ความจริงที่ปรากฏ
ฉันเริ่มหาข้อมูลและออกเดินทางไปเสาะหาของขลังตามสถานที่ต่างๆที่หาข้อมูลมาได้จากกลุ่มเฟซบุ้ก มีผู้คนที่ชื่นชอบเรื่องแบบเดียวกันมารวมตัวพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม ฉันตะเวนตามหาหมอผี ร่างทรงที่เล่นไสยศาสตร์และเกจิอาจารย์ดังๆ ฉันต้องการของหลายอย่างและที่สำคัญมันต้องศักดิ์สิทธิ์จริงเมริษาโทรมาหาฉัน เธอชวนฉันกับตะวันไปร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องใหม่ของจันทร์จิรา มีสื่อมวลชนสำนักข่าวดังๆ มาร่วมทำข่าวเป็นจำนวนมาก ตอนนี้จันทร์จิราคือดาราที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆในวงการ ฉันและตะวันนั่งอยู่ในรถลีมูซีนหรูของเธอ มันหรูหราและใหญ่โตมาก ฉันคิดว่ารถของตะวันหรูและดูแพงแล้วนะยังทาบไม่ติดกับคันนี้เลย รถหรูค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านเข้าไปช้าๆ ช่างภาพต่างถือกล้องถ่ายรูปพร้อมลั่นชัตเตอร์ทันทีที่เจ้าของรถเดินลงไป ทันทีที่รถจอดสนิท เมริษาก็เปิดประตูลงไปปรากฎตัวต่อหน้าฝูงชนที่อยู่ภายในงาน “นั่นใครน่ะ สวยจัง” คนภายในงานกระซิบ “เฮ้ๆ นั่นมัน เมริษาไม่ใช่เหรอ” ใครบางคนตะโกนขึ้นมา “เธอมีข่าวโดนสาดน้ำกรดเสียโฉมไปแล้วไม่ใช่เหรอ” “บ้าน่า ก็ดูเธอสิสวยไม่เปลี่ยนเลย ข่าวปลอมล่ะมั้ง” “เมริษาๆๆ พวกเราคิดถึงคุณ” แฟนๆที่เคยชื่นชอบต่างพากันร้องเรียกเมื่อเห็นเธอ เสียงตะโกนเรียกชื่อเธอดังไปทั่วงาน เธอเดินโบกมือไปยังสถานที่จัดงาน ช่างภาพต่างพากันลั่นเสียงชัตเตอร์ดังรัวตลอดเวลาทุกอากัปกิริยาที่เธอเยื้องย่าง เธอสวยและสง่าราวกับเจ้าหญิง ตะวันพาฉันเดินหลบออกมาจากตรงนั้นและเดินมาจนถึงพื้นที่แถลงข่าว ชายหญิงคู่หนึ่งยืนให้ช่างภาพถ่ายรูป เธอคือจันทร์จิราและปริญดาราหนุ่มพระเอกของหนังเรื่องนี้และเป็นคนรักของจันทร์จิราด้วย ทั้งคู่โอบกอดกันและโพสท่าถ่ายรูป เมริษาเดินเข้ามาถึง เธออยู่ในชุดเดรสสีดำดูเรียบแต่หรู เธอแต่งหน้าสวยราวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ ร่างระหงบนรองเท้าส้นสูงย่างกรายเข้ามาอย่างงดงาม “เมริษา” นักข่าวคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา ทำให้ช่างภาพนับร้อยกรูกันเข้ามาถ่ายรูปเธอไม่หยุด จันทร์จิราที่ยืนอยู่ถึงกับหน้าถอดสี เธอตกใจที่เห็นเมริษาเดินเข้ามา นักข่าวต่างเปลี่ยนมารุมล้อมเมริษา ไมโครโฟนทุกตัวเปลี่ยนมาสัมภาษณ์เธอ “คุณเมริษา วันนี้คุณสวยมาก คุณพร้อมกลับเข้าวงการแล้วใช่ไหม” “คุณไปทำศัลยกรรมที่ไหนมา ใบหน้าของคุณหายดีแล้ว” “เราขอสัมภาษณ์คุณสักหน่อยได้ไหม” เมริษายิ้มและพูดออกมา “ได้แน่นอนค่ะ แต่ก่อนที่ฉันจะตอบคำถาม ฉันมีเรื่องที่จะคุยกับผู้หญิงบนเวทีก่อน ขอตัวนะคะ” เธอเดินตรงไปยังจันทร์จิรา และเผชิญหน้าอย่างไม่หลบตา “ฉันแค่อยากถามว่า เธอทำแบบนั้นกับฉันทำไม จันทร์จิรา” เมริษายื่นหน้าไปกระซิบที่ข้างหูของอีกฝ่าย จันทร์จิราเป็นนักแสดง เธอเสแสร้งพูดว่า “เมริษาฉันดีใจมากที่ได้เจอเธอ เธอหายดีแล้วใช่ไหม ฉันดีใจมากเลย รู้ไหมฉันเป็นห่วงเธอมาตลอดนะเพื่อนรัก” จันทร์จิราโอบกอดแต่เมริษาสะบัดตัวออก “คนอย่างเธอไม่ใช่เพื่อนของฉัน คนที่แย่งทุกอย่างไปจากฉันและคิดจะฆ่าฉันด้วยสารพิษ ฉันไม่นับว่าเป็นเพื่อน” เมริษาพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา “สารพิษ” นักข่าวตะโกนออกมาเสียงดัง จันทร์จิราอึ้งเพราะไม่คิดว่าเมริษาจะรู้เรื่องนี้ “เมริษาเธอเป็นอะไร เธอคงจะเจอเรื่องเลวร้ายมามากสินะ แต่ฉันไม่ได้ทำอะไรเธอนะ” จันทร์จิรา เสแสร้งแกล้งทำ เมริษาหัวเราะออกมา “หึๆ เธอคิดว่าเธอจะหลอกทุกคนได้อีกต่อไปเหรอ เธอมันเป็นพวกเหม็นเน่า เอาไว้ไปแก้ตัวกับตำรวจเองก็แล้วกัน” จบคำพูด ตำรวจสองนายก็เดินเข้ามาและบอกกับจันทร์จิราว่า “ผมขอจับกุมคุณ ทางเรามีพยานหลักฐานว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้สารพิษกับคุณเมริษา โปรดไปที่สถานีตำรวจเพื่อให้ปากคำครับ” จันทร์จิราถูกนำตัวไปสถานีตำรวจ ปริญคนรักของเธอรับไม่ได้กับความโหดเหี้ยมของเธอ เขาผิดหวัง “คุณเหี้ยมโหดมากจันทร์จิรา เราคงต้องเลิกกัน” เขาพูดอย่างเจ็บแค้น ฉันที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างลุ้นระทึก การเชือดเฉือนฟาดฟันนี้คือของจริง ไม่ใช่ละครที่ฉันเคยดูในโทรทัศน์ เมริษาภายนอกเธอดูเป็นคนสวยแต่จิตใจเธอเข้มแข็งเด็ดขาดมากนัก แต่แล้วจู่ๆฉันก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง ฉันเห็นเด็กคนหนึ่งอยู่ใกล้ๆจันทร์จิรา แต่เด็กคนนั้นแต่งชุดไทยโบราณ ไว้ผมมัดจุก ดวงตาของเด็กคนนั้นแดงก่ำราวกับไม่ใช่มนุษย์ แล้วเด็กคนนั้นหายวับขึ้นไปอยู่บนเสาสปอร์ทไลท์ “กุมารทอง” ฉันพูดเบาๆ ฉันก็เคยได้ยินมานะว่าพวกคนที่มีชื่อเสียงชอบเลี้ยงกุมารเพื่อเอาไว้ส่งเสริมการงานและคอยช่วยเหลือด้านไสยศาสตร์ ฉันไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์ออกมาและไลฟ์สดทันทีอย่างเป็นอัตโนมัติ ฉันจั่วหัวไลฟ์สดว่า “ผีกุมารทองโผล่กลางงานเปิดตัวหนังดัง” เพียงไม่นานผู้ชมของฉันก็เริ่มเข้ามา (ดีนะที่ฉันตั้งเตือนการไลฟ์สดช่องนี้เอาไว้ เลยเข้ามาดูได้ทัน) (นี่เธอจะไลฟ์สดกลางวันแสกๆเลยเหรอ ฉีกกฎทุกวงการล่าท้าผี) (นี่มันในงานเปิดตัวหนังของดาราที่ชื่อจันทร์จิรานี่ ฉันเพิ่งดูถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์มาเมื่อกี้เอง ตำรวจบุกมาจับจันทร์จิราใช่ไหม แต่เขาตัดสัญญาณภาพไปแล้ว) (นั่นมันเมริษาไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอหน้าตาสวยอยู่เลย สวยกว่าเดิมด้วยนะ ไหนข่าวว่าเธอเสียโฉม) ฉันบอกผู้ชมของฉันว่า “ฉันไม่ได้มาไลฟ์งานภาพยนตร์หรือแถลงจับกุมผู้ร้ายนะ ทุกคนดูว่าเห็นหรือไม่ ที่นี่มีวิญญาณ” ฉันชี้ไปที่บนไฟสปอร์ทไลท์ที่อยู่บนยอดเสา “ไม่รู้ว่าพวกคุณจะเห็นหรือไม่” ยังไม่ทันจะอธิบายต่อ ช่องแชทของฉันก็เริ่มสนทนากัน (นั่นมันกุมารใช่มั้ย ใส่ชุดไทยไว้ผมจุก เกาะอยู่บนไฟสปอร์ทไลท์) (กุมารต้องมีคนเลี้ยง แล้วมันเป็นของใคร) (อย่าบอกนะว่าจันทร์จิราเลี้ยงกุมาร) (ฉันก็เคยได้ยินข่าวนะว่าเธอเล่นของ) ฉันรู้สึกแปลกใจ ในงานนั้นไม่มีใครมองเห็น แต่ในช่องไลฟ์สดของฉันทำไมผู้ชมมองเห็นได้ ตำรวจพาตัวจันทร์จิราเดินผ่านใต้เสาไฟนั้น ฉันรีบตะโกนบอกทันที “ระวัง!!” ฉันตะโกนอย่างลืมตัว ดวงไฟสปอร์ทไลท์นั้นหล่นลงมาเฉียดตำรวจทั้งสองคนนั้นไปเพียงแค่คืบเดียว จันทร์จิราฉวยโอกาสนี้ผลักตำรวจจนเสียหลัก แล้วเธอก็วิ่งหนีออกไป กุมารตัวนั้นกรีดร้องใส่ มันดูน่ากลัวมาก “อย่าตามไป” ฉันร้องห้ามตำรวจสองคนนั้นฉันรีบวิ่งตรงไปและหยิบเอาข้าวสารเสกที่ฉันเพิ่งไปบูชามาจากหมอผีคนหนึ่งตอนที่ฉันเสาะหาเครื่องรางของขลัง ฉันโปรยข้าวสารเสกนั้นไปที่กุมารตนนั้น มันกรีดร้องออกมาและปรากฏควันดำลอยฟุ้ง ทุกคนในงานต่างพากันวิ่งหนีโกลาหล ผู้ชมไลฟ์สดของฉันเห็นเหตุการณ์นั้น (เธอจัดการผีได้เพียงพริบตาเดียว) (เพียงไม่นานพลังของเธอก็แก่กล้าขึ้นมากเลย) (กุมารตนนี้ จันทร์จิราเป็นคนเลี้ยงเอาไว้แน่นอน เพราะมันช่วยเธอ) กุมารตนนั้นยังไม่สิ้นฤทธิ์ มันกรีดร้องและหนีไป ตะวันวิ่งมาหาฉันพร้อมสายสิญจน์ “คุณเห็นไหมตะวัน” ฉันถาม “เห็นๆๆ แต่ผมใช้สายสิญจน์ที่คุณให้ไว้จับมันไม่ทัน” ฉันหยิบกริชอาคมออกมา จากนั้นก็วิ่งตามกุมารตนนั้นไปและใช้กริชแทงไปที่กุมารตนนั้น แสงแปลบปลาบจากปลายกริชของฉันพุ่งออกมาส่องสว่างไปทั่วบริเวณ