“ซูเฉียว หยุดเดี๋ยวนี้นะ! แกกล้าทำกิริยาแบบนี้ตอนคุยกับฉันเหรอ?!” ซูเหล่ยเพิ่งเคยถูกซูเฉียวมองข้ามหัวอย่างเปิดเผยแบบนี้เป็ครั้งแรก อารมณ์จึงขาดผึงทันทีก่อนจะแผดเสียงใส่หล่อนอย่างเหลืออด
ซูเฉียวยกมุมปาก คิดว่าคำพูดของหล่อนเป็เพียงเื่เหลวไหลทั้งสิ้น
“นางสารเลว!” ซูเหล่ยเห็นร่างของซูเฉียวหายไปในบันได จึงกระทืบเท้าสาปแช่งเสียงต่ำ
เซี่ยชิงอวี่ได้ยินซูเหล่ยพูดคำหยาบ ก็มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ซูเหล่ยนั้นเป็คนน่าเอ็นดูรู้จักคิดรู้จักทำมาตลอด ั้แ่เล็กจนโตไม่เคยทำให้เธอต้องกังวลใจ ลูกสาวของเธอกลายเป็คนแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน การพูดนินทาลับหลังผู้อื่นและพูดจาคำหยาบคายนั้นไม่ใช่สิ่งที่กุลสตรีพึงกระทำเลย
ซูเหล่ยหันตัวกลับมาจึงรู้ว่าเซี่ยชิงอวี่ยืนอยู่ข้างหลัง เธอใเสียจนหัวใจแทบหยุดเต้น “แม่...แม่ยังไม่นอนเหรอคะ...”
เซี่ยชิงอวี่เกิดในตระกูลที่สืบทอดความรู้วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม จึงให้ความสำคัญกับความรู้คุณธรรมของตนเป็อย่างมาก คำพูดพวกนั้นที่เธอได้ยินเข้า เห็นทีจะต้องกล่าวว่าตักเตือนเสียแล้ว แม้ว่าพวกเธอจะเป็แม่ลูกกัน แต่ว่าในบางเื่ เซี่ยชิงอวี่จะให้ท้ายลูกไม่ได้เด็ดขาด
“เหลยเหล่ย ่นี้ลูกทำตัวแปลกไปนะ แม่ไม่อยากให้มีครั้งต่อไป” เซี่ยชิงอวี่มองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยออกไป
“หนูผิดไปแล้วค่ะ หนูสัญญาว่าจะไม่มีครั้งต่อไป” ซูเหล่ยผลุบตาลงต่ำ มือทั้งคู่ประสานกันอย่างกังวลใจ
“เงยหน้าขึ้นมา อกผายไหล่ผึ่ง ดูสภาพลูกสิ ไม่มีความเป็กุลสตรีของตระกูลใหญ่โตเลย!” เซี่ยชิงอวี่มองหล่อนแล้วก็ยิ่งรู้สึกผิดหวังมากขึ้น
ซูเหล่ยหน้าซีด จำใจต้องกัดฟันเงยหน้าขึ้นมา
ท้ายที่สุดเซี่ยชิงอวี่ก็ไม่สามารถฝืนทนดุด่าเธอได้อีกต่อไป จึงคลายสีหน้าลงแล้วพูดว่า “อย่าตำหนิแม่เลย ที่แม่เคร่งครัดกับลูกก็เพื่อตัวลูกเองด้วย ในอนาคตลูกต้องแต่งงานออกเรือนไปอยู่ตระกูลเจียง และยังเป็ว่าที่คุณนายใหญ่ของตระกูลเจียงด้วย ลูกจะใจเล็กใจแคบแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!”
“ค่ะ หนูทราบแล้วค่ะ” ซูเหล่ยรู้ว่าเซี่ยชิงอวี่ทำเพื่อเธอ แต่การตำหนิติเตียนเธอตรงระเบียงทางเดินโดยไม่ไว้หน้าเธอเช่นนี้ มันก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความขุ่นเคืองขึ้นในใจ
“เอาล่ะ กลับห้องเสียเถอะ” เซี่ยชิงอวี่พูดพลางตบไหล่หล่อนเบาๆ
ซูเหล่ยพยักหน้าแล้วหมุนตัวเข้าห้องไป
ซูเฉียวหาขนมปังหนึ่งห่อและชงนมหนึ่งแก้วในห้องครัว เมื่อกินดื่มจนอิ่มแล้วก็เตรียมพร้อมขึ้นไปนอน แต่พลันเห็นเซี่ยชิงอวี่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกราวกับมีเื่อยากจะคุยกับเธอ
ทันใดนั้น เซี่ยชิงอวี่ก็เอ่ยปาก “พรุ่งนี้เราเชิญคนตระกูลเจียงมาทานอาหาร เธอรู้ใช่ไหมว่าต้องทำอะไร”
ซูเฉียวยักไหล่แล้วตอบว่า “ฉันไม่สนใจงานเลี้ยงอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ฉันจะหายตัวไปเอง”
เซี่ยชิงอวี่ “...”
ซูเฉียวแทบจะทำให้เธอปรี๊ดแตกทันที “เธอจะปัดความรับผิดชอบเหรอ!”
“ฉันยังยืนยันคำเดิม ถ้าฉันทำ ฉันไม่มีทางปฏิเสธเด็ดขาด แต่ถ้าจะให้ฉันยอมรับข้อหาที่ถูกกุขึ้น ก็ขออภัยที่ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้” ซูเฉียวพูดทิ้งไว้หนึ่งประโยคแล้วเดินจากไป
เซี่ยชิงอวี่ลุกขึ้นแล้วตะคอกอย่างเ็า “ถ้าไม่ใช่เธอทำ แล้วเขาจะวางยาในแก้วของตัวเองหรือไง?!”
ซูเฉียวชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมาอย่างช้าๆ “ก็ไม่แน่”
จริงๆ แล้ว ยาแบบนั้นไม่ใช่จะหาซื้อกันได้ตามใจอยาก และเจียงเส่าจัวหนุ่มเพลย์บอยนั่นก็เป็คนคบค้าสมาคม เข้าออกสถานที่มากมาย มีอะไรที่คนกว้างขวางเช่นนั้นจะไม่มีด้วยเหรอ ถ้าอยากจะได้ของแบบนั้น เขาทำได้ง่ายกว่าเธอเป็ไหนๆ
ฉะนั้น ถ้าคิดจะใส่ร้ายกัน ก็น่าจะใช้แผนที่เหนือชั้นกว่านี้
เซี่ยชิงอวี่เห็นมุมปากที่ยกขึ้นแฝงรอยยิ้มเหยียดหยันนั้นก็พลันตะลึงงัน ให้ตายสิ ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกนั่นมันกลับมาอีกแล้ว!
“เธอคิดว่าคนอื่นจะเชื่อคำพูดพวกนี้เหรอ” เซี่ยชิงอวี่สูดหายใจลึก พยายามอย่างมากที่จะสะบัดความคิดที่ถูกครอบงำอยู่ในหัวให้หลุดออกไป
ซูเฉียวยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแล้วตอบ “ก็แล้วแต่พวกคุณจะคิด!”
“ซูเฉียว เธอ!” เซี่ยชิงอวี่เห็นท่าทางลูกสาวต่างสายเืคนนี้ ทำให้นี่เป็ครั้งแรกที่เธอไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้จนโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ
ซูเฉียวเบือนสายตากลับมาแล้วเดินไปทางบันไดอย่างช้าๆ
พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า เธอี้เีเสียเวลากับคนพวกนี้
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น เหล่าคนรับใช้ก็เริ่มยุ่งกันั้แ่เช้า ทั้งทำความสะอาดและเตรียมอาหาร จนกระทั่งเจ็ดโมงครึ่ง คนในครอบครัวก็มาพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหารอย่างตรงเวลา
“ทำไมไม่เห็นยายหนูซูเฉียวล่ะ” เ้าพ่อซูกวาดตามองคนรอบโต๊ะแล้วขมวดคิ้วถาม
ซูเหล่ยรินน้ำชาส่งให้เ้าพ่อซูด้วยตัวเองหวังเอาอกเอาใจ พร้อมแสร้งทำเป็พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “น่าจะยังไม่ตื่นนะคะ...อันที่จริง เมื่อคืนกว่าเธอจะกลับมาก็สี่ทุ่มกว่าแล้วค่ะ...”
เซี่ยชิงอวี่และซูอีิมองหน้ากัน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เพราะว่าพวกเขาก็คิดเหมือนกัน
“ตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว ยังนอนอยู่อีกเหรอ! ไม่คิดสนใจกฎระเบียบประเพณีบ้างเลย!” ในฐานะคนเป็พ่อ ซูอีิหน้าเสียเล็กน้อย “ป้ากุ้ย ขึ้นไปปลุกเธอซิ!”
ป้ากุ้ยชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจึงตอบตะกุกตะกัก “คือว่า...คุณหนูรองออกไปข้างนอกแล้วค่ะ...”
“ออกไปแล้วเหรอ ใครอนุญาต!” ซูอีิได้ยินดังนั้น ความโกรธก็ยิ่งทวีคูณ
เด็กคนนี้ ชักจะเมินเขามากขึ้นทุกวัน!
ซูเหล่ยฉวยโอกาสพูดแทรก “วันนี้เราเชิญคนตระกูลเจียงมา ก็เพื่อสะสางเื่ราวระหว่างสองตระกูลและขอโทษขอขมาพวกเขา...ซูเฉียวออกไปแบบนี้ จะจบเื่ได้ยังไงกันคะ...”
“นางสารเลว!” เมื่อซูอีิได้ยินดังนั้นก็โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ
แต่ทว่า เ้าพ่อซูกลับจ้องมองลูกชายอย่างไม่พอใจแล้วพูดว่า “ขอโทษอะไรกัน! เื่ยังไม่ทันชัดแจ้งก็รีบด่วนสรุป โยนความผิดให้คนของตัวเองเสียแล้ว! พวกเราคนตระกูลซูรังแกคนอื่นเก่งขนาดนั้นเลยหรืออย่างไร?!”
“คุณปู่คะ...ตอนนั้นมีคนเห็นเยอะแยะ...” ซูเหล่ยเห็นท่านปู่พูดปกป้องเข้าข้างซูเฉียว ในใจก็รู้สึกแย่ อดไม่ไหวที่จะโต้ตอบออกไป
“เหลยเหล่ย!” เซี่ยชิงอวี่ะโเสียงต่ำออกมาอย่างไม่พอใจ
ซูเหล่ยปิดปากสนิทและก้มหัวลงต่ำราวกับน้อยใจยกใหญ่
“พ่อครับ ความจริงก็อยู่ตรงหน้า ทำไมพ่อยัง...” เมื่อเห็นลูกสาวสุดที่รักน้อยใจ ซูอีิจึงออกโรงปกป้องทันที
เ้าพ่อซูจ้องเขม็งไปยังลูกชายที่ไม่ได้เื่คนนี้แล้วพูดอย่างเ็าว่า “แกนั่นแหละที่สมองเลอะเลือน! ถึงแกจะไม่อยากเห็นยายซูเฉียวนั่น แต่หล่อนก็เป็คนของตระกูลซู เป็เืเนื้อเชื้อไขของแก! ถ้ายอมรับว่าหล่อนผิดก็เท่ากับยอมรับความไร้น้ำยาของฉันซูจื่อเซียวที่ไม่อบรมสั่งสอนหลานสาวให้ดี! คราวหน้าถ้าจะพูดอะไร แกก็ควรจะนึกถึงฉันให้ดีเสียก่อน!”
ณ ห้องหนังสือ
“พ่อครับ พ่อปกป้องซูเฉียวเกินไปแล้วนะครับ!” ซูอีิเงียบอยู่พักใหญ่ แล้วจึงะเิความไม่พอใจข้างในออกมา
เ้าพ่อซูเหลือบมองลูกชายที่ไม่เป็โล้เป็พายคนนี้แล้วเอ่ยขึ้น “ทำไม แกคิดว่าฉันทำผิดหรือไง”
ซูอีิรู้สึกหวาดกลัวกับสายตาที่ท่านพ่อจ้องมองมา จึงจำใจหลบสายตาลงอย่างจำยอม
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb