้กำเนิดบุตรชายแก่เชื้อพระวงศ์ได้ เดิมทีการใช้สกุลเฉินเพื่อดึงกรมยุติธรรมมาอยู่ฝั่งตนเองนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นองค์จักรพรรดิคงขึ้นตำแหน่งนี้ไม่ได้อย่างมั่นคง
ทว่า เมื่อมาถึงรุ่นลูก กลับกลายเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดแทนเสียอย่างนั้น องค์จักรพรรดิไม่สามารถทำสิ่งใดได้ เขาเพียงปล่อยให้การต่อสู้นี้ดำเนินต่อไปก็เท่านั้น ใครที่พลาดท่าก่อนก็ถือว่าอ่อนแอเอง ไม่อาจจะโทษผู้ใดได้
ถึงอย่างนั้น การมาถึงของผู้นำตระกูลเฉินที่หน้าจวนสกุลหลี่นี้ก็ไม่ใช่เรื่องปกติอยู่ดี ตอนนี้องค์ชายสามและขุนนางจำนวนมากถูกส่งออกไปทำภารกิจ ตระกูลเฉินที่มีตำแหน่งเป็น “ตา” ขององค์ชายสามกลับมาที่จวนของเขาเสียนี่ ชิงหมินรับรู้ได้ถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นเลย น่าแปลกที่แม่ทัพใหญ่ผู้นั้นไม่ส่งข่าวมาแจ้งเขาล่วงหน้า ทั้งๆที่ปกติแล้วบุรุษผู้นั้นทำทุกอย่างรัดกุมอยู่เสมอ
มีอีกอย่างก็คือ เขาไม่ได้คิดว่าการมาถึงของผู้นำตระกูลเฉินคือปัญหาใหญ่
“ท่านเจ้ากรมยุติธรรม ไม่ทราบว่าท่านเป็นเกียรติมาเยือนสกุลหลี่ของพวกเราเช่นนี้ มีเรื่องอะไรให้พวกเราสกุลหลี่รับใช้หรือไม่ขอรับ” บิดาของชิงหมินเอ่ยถามอย่างสุภาพ
แม้ว่าชิงหมินของพวกเขาจะกำลังกลายเป็นฮูหยินแม่ทัพใหญ่ และไม่แสดงออกว่าเข้าข้างฝ่ายใดกันแน่ แต่เขาในตอนนี้ไม่สามารถพูดอะไรได้ งานแต่งยังไม่เกิด ฐานะฮูหยินใหญ่สกุลหวงก็ยังไม่เกิดเช่นกัน
ภายภาคหน้า หากมีคนมาหาสกุลหลี่เช่นนี้ พวกเขายังแสดงท่าทางว่าไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับงานการของบุตรเขยได้ แต่เวลานี้...สกุลหลี่ไม่มีที่คุ้มกะลาหัวอย่างเป็นทางการ พวกเขาจำต้องเอาตัวรอดกันเองก่อน
ก็เหมือนกับตอนที่พระชายาองค์รัชทายาทที่ต้องการเล่นงานหลี่ชิงหมินนั่นแหละ ต่อให้รู้ว่าไปวังหลวงแล้วจะเจอกับอะไร ชิงหมินก็ยังต้องไปอยู่ดี
“ข้าไม่มีเรื่องอันใดมากมายหรอก ก็แค่ตรวจสอบเจอกับปัญหาจากสัญญาที่น่าจะทำความเข้าใจกันไม่ดีก็เท่านั้น ข้ามาที่นี่เพื่อทำบันทึกให้ชัดเจน...”
“ปัญหาจากสัญญา? การทำบันทึกหรือขอรับ?” ผู้นำตระกูลหลี่ไม่เข้าใจ ซึ่งผู้นำตระกูลเฉินก็ไม่ได้เอ่ยปากตำหนิอะไร เพียงส่งสัญญาณให้คนนำเอกสารมาก็เท่านั้น
“นี่คือการเลื่อนขั้นเป็นขุนนางระดับกลางให้กับสกุลหลี่ เพื่อแลกกับการส่งชาโม่ลี่ฮวาพิเศษให้วังหลวง และนี่ก็คือคำร้องขอจากสกุลหลี่เพื่อขอยุติการส่งมอบชาโม่ลี่ฮวาพิเศษ โดยขอกลับไปเป็นขุนนางระดับต่ำอีกครั้ง เนื่องจากไม่พบตัวคุณชายหลี่” ผู้นำตระกูลเฉินวางเอกสารเอาไว้ตรงหน้าให้กับทุกคนได้เห็นกัน
“อย่างไรก็ตาม การขอกลับไปเป็นขุนนางระดับต่ำนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาก็คือ...สัญญาฉบับแรกนี้ทำขึ้นเพื่อให้ “คุณชายหลี่” ส่งมอบชาโม่ลี่ฮวาพิเศษให้วังหลวง ในขณะที่การยกเลิกสัญญาทำโดยผู้นำตระกูลหลี่ ไม่ใช่คุณชายหลี่...อีกทั้งในอนาคต อีกไม่นานคุณชายหลี่กำลังจะแต่งเข้าสกุลหวง กลายเป็นฮูหยินสกุลหวง ดังนั้นความซับซ้อนของสัญญานี้ควรจะต้องเปลี่ยนไป”
“ในฐานะผู้ดูแลเอกสารแล้ว ข้าจึงต้องการจะทำสัญญาฉบับใหม่ขึ้นกับ “ว่าที่ฮูหยินใหญ่สกุลหวง” เนื่องจากองค์จักรพรรดิยังต้องการชาโม่ลี่ฮวาพิเศษจากคุณชายหลี่อยู่ กระนั้นการให้ของตอบแทน อาจจะไม่เหมือนกับที่มอบให้สกุลหลี่ เนื่องจากตระกูลหวงนั้นเป็นตระกูลระดับใหญ่อยู่แล้ว”
“ทว่า การแลกเปลี่ยนเช่นนี้ยังสามารถแลกเปลี่ยนด้วยเงินตราได้ ก็เหมือนกับการซื้อขายตัวไปของขุนนางระดับสูง ข้าจึงได้ร่างสัญญาขึ้นมาใหม่ เป็นสัญญาของ “ว่าที่ฮูหยินใหญ่สกุลหวง” รวมถึง “ฮูหยินสกุลหวง” ในอนาคตด้วย”
“โปรดอ่านรายละเอียดและทำความเข้าใจ หากไม่มีปัญหาอะไรแล้ว พวกเราจะทำสัญญาฉบับนี้กันเลย” ผู้นำตระกูลเฉินกล่าวอย่างเรียบง่าย เขาพูดจุดประสงค์ของเขาอย่างชัดเจน ทั้งยังไม่มีพูดเรื่องอื่นเกินเลยกว่าเรื่องงาน
อย่างไรก็ตาม หลี่ชิงหมินกลับรู้สึกว่าเขามีอะไรอยู่ในใจ ผู้นำตระกูลใหญ่โตคนนี้ แถมยังเป็นเจ้ากรมยุติธรรม แค่เรื่องสัญญาฉบับเล็กๆของวังหลวง จำเป็นต้องผ่านเขามาด้วยหรือ? จริงอยู่ที่เจ้ากรมยุติธรรมดูแลเรื่องกฎหมายต่างๆ ทว่า...เขาสามารถส่งลูกน้อง รองเจ้ากรมฯ หรือคนอื่นๆมาก็ได้ ไม่มีความจำเป็นต้องมาอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้เลย
ชิงหมินคิดว่าแปลก บิดาของชิงหมินก็คิดว่าแปลกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม...ชายวัยกลางคนนั้นไม่มีความรู้ในการต่อสู้กับขุนนางระดับสูงมากนัก เขาอ่านสัญญาทั้งหมดและรู้สึกว่ามันไม่ได้มีปัญหาอะไร ดังนั้นจึงส่งให้บุตรชาย ทำท่าทางราวกับว่า ข้าตรวจสอบให้เจ้าแล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวล...
“หากเห็นด้วย เช่นนั้นข้าจะประทับตรา ส่วนคุณชายหลี่...เนื่องจากยังไม่ได้เป็นฮูหยินใหญ่สกุลหวง เช่นนั้นจะใช้ตราประทับของสกุลหวงก็ไม่ได้ เอาเป็นลงลายนิ้วมือเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน”
ผู้นำตระกูลเฉินทำงานรวดเร็วมาก เขาประทับตาของราชการทันที ขอแค่ชิงหมินพิมพ์ลายนิ้วมือ สัญญาฉบับนี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้น
“...............” หลี่ชิงหมินไม่ขยับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังคนตรงหน้านิ่ง
“คุณชายหลี่มีอันใดในใจหรือไม่? หรือว่าราคาที่ข้าใส่มาให้นั้นไม่ถูกต้อง ท่านต้องการขายให้พระราชวังในราคาเท่าไรหรือ? หากท่านวางแผนที่จะขึ้นราคา เช่นนั้นข้าอาจจะต้องพาขุนนางที่ดูแลเกี่ยวกับการค้าขายเพื่อมาเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง” เจ้ากรมยุติธรรมแสดงออกว่าเขาไม่ได้รีบร้อนอะไร
ซึ่งชิงหมินเองก็พยักหน้าตอบกลับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มจางๆเช่นกัน
“สัญญาฉบับเล็กๆนี้ ต้องรบกวนท่านเจ้ากรมฯ ผู้น้อยย่อมต้องนึกประหลาดใจอยู่บ้าง”
“สัญญาฉบับเล็กๆหรือ? นี่เป็นเพราะข้าได้รับพระบัญชามาจากองค์จักรพรรดิโดยตรง พระองค์สอบถามเกี่ยวกับเรื่องชามาเมื่อสองวันก่อน ทรงร้อนพระทัยด้วยคิดว่าอาจจะไม่ได้รับชาในปีหน้าตามกำหนด”
“โอ้ เป็นพระมหากรุณาธิคุณจริงๆที่องค์จักรพรรดิทรงพอพระทัยชาของผู้น้อยเช่นนี้ เรื่องสัญญาฉบับใหม่ ข้าไม่ได้มีปัญหาเลยขอรับ อีกทั้งวันส่งมอบสินค้ายังคงให้เป็นวันเดิม เพียงแต่...ถ้าเป็นไปได้ ผู้น้อยอยากจะทำสัญญาหลังจากที่ได้กลายเป็นฮูหยินสกุลหวงแล้ว ไม่ทราบว่าท่านเจ้ากรมฯ มีความคิดเห็นเป็นอย่างไรขอรับ”
ในเมื่อไม่ต้องการแสดงเจตนาที่แท้จริงของตนเองออกมา เช่นนั้นหลี่ชิงหมินก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปเปิดโปงเขา ในฐานะเจ้ากรมยุติธรรมที่ยิ่งใหญ่ คนตัวเล็กๆเช่นเขาจะกล้ามีปัญหาด้วยได้อย่างไร ทว่า...สำหรับเรื่องการทำสัญญาซื้อขายชาเช่นนี้ สมควรให้คนที่จะต้องแบกรับความเดือดร้อนในอนาคตมีส่วนการตัดสินใจด้วย
“หรือว่าคุณชายหลี่ไม่ไว้วางใจอย่างนั้นหรือ? กลัวว่าสัญญาจะมีปัญหา?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่เช่นนั้นหรอกขอรับ ผู้น้อยเพียงกังวลว่าจะมีปัญหากับสามีในอนาคตเท่านั้นเองขอรับ หากว่าสามีของข้าในอนาคตมอบหมายงานมากมายในสกุลหวงให้จนข้าไม่มีเวลาที่จะทำชาออกมาจำนวนมาก เช่นนั้นจึงต้องให้เขารับรู้และมีส่วนในการตัดสินใจร่วมกัน”
“โอ้ เช่นนั้นคุณชายหลี่กำลังจะบอกว่าชาโม่ลี่ฮวาพิเศษนี้ บางทีอาจจะมอบให้องค์จักรพรรดิทุกปีเหมือนกับที่ทำสัญญาเอาไว้ไม่ได้แล้ว?” คนตำแหน่งสูงกว่าจับจ้องมายังร่างเล็กๆของชิงหมิน ดวงตาของเขาหรี่ลงราวกับต้องการจับผิด
“ไม่ใช่เช่นนั้นแน่นอนขอรับ ผู้น้อยเพียงกังวลเกี่ยวกับการทำชาเท่านั้น แต่สัญญาที่เคยทำเอาไว้อยู่แล้วย่อมต้องส่งมอบให้ทันกำหนดการอย่างแน่นอน...” หลี่ชิงหมินยิ้มออกมา
“สัญญาฉบับที่สกุลหลี่เคยทำเอาไว้ยังไม่ถูกยกเลิก แม้ว่าบิดาของผู้น้อยจะไปแจ้งความประสงค์ต่อทางการแล้ว ทว่ากลับเป็นเพียงความประสงค์ที่ต้องการขอถอนตัวออกจากการเป็นขุนนางระดับกลางให้กลายเป็นขุนนางระดับต่ำเหมือนเดิม เนื่องจากความกังวลที่ว่าบุตรชายผู้ทำผงชาอาจจะไม่มีชีวิตอยู่....”
“หากผู้น้อยไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็คงไม่เป็นอันใด สุดท้ายแล้วคนตายไม่อาจปลุกขึ้นมารับความผิดได้ อีกทั้งตามกฎหมายของอาณาจักรแล้ว เมื่อคนตายไปแล้ว สัญญาทุกฉบับที่ทำไปก็ไม่มีความหมายอีก ดังนั้นสัญญานี้จึงถือว่าสมบูรณ์ในขณะที่ทุกคนไม่รู้ว่าข้าเป็นหรือตาย”
“ทว่า....สัญญาฉบับนี้กลับไม่ได้ถูกยกเลิก เมื่อผู้น้อยยังไม่ตาย สัญญานี้ย่อมยังคงอยู่ หากให้ผู้น้อยทำสัญญาขึ้นมาอีกฉบับในฐานะฮูหยินใหญ่ของสกุลหวง เท่ากับว่าผู้น้อยต้องทำสัญญาทั้งสองฉบับนี้ให้สำเร็จ”
“ด้วยจำนวนชาในปริมาณที่สูงมากขนาดนั้น ผู้น้อยไม่กล้ารับปากจริงๆขอรับ หากเป็นจำนวนผงชาที่รับปากเอาไว้ในคราแรก ข้ายังพอที่จะใช้เวลาส่วนตัวของตนเองเพื่อทำผงชาขึ้นมาได้ หวังว่าท่านเจ้ากรมฯ จะเมตตาขอรับ”
หลี่ชิงหมินอธิบายความคิดของตนเอง เขารับรู้ว่าท่านเจ้ากรมยุติธรรมซึ่งมีฐานะเป็นท่านตาขององค์ชายสามมาที่นี่เพื่อสร้างปัญหาแน่นอน อีกฝ่ายหยิบยกเรื่องผงชาโม่ลี่ฮวาขึ้นมาเป็นประเด็น นี่ก็เหมือนกับล่อให้เขาตกหลุมพราง ถ้าชิงหมินทำสัญญาไปอย่างใสซื่อและไม่คิดให้รอบคอบ วันนี้วันพรุ่งนี้อาจจะยังไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อไรก็ตามที่ท่านเจ้ากรมฯ ต้องการใช้งานเขา อีกฝ่ายจะต้องใช้สัญญาฉบับนี้มาสร้างปัญหาแน่
คนไม่ได้วางกรอบอยู่เพียง “หลี่ชิงหมิน” แต่ยังวางกับดักชิ้นใหญ่ให้กับสกุลหวงด้วย ถ้าแต่งหลี่ชิงหมินที่มีปัญหาติดตัวเข้าไปในจวนสกุลหวง เช่นนั้นก็ต้องรับปัญหาที่ติดหลังเขาไปด้วย การทำสัญญาก่อนที่จะแต่งงาน อ้างอิงได้ว่าคนที่แต่งงานกับเขาสมควรรู้ว่าเขามีปัญหาตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว ทั้งยังสามารถยอมรับได้ เช่นนั้น...ในอนาคต ก็ต้องร่วมกันรับผิด
ไม่ใช่แค่ทางหวงซีเฉิงเท่านั้นที่ต้องรับปัญหาจากหลี่ชิงหมิน ทว่าหลี่ชิงหมินเอง เมื่อแต่งเข้าจวนสกุลหวงก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันกับเขาด้วย
หากสกุลหวงถูกประกาศว่าเป็นกบฏ คนที่ต้องตายไม่ใช่หวงซีเฉิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกคนในจวน และเขาที่แต่งเข้าเป็นภรรยาด้วย
เจ้ากรมยุติธรรมที่มาที่นี่เวลานี้นับว่าฉลาดไม่น้อย ทว่า...เขาไม่ได้ประเมินหลี่ชิงหมินสูงนัก เพียงไล่เก็บหมากที่เห็นว่าใช้งานได้ไปเรื่อยๆ วันหนึ่งอาจจะได้ใช้สัญญาเล็กๆน้อยๆนี้มากดดันตระกูลหวงก็ได้
และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาใช้ความรู้ความเข้าใจในกฎหมายเพื่อจัดการกับคนอื่น หลายคนรู้ทันความคิดของเขาเหมือนกับหลี่ชิงหมิน ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
เจ้ากรมยุติธรรมจึงได้แสร้งทำเป็นอ่านทวนเอกสารที่ตนเองนำมาอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“นี่เป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่จริงๆดังที่คุณชายหลี่พูด เช่นนั้น...รอจนกว่าท่านจะแต่งเข้าสกุลหวงแล้วค่อยมาพูดคุยเรื่องนี้กันใหม่ แต่สัญญาฉบับเดิม ในเมื่ออ่านแล้วว่ายังตีความถึงการรับปากการส่งมอบชาโม่ลี่ฮวาพิเศษอยู่ ข้าจะนำความทูลต่อองค์จักรพรรดิเพื่อให้ทรงวางพระทัย”
“ขอบคุณท่านเจ้ากรมฯ ขอรับ” หลี่ชิงหมินตอบกลับ ทั้งสองคนพยักหน้าให้กันเหมือนว่าพูดคุยจบกันด้วยดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว สายตาของพวกเขากำลังลองเชิงกันมากกว่า!!
……………………………….