ที่หน้าร้านค้าตระกูลหลิวนั้นนับว่าหนาแน่นเป็พิเศษ จนเหล่าพนักงานทั้งสาวสวยหนุ่มหล่อ ต้องออกมาช่วยจัดการเหล่าลูกค้าพิเศษเหล่านี้ โดยได้ทำการประกาศแจ้งไปว่า สิ้นค้าจำพวกแหวนยันต์หยกเก็บของนั้นมีจำนวนจำกัด โดยมีชนิด 1 ช่องเก็บของ 100 วง ชนิด 3 ช่องเก็บของ 20 วง ลูกค้าที่้าซื้อแหวนช่องเก็บของที่ไม่สามารถซื้อได้ในวันนี้ สามารถลงชื่อจับจองสั่งซื้อแหวนยันต์หยกไว้ล่วงหน้าได้ โดยต้องมัดจำเงินครึ่งราคา เมื่อสินค้ามีแล้วจะทำการจัดส่งให้ถึงบ้านของลูกค้า พร้อมเก็บเงินคงค้างที่เหลือ เมื่อเหล่าลูกค้าผู้มีเกียรติเหล่านี้รู้ก็เบาใจลงและลงชื่อจับจองแหวนวิเศษทันที โดยคนส่วนมากเลือกที่จะสั่งซื้อชนิด 3 ช่องเก็บของ ถึงราคาจะสูง 5 ตำลึงทองก็นับว่าคุ้มค่า เพราะ 1 ช่องเก็บของ จะมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากล่องขนาด กว้าง ยาว สูง 3 เชียะ //(ประมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร)
ยิ่งขนาด 3 ช่องด้วยแล้วสามารถเก็บของได้มากมายกว่า เมื่อเหล่าลูกค้าพูดคุยก็ยิ่งทราบข้อมูลเชิงลึกขึ้นไปอีก ในการประมูลรอบแรกของโรงประมูลัทองที่จะถึงนี้ นอกจากสุราเหมยฮัว 1 ขวดแล้ว ยังมีแหวนยันต์หยกเก็บของขนาด 5 ช่อง ที่จะทำการประมูลในทุก 1 เดือน จำนวน 1 วง และขนาด 10 ช่อง 1 วง ในทุก 6 เดือน และขนาด 20 ช่อง 1 วง ในทุก 1 ปี ซึ่งแหวนเหล่านี้จะมีมาประมูลในโรงประมูลัทองเท่านั้น ซึ่งในรอบแรกของการประมูลจะมีพวกมันอยู่ โดยสินค้าพวกนี้จะไม่มีขายในร้านค้าหลิวแน่นอน
นอกจากนี้ในวันประมูลรอบแรกนั้นยังมีอาวุธคุณภาพสูงกว่าที่ทางร้านค้าหลิวจำหน่ายอีก โดยอาวุธที่ทางร้านค้าหลิวขายนั้นจะมีเพียงระดับพิภพถึงระดับเมฆา แต่ที่โรงประมูลจะมีอาวุธระดับนภาขั้นต่ำไปถึงนภาขั้นสูงด้วย ซึ่งในการประมูลรอบแรกนี้จะเป็ดาบ เดือนถัดไปเป็กระบี่ จากนั้นก็จะเป็ประเภทอื่น ๆ วนไปจนกลับมาถึงดาบอีกครั้ง ซึ่งจะมีเพียง อย่างละ 1 เล่มเท่านั้น เมื่อข่าวโรงประมูลกระจายออกไป ได้สร้างความสนใจของผู้คนที่มาในงานเลี้ยงตลอดจนคนอื่น ๆ ในเมืองหลวงและเมืองใกล้เคียงที่ได้ข่าวลือมา
ในส่วนกิจการที่ผู้คนหนาแน่นรองลงมาคือ เหลาอาหารและโรงเตี๊ยม โดยเฉพาะเหลาอาหารนั้นมีผู้คนจับจองนั่งโต๊ะอยู่เต็มไปหมด จนต้องตั้งแถวเข้าคิวเพื่อจะได้กินอาหารในเหลาและโรงเตี๊ยมของตระกูลหลิว ในส่วนของโรงเตี๊ยมนั้นมีห้องพักที่สะอาดสวยงามอยู่อีก 20 ห้อง ชั้นละ 10 ห้อง มี 3 ชั้น โดนชั้นล่างเป็ส่วนของการขายอาหาร โดยรายการอาหารนั้นมีเช่นเดียวกับของทางเหลาอาหาร หากแต่ภายในโรงเตี๊ยมนั้น 20 โต๊ะ จะมีไว้ให้กับแขกที่พักเท่านั้น อีก 30 โต๊ะที่เหลือมีไว้รองรับแขกอื่น ๆ ทางเหลาอาหารนั้นไม่ต้องพูดถึง มี 3 ชั้นเช่นกัน โดย ชั้นแรกนั้นมีโต๊ะอยู่ 50 โต๊ะ ส่วนชั้น 2 และ 3 จะแบ่งเป็ห้อง ๆ ไว้ให้ลูกค้าที่มีกำลังจ่ายไหวและ้าความเป็ส่วนตัว นอกจากนั้นในส่วนกลางของเหลาอาหารยังมีเวทีการแสดงต่าง ๆ ให้ลูกค้ารับชมเพิ่มบรรกาศในการกินดื่ม ไม่นานชื่อเสียงเหลาอาหารและโรงเตี๊ยมตระกูลหลิวก็กระจ่ายไปทั่วเช่นกัน จนกลายเป็ว่าหากใคร้าจะมากินดื่มในเหลาอาหารหรือโรงเตี๊ยม จะต้องจับจองโต๊ะล่วงหน้าเป็เดือน
นอกจากนี้ในส่วนร้านโอสถและสมุนไพรนั้นก็ไม่น้อยหน้า โอสถชนิดใหม่ถูกนำออกมาขายในราคาไม่แพงและมีสรรพคุณดีกว่าตัวยาสูตรเดิม โดยเฉพาะสมุนไพรหน้าตาแปลกประหลาดเหลานี้ ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อน แต่เมื่อได้ยินถึงสรรพคุณแล้วพวกเขาก็ต้องใ จนต้องจับจองซื้อไปเก็บไว้ในเรือนของพวกตน อีกทั้งโรงหมอที่อยู่ติดกันยังมีศิษย์หลานของท่านนักปราณช์บูรพาผู้มีชื่อเสียงอีกคนด้วย และที่สำคัญหมอฝังเข็มคนนี้ยังเป็บุตรชายของ หมอชื่อดังแห่งแคว้นมู่ที่อยู่อีกฝากของทวีป ในการวินิจฉัยและรักษานั้นเห็นผลแทบจะทันที ถึงอย่างนั้นโรงหมอแห่งนี้จะเปิดเพียงวันละ 2 ชั่วยามเท่านั้น คือ 1 ชั่วยามแรกในตอนเช้าหลังพระอาทิตย์ขึ้น และ 1 ชั่วยามหลังในตอนพระอาทิตย์อยู่กลางหัว ทำให้ผู้คนต้องจับจองคิวเข้าตรวจรักษา หากอาการไม่หนักหนา ที่โรงหมอก็จำหน่ายโอสถรักษาเช่นกัน อีกทั้งเห็นผลชัดเจนเช่นเดียวกับสุราฟื้นฟูที่โด่งดัง หลังจากการเปิดกิจการผู้คนมากมายก็เห็นถึงความเป็ไปได้ที่ตระกูลหลิวนี้จะเป็ฐานอำนาจของแคว้น โดยมีฮ่องเต้แคว้นจินและอ๋องหลีเป็ผู้สนับสนุน
อีกด้านหนึ่งในท้องพระโรงของแคว้นฮั่ว
“ทูนฝ่าา กระหม่อมเห็นว่าความรู้สมุนไพรและการหลอมโอสถตลอดจนสุราฟื้นฟูนั้นไม่ควรถูกปกปิดดป็นความลับ วันนี้กระหม่อมจึงได้เขียนสูตรโอสถและจัดทำคู่มือสมุนไพรที่จำเป็ในการผลิตโอสถของกระหม่อมออกมา หวังว่าพระองค์จะเห็นคุณค่าของมันและแจกจ่ายเป็ความรู้แก่ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน เพื่อเป็เกียรติในพระเมตตา จนกลายเป็ที่สรรเสริญในพระองค์สืบไป” หลิวฟงกล่าวต่อฮ่องเต้ สร้างเสียงฮือฮาต่อเหล่าขุนนางที่มาร่วมประชุม
“ท่านหลิวฟง นี่ท่านจะยอมแจกจ่ายสูตรโอสถเหล่านี้จริงหรือ ท่านช่างประเสริฐนัก อีกทั้งยังยินดีให้ข้าเป็ผู้เผยแพร่มันออกไป ได้ข้าเห็นชอบว่าเื่นี้ควรค่าแก่การประกาศ ราชเลขา จงออกราชโองการเผยแพร่สูตรโอสถเหล่านี้ไปทั่วแคว้น ไม่สิ จงประกาศออกไปทั่วทุกแคว้นเพื่อเป็เกียรติต่อท่านหลิวฟง”
ฮ่องเต้ฮั่วเป็คนซื่อตรง ถึงหลิวฟงอยากให้ฮ่องเต้นั้นเป็ผู้ประกาศสูตร แต่พระองค์กลับไม่ยินดีนัก แต่จงใจให้หลิวฟงเป็ผู้เผยแพร่ออกไปภายใต้ราชโองการนี้ ทั้งนี้องค์ฮ่องนี้ฮั่วเองก็รู้ในคลื่นใต้น้ำที่พระอนุชาของพระองค์หวังในสูตรโอสถและสุราฟื้นฟู จนทำให้คนตระกูลหลิวอพยพออกจากแคว้นสร้างความเสียหายจากผลประโยชน์ด้านบุคคลากรที่สมควรจะเป็ของแคว้นฮั่ว ไปตกอยู่ภายใต้แคว้นจินแทน เพราะพระอนุชาของพระองค์คิดการใหญ่หวังในสูตรยาโอสถและสุราฟื้นฟู ด้วยความเป็น้องชายที่สนิทกันไหนเลยจะหักหน้าอีกฝ่ายซึ่งหน้าได้ เมื่อหลิวฟงประกาศกลางท้องพระโรงเช่นนี้ จึงนับว่าโยนเพชรทิ้งกันโจรร้ายโดยแท้
อ๋องฮั่วเมื่อได้ยินสิ่งที่หลิวฟงทูลองค์ฮ่องเต้ ก็ได้แต่ด่าอีกฝ่ายในใจ ใครจะไปคิดว่าหลิวฟงจะยอมทิ้งสูตรโอสถและสุรานี้ไป ทำให้เขาไม่สามารถที่จะบีบบังคับหลิวฟงได้อีก ทำได้แต่มองอีกฝ่ายด้วยสายตาอาฆาต แต่เวลานี้เขาไม่อาจทำอะไรอีกฝ่ายได้อีกแล้ว เพราะเวลานี้ภายใต้ราชโองการหลิวฟงเขาจะกลายเป็บุคคลสำคัญไม่ต่างจากท่านนักปราชญ์บูรพาผู้เป็อาจารย์ นับว่าพวกเขายังมีโอกาสเพราะราชโองการยังไม่ประกาศไปถึงเหล่าสาธารณชน เขาจึงสามารถเข้าควบคุมวัตถุดิบตั้งต้นได้และกักตุนเพื่อผลกำไร อย่างไรเสียถึงจะไม่ได้เป็เ้าของแม่น้ำ ก็ยังสามารถสร้างเขื่อนกักน้ำไว้ได้
แต่เมื่อยามฮ่องเต้ให้ราชเลขาอ่านสูตรโอสถยาตลอดจนกรรมวิธีการผลิตสุราฟื้นฟูออกมาให้คนในท้องพระโรงได้รับฟัง ท่านอ๋องและคนสนิทก็ได้แต่ประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ใช่ว่าพวกเขาไม่มีความรู้เื่สมุนไพร หากแต่สมุนไพรแต่ละชนิดนั้นต่างเป็ชื่อที่ไม่คุ้นเคยหรือได้ยินมาก่อน มันเป็สมุนไพรหน้าตาเช่นใดกันแน่ แม้นแต่องค์ฮ่องเต้ยังทรงตรัสถามหลิวฟงถึงชนิดสมุนไพรแต่ละชนิด ทางหลิวฟงเองก็เตรียมตัวเื่นี้เอาไว้แล้ว เขาถึงขอให้ผู้ช่วยด้านนอกถือหีบสมุนไพรแต่ละชนิดเข้ามาให้คนในท้องพระโรงได้เห็นได้ัั โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็สมุนไพรสำคัญในการผลิตสุราฟื้นฟู
“สิ่งนี้เองที่ทำให้สุราฟื้นฟูกลายเป็สิ่งวิเศษ” ฮ่องเต้อดที่จะประหลาดพระทัยกับสมุนไพรบนพระหัตถ์ไม่ได้ เพราะั้แ่เล็กจนโตมาเขาไม่เคยพบเจอพืชสมุนไพรอะไรที่แผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้มาก่อน เพียงแค่ถือก็สามารถรับรู้ถึงความพิเศษได้แล้ว
“ทูลฝ่าาหญ้าแปดเซียนนั้นนับว่าเป็สมุนไพรที่เพาะปลูกได้ไม่ยากหากแต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าสมุนไพรทั่วไป เป็เวลากว่าหลายสิบปีที่กระหม่อนต้องใช้เวลาเลี้ยงดู เพื่อมาใช้ในการผลิตสุราฟื้นฟู สมุนไพรชนิดนี้อาจารย์ของกระหม่อนเป็ผู้ค้นพบ และเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ให้กระหม่อมเมื่อนานมาแล้ว หากจำไม่ผิดท่านอาจารย์พบพวกมันที่ป่าชายแดนแคว้นฮั่วและจิน พ่ะยะค่ะ โดยทุก 1 ปี พวกมันจะแตกใบ 1 ใบ เมื่อครบ 8 ปี จะมีใบสมบูรณ์ แต่ถึงกระนั้นต้องรออีก 2 ปี จนใบแต่ละใบมีสีสันแตกต่างราวกับรุ้งกินน้ำ จึงจะสามารถนำมาใช้เป็โอสถได้”
หลิงฟงกล่าวอธิบายความเป็มาของหญ้าแปดเซียน ถึงจะเป็การเท็จทูลองค์ฮ่องเต้ แต่เพื่อให้ตระกูลหลิวรอดพ้นปลอดภัยนั้นสำคัญกว่า เื่เหล่านี้ล้วนเป็บุตรชายของเขาหลิวอี้เป็คนแต่งเื่ให้มาทูลทั้งสิ้น จะให้บอกความจริงไปได้เช่นใดว่า สุราฟื้นฟูเกิดมาได้เพราะของวิเศษที่มหาเทพประทานมาให้ แต่หญ้าแปดเซียนนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากเล่นแร่แปรธาตุและวิชายันต์ตลอดจนความพิเศษของแหวนยันต์หยกที่อาจารย์ของเขาส่งมอบมาให้ทั้งสิ้น จึงจำต้องเท็จทูลออกไป
“อีกทั้งนอกจากการถวายสูตรโอสถและสูตรสุราแล้ว บุตรชายกระหม่อนได้ศึกษาวิชาของท่านอาจารย์จนสามารถต่อยอดสร้างแหวนวิเศษขึ้นมาได้ ความสามารถของมันสามารถใช้เก็บสิ่งของลงไปในแหวนได้ พ่ะยะค่ะ ความจุของมันนั้นมีถึง 10 ช่อง แต่ละช่องมีขนาดเทียบเท่าขนาดกล่อง 3 เชี้ยะพ่ะยะค่ะ เมื่อมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว บุตรชายกระหม่อนจึงได้ส่งมอบมันเพื่อให้กระหม่อมนำมาถวายฝ่าา พ่ะยะค่ะ" เมื่อได้ทีหลิวฟงจึงรีบถวายแหวนวิเศษสิ้นค้าใหม่ของตระกูลทันทีเพื่อทำการโฆษณา ทั้งยังแสดงความสามารถของแหวนต่อทุกคนในท้องพระโรง และยังบอกกล่าวถึงกลุ่มการค้าหลิวที่จำหน่ายพวกมัน รวมถึงการสอนวิชาการหลอมสร้างแหวนวิเศษอีกด้วย ทำให้คนที่รู้เื่นี้ทั้งแคว้นฮั่วรีบส่งคนเดินทางไปแคว้นจินทันที
หลังจากกลุ่มการค้าหลิวเปิดตัวได้ไมนาน โรงประมูลัทองก็ได้ฤกษ์ทำการประมูลรอบแรก แน่นอนว่าสินค้าที่ทำการประมูลรอบแรกนั้น เป็ของวิเศษของกลุ่มการค้าหลิวเสียส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังมีของที่ฮ่องเต้จินนำออกมาจากท้องพระคลัง เพราะอย่างไรเสียเก็บไว้ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก สู้นำมาขายหาเงินไว้บริหารแคว้นดีกว่า ทำให้การจัดประมูลครั้งนี้มีชื่อเสียงอย่างมาก และส่งผลประโชยน์ต่อไปในอนาคต
ยามเมื่อตระกูลหลิวกลับสู่ความสงบสุข หลิวอี้ยังไม่เคยลืมสัญญากับหลินชิงจ้าว หากแต่เวลานี้ฝ่ายหญิงกับขอเวลาอีกหน่อย เพราะเมื่อหลินชิงจ้าวได้รับรู้ถึงดินแดนลี้ลับแล้ว นางเองก็อยากผจญภัยไปกับพวกหลิวอี้ หากนางตกแต่งเป็สะใภ้ตระกูลหลิวเวลานี้ นางคงจำต้องอยู่แต่เรือนดูแลกิจการให้ตระกูลเป็แน่ สู้ออกผจญภัยโลกกว้างอีกสักนิดคงไม่เป็อันใด เมื่อฝ่ายหญิงว่าเช่นนั้นหลิวอี้จึงได้แต่ให้เวลากับนาง จากนั้นหลิวอี้จึงได้ทำการศึกษาปฏิทินเวลาการเปิดปิดประตูสู่ดินแดนวงกตมหาเทพแห่งทะเลทั้งสี่อีกครั้ง เขาจำต้องใช้เวลาศึกษามันยาวนานหลายปีในมิติแห่งจิตใจ จนในที่สุดหลิวอี้ก็สามารถทำความเข้าใจการใช้งานปฏิทินคำนวณนี้ได้
หลิวอี้ลืมตาจากโลกแห่งมิติ ก็พลันได้ยินเสียงสายพิณเล่นเป็ท่วงทำนอง เมื่อมองไปด้านนอกก็รู้ได้ว่าเวลานี้เลยเที่ยงวันมาแล้ว เขาเดินไปตามเสียงที่เสนาะไพรเราะจนเข้าถึงจิตใจ ทำให้ผ่องใสหายเหนื่อยล้าจากการเข้าญาณอันยาวนาน ครั้งแรกหลิวอี้คิดว่าน้องเล็กของเขาเป็ผู้บรรเลง แต่เมืองเดินมาถึงสวนย่อมดอกเหมยที่ศาลาบริเวณเรือนรับรอง ก็พบว่าหาใช่ชื่อหวันเฉิง หากแต่เป็หญิงสาวในดวงใจของเขานั่นเอง จริงอยู่ที่หลิวอี้รู้ว่าหลินชิงจ้าวนั้นมีความสามารถทางดนตรีอยู่บ้าง แต่นี้เป็ครั้งแรกที่เห็นนางบรรเลงเพลงเล่นพิณกู่ฉิน จนเขาต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ชิงเอ๋อเ้าเล่นกู่ฉินเป็ด้วยหรือ”
“เป็เพราะข้าขอให้พี่หวันเฉิงสอน ข้านึกว่าการเล่นกู่ฉินจะยากเสียอีก แต่ที่ไหนได้เพียง 2 ชั่วยามข้าก็เล่นมันเป็แล้ว ดูท่าข้าจะชอบมันมากว่าขลุ่ย” ยามนี้หลิวอี้อดไม่ได้ถึงความสุข ยามเมื่อเห็นหลินชิงจ้าวพูดคุยออกมา ทั้งน้ำเสียงทั้งท่าทางนั้นเห็นแล้วสบายตาสบายใจอย่างยิ่ง
“แน่นอนถึงขลุ่ยจะเล่นง่ายแต่มันก็ลำบากในการหายใจ สู่เล่นกู่ฉินไม่ได้หรอก มาเถิดข้าจะสอนเพลงใหม่ให้เ้า”
ว่าแล้วหลิวอี้ก็ลงไปนั้งเบียดหญิงสาวจนนางเขินอายขยับตัวหนีไปข้าง ๆ ถึงตลอดหลายวันมานี้พวกเขาจะสานสายสัมพันธ์มากขึ้น แต่อย่างไรเสีย หลินชิงจ้าวก็เป็สตรีย่อมเขินอายชายอันเป็ที่รักเป็ธรรมดา ตลอดบ่ายจนเย็นทั้งสองนั่งเล่นพิณจนหลงลืมเวลา จนเมื่อหลินชิงจ้าวสามารถเล่นเพลงใหม่ได้แล้ว หลิวอี้จึงนำขลุ่ยหยกที่เป็ของแทนใจของหญิงสาวออกมาเป่า ก่อนจะพากันบรรเลงบทเพลงเดียวกันผสานท่วงทำนองอันไพเราะไปทั้วทั้งกระกูล ผู้ที่ได้ยินรับฟังต่างรู้สึกผ่อนคลายหายเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน บางคนคล้ายตระหนักรู้บางสิ่งจนการบ่มเพาะก้าวหน้า เพราะบทเพลงนี้มีพลังปราณบริสุทธิ์กระจายออกมา ถึงตัวผู้เล่นจะไม่รับรู้ในเื่นี้ แต่ทุกคนที่ได้ยินและรับรู้นั้นต่างประหลาดอย่างมาก จนชื่อหวันเฉินต้องวิ่งมาดูถึงที่เกิดเหตุ เมื่อเพลงบรรเลงจบชื่อหวันเฉิงรีบถามพี่สามของเขาทันที
“พี่สามพวกท่านเล่นเพลงอะไรกัน ทำไมมันถึงช่วยการบ่มเพาะได้”
“เกิดอะไรขึ้นหรือน้องเล็ก” หลิวอี้หันไปถามอีกฝ่าย เพราะสงสัยในสีหน้า
“พี่สามท่านไม่รู้ตัวเลยหรือ เมื่อครู่พวกท่านเล่นบทเพลงที่ไพเราะอย่างมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือพวกมันมีพลังแฝงปราณเข้าไปแล้วช่วยให้คนได้ยินดูดซับปราณบ่มเพาะได้ เหมือนกินโอสถระดับต่ำใน่ปราณนั้น ๆ”
ชื่อหวันเฉิงพูดอย่างรวดเร็วจนเรียบเรียงประโยคจนยากจะฟัง แต่หลิวอี้ก็เข้าใจ เมื่อหลิวอี้ลองเล่นมันด้วยขลุ่ย ก็ไม่เกิดสิ่งใด หรือหลินชินจ้าวเล่นพิณกู่ฉินก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จนเมื่อทั้งสองเล่นขลุ่ยและพิณพร้อมกัน ก็บังเกิดพลังปราณประหลาดขึ้นมาอีกครั้ง แต่เมื่อเปลี่ยนไปเล่นบทเพลงอื่น ก็ไม่ปรากฏสิ่งใด พอชื่อหวันเฉินถามเพลงที่เล่น จึงได้รู้ว่าเพลงที่พวกเขาเล่นกันนั้น เหมยฮัวลูกสาวของหลิวอี้ประพันธ์ขึ้นมาจากองค์ความรู้ของหลิวอี้ พอสอบถามเหมยฮัวถึงบทเพลงทำให้พบเงื่อนไขพิเศษที่แอบซ่อนอยู่คือ บทเพลงนี้จำต้องเล่นเป็คู่ชายหญิงที่มีใจต่อกันเท่านั้น บทเพลงนี้ถึงจะสามารถปลดปล่อยปราญธรรมชาติของคลื่นเสียงที่สันะเืออกมาได้ ทั้งนี้เป็เพราะวิชาที่หลิวอี้ร่ำเรียนมาผสานกับการวิเคราะห์ของแหวนผู้ช่วยนั่นเอง ซึ่งถือว่ากลายเป็การค้นพบครั้งใหม่โดยบังเอิน
โปรดติดตามตอนต่อไป…