ครืด… ปึ้ง!
เสียงบานประตูไม้ถูกผละออกด้วยฝ่าเท้าแล้วตามมาด้วยเสียงด่าทอแหลมสูงของใครบางคนเสียงนั้นช่วยปลุกให้หนิงจินอวี้สะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา
“นังตัวี้เี!สายขนาดนี้แล้ว แกยังจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน? ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
เพี๊ยะ!
ยังไม่ทันที่หนิงจินอวี้จะได้ลืมตาตื่นขึ้นมาดีๆ ฝ่ามือหนักอึ้งของใครคนนั้นก็ฟาดลงบนโหนกแก้มของหล่อนแรง ๆทำเอาคนที่นอนหลับลึกอยู่บนเตียงจำต้องสะดุ้งโหยงจนตัวโยน
ความเจ็บแปลบจากการถูกตบหน้าในขณะนอนหลับทำให้สติสัมปชัญญะของหนิงจินอวี้ไหลเข้าสู่ร่างอย่างรวดเร็วเธอลืมตาโพลงโดยสัญชาตญาณและได้พบกับใบหน้าอวบอูมของใครบางคนที่เต็มไปด้วยริ้วรอยตามวัยและใบหน้าของใครคนนั้นมันก็แฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์แปลก ๆ
หญิงคนนี้คือผู้หญิงวัยกลางคนอายุอานามน่าจะราว ๆ ห้าสิบปีปลาย ๆ ในมือของอีกฝ่ายถือไม้กวาดทางมะพร้าวทำท่าทางเหมือนจะฟาดไม้กวาดลงมาบนร่างของหนิงจินอวี้แทนฝ่ามืออีกรอบ
“มองอะไร! นังตัวภาระต่อให้แกมองฉันจนตาถลนออกมา ก็ไม่ได้ช่วยให้ฉันรู้สึกเอ็นดูแกขึ้นมาได้หรอก”คำพูดของหญิงคนดังกล่าวถือว่ารุนแรงอยู่พอตัวแต่ทว่ามันกลับไม่ทำให้หนิงจินอวี้รู้สึกสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
“สามีของแกก็อีกคนอ้างว่าออกไปทำงาน แต่กลับหายสาบสูญไม่ส่งข่าวมันคงแอบไปเสวยสุขอยู่กับเมียใหม่ล่ะสิท่า ดูก็รู้!ว่ามันจงใจทอดทิ้งผู้มีพระคุณคนนี้ปล่อยให้ฉันต้องเลี้ยงดูพวกแกสองแม่ลูกจนจะอดตายกันอยู่แล้ว!”หล่อนพูดตัดพ้อด้วยน้ำเสียงแหลมปรี้ดน่าปวดหัว
“ไอ้ลูกเลี้ยงเฮงซวยนั่นฉันหวังจะได้พึ่งพามันตอนแก่ ที่ไหนได้! มันกลับหาเอาภาระมาให้ฉัน เหอะ!ช่างเป็ลูกชายที่เลี้ยงเปลืองข้าวสุกจริง ๆรู้อย่างนี้ฉันน่าจะวางแผนฆ่ามันให้ตายั้แ่เล็ก ๆ ซะก็สิ้นเื่”
ฟางซินหลิง คือมารดาเลี้ยงของเวินเต๋อเสียน ซึ่งเขามีสถานะเป็สามีของหญิงสาววัยยี่สิบห้าปีที่กำลังถูกต่อว่าด่าทออยู่บนเตียงนอนหลังนี้
“มัวนิ่งเงียบอยู่ได้แกเป็ใบ้ไปแล้วหรือไง ไป! ไปเอาเงินที่ซ่อนไว้มาให้ฉัน ฉันรู้นะว่าแกแอบซ่อนเงินไว้! นังตัวี้เี! นังสะใภ้ปลิง!”ฟางซินหลิงเดินเข้ามาใกล้หนิงจินอวี้หล่อนตั้งท่าจะฟาดด้ามไม้กวาดทางมะพร้าวลงบนหัวของหนิงจินอวี้เหมือนที่เคยทำตามปกติ
แต่ทว่า…มือของหนิงจินอวี้กลับยื่นขึ้นมาคว้าด้ามไม้กวาดทางมะพร้าวเอาไว้อย่างแม่นยำหล่อนแย่งไม้กวาดมาถือไว้ในมือแล้วใช้ปลายด้ามไม้กวาดชี้หน้าฟางซินหลิงด้วยท่าทางแข็งกร้าวในแบบที่ฟางซินหลิงไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน
“หยุดพูดได้หรือยังนังแก่หนวกหูจะตายอยู่แล้ว!”คำพูดเพียงประโยคเดียวที่หลุดออกมาจากปากของผู้หญิงที่อ่อนแอที่สุดในบ้านทำแม่สามีตัวดีอย่างฟางซินหลิงแทบหงายหลังล้มทั้งยืน
“แกว่ายังไงนะ!”ฟางซินหลิงโกรธจัดจนตัวสั่น
“หยุดพูดได้หรือยังนังแก่ฉันหนวกหูจะตายอยู่แล้ว!” หนิงจินอวี้พูดประโยคเดิมอีกครั้งแต่หล่อนเลือกเน้นเสียงตรงคำว่า ‘นังแก่’ มากเป็พิเศษ
“หน็อยแน่!!เป็แค่สะใภ้ปลิง แกกล้าดียังไงมาพูดแบบนี้กับฉัน” ฟางซินหลิงง้างมือจนสุดแขนหวังจะตบสั่งสอนนังลูกสะใภ้คนนี้ให้หลาบจำ แต่ทว่า! หนิงจินอวี้มือไวกว่าหล่อนคว้าฉับเข้าที่ข้อมือของฟางซินหลิง จากนั้นออกแรงบีบแรง ๆจนเกิดรอยแดงรอบข้อมือของแม่สามี
“อะโอ้ยยย! ปล่อยนะฉันเจ็บ” ฟางซินหลิงหวีดร้องด้วยความเ็ป แต่ทว่าฝีปากของหล่อนก็ยังร้ายไม่ตก“คนผอม ๆ แบบแกไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนตั้งเยอะแยะ ภูตผีปีศาจเข้าสิงหรือไง”
หนิงจินอวี้ตงิดใจตรงคำว่า'ผอม' หล่อนเป็นักกินจุ กินเยอะกว่าคนทั่วไปตั้งหลายเท่ารูปร่างของเธอไม่จัดว่าผอมแห้ง แต่ก็ไม่ได้อ้วนฉุเหมือนหมูเธอเป็ผู้หญิงร่างท้วมที่มีเนื้อมีหนัง จะเรียกว่าเป็คนผอม ๆ ได้ยังไงกัน
แต่ทว่าสถานการณ์วุ่นวายตรงหน้าทำให้เธอไม่มีเวลามามัวขบคิดได้นานนัก สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้และเดี๋ยวนี้ก็คือต้องจัดการกับยัยป้านี่ให้อยู่หมัดซะก่อน
“ฉันไม่ปล่อย!จนกว่าแกจะยอมไสหัวออกไปจากห้องของฉัน” หนิงจินอวี้โต้กลับเสียงแข็ง
ดวงตาของหล่อนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีขุ่นของฟางซินหลิงซึ่งรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาพลอยทำให้แม่สามีคนนี้ขนลุกซู่ชูชันและรู้สึกหวาดกลัวหล่อนไปชั่วแวบหนึ่งอย่างบอกไม่ถูก
“แม่… แม่ครับ… เสี่ยวถังกลัว…”เสียงเล็ก ๆ ของเด็กชายที่สั่นเครือน่าสงสาร ดังมาจากมุมห้อง
อา... O.O?
ลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยไหนยังถูกใครก็ไม่รู้บุกรุกเข้ามาตบถึงเตียงนอนก็ว่าหนักแล้ว นี่ยังมีเสียงเล็ก ๆของเด็กน้อยดังแว่วเข้ามาในหูอีกเหรอเนี่ย? มันชักจะเพี้ยนไปกันใหญ่แล้วสิ
‘นี่เสียงของใครกัน?’หนิงจินอวี้ครุ่นคิดในใจ
หล่อนเอี้ยวหน้าหันไปมองตามทิศทางของเสียงพบเด็กชายตัวน้อยวัยประมาณ 5 ขวบเนื้อตัวมอมแมม แก้มตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจนกำลังนั่งคุดคู้กอดเข่ามองมาที่เธอด้วยดวงตาหวาดกลัวอย่างสุดขีด
สัญชาตญาณบางอย่างบอกกับหนิงจินอวี้ว่าเด็กคนนี้คือลูกของหล่อนเอง และต่อจากนี้ไปหล่อนต้องปกป้องดูแลเขาอย่างดี
“ไปสิ!ไปโอ๋ไอ้ขี้แยลูกชายของแกซะสิ!” ฟางซินหลิงเอ่ยชี้นำ
หนิงจินอวี้สะบัดมือออกอย่างแรงทิ้งให้ร่างอ้วนท้วมของฟางซินหลิงซวนเซเสียการทรงตัวและล้มแผละลงไปกองกับพื้นหล่อนไม่ไยดีนังมนุษย์ป้าตัวร้ายคนนั้นแต่หนิงจินอวี้รีบเดินปรี่เข้าไปหาเด็กชายตัวน้อยด้วยความเป็ห่วง
“โอ๋ ๆไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวถัง แม่อยู่ตรงนี้แล้ว”หนิงจินอวี้รู้จักชื่อของเด็กชายได้ก็เพราะเมื่อครู่นี้เขาแทนตัวเองว่า 'เสี่ยวถัง' และหล่อนยอมแทนตัวเองว่า 'แม่' เพราะได้ยินฟางซินหลิงพูดว่าเสี่ยวถังคือลูกชายของหล่อนส่วนจะเป็แม่จริง ๆ หรือเป็แม่ปลอม ๆ ค่อยว่ากันทีหลังตอนนี้ต้องรีบปลอบเด็กก่อน
หนิงจินอวี้ดึงเด็กชายตัวน้อยเข้ามากอดปลอบหล่อนลูบหัวของเขาเบา ๆ อย่างอ่อนโยน น้ำตาของเสี่ยวถังหยดลงโดนท่อนแขนของหล่อน
และวินาทีนี้เองที่ความทรงจำของใครบางคนไหลบ่าเข้ามาในหัวของหล่อนราวกับเขื่อนแตกความทรงจำเ่าั้บอกให้หนิงจินอวี้ได้รู้ว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ป้าใจร้ายคนนั้นคือแม่เลี้ยงของสามีของร่างนี้ มีชื่อว่าฟางซินหลิงส่วนเด็กน้อยเสี่ยวถังคนนี้คือลูกชายแท้ ๆ ของร่างนี้กับเวินเต๋อเสียนซึ่งเป็ลูกเลี้ยงของฟางซินหลิง
และหนิงจินอวี้ก็ได้รู้อีกว่าเธอตายในขณะที่ทีมงานนักกินจุกำลังพาตัวเธอไปส่งที่โรงพยาบาลและเธอก็ได้มาเกิดใหม่ในร่างของหญิงสาววัย 25 ปี ที่มีชื่อเดียวกันและมีใบหน้าเดียวกันกับเธอ
ความทรงจำของร่างนี้บอกกับจินอวี้ว่าเธอเกิดใหม่ในปี 1981 ซึ่งเป็ยุคที่ข้าวยากหมากแพงและเต็มไปด้วยกฎระเบียบอันคร่ำครึ
สามีของร่างนี้มีอาชีพเป็ทหารอยู่มาวันหนึ่งเขาก็ขาดการติดต่อไปดื้อ ๆทิ้งให้ภรรยากับลูกต้องเผชิญชะตากรรมอันน่ารันทดและต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแม่เลี้ยงของเขา
หนิงจินอวี้คนเดิมถูกแม่สามีตบตีรังแกไม่เว้นแต่ละวันแต่เธอก็ไม่เคยปริปากบ่น ยังคงก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่สะใภ้ผู้แสนดีต่อไปแต่ถึงทำดีให้ตาย แม่สามีใจั์คนนั้นก็ไม่เคยมองเห็นความดีของเธออยู่ดี
ร่างเดิมป่วยหนักมีไข้สูงแต่ก็ยังถูกแม่สามีจิกหัวบังคับให้ออกไปทำงานบ้านรวมถึงบังคับให้หล่อนออกไปทำงานหาเงินนอกบ้านโดยปราศจากความเห็นใจ งานที่หล่อนทำส่วนมากก็เป็งานล้างจานในร้านอาหารเล็ก ๆหรือไม่ก็ไปเก็บผลผลิตในไร่ให้คนในหมู่บ้าน
ค่าแรงทั้งหมดที่หนิงจินอวี้หามาได้จะถูกแม่สามีใจร้ายยึดไปเสมอโดยอ้างว่าจะเอาไปซื้อข้าวปลาอาหารมาเตรียมไว้ให้ลูกชายของหล่อนกิน
ด้วยความที่เป็แค่สะใภ้และมาอาศัยบ้านของคนอื่นอยู่หนำซ้ำสามียังไม่อยู่เคียงข้างคอยปกป้องทำให้เธอมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็และไม่กล้ามีปากเสียงหรือลุกขึ้นมาต่อต้านแข็งข้อกับแม่สามี
ยิ่งเห็นว่าหนิงจินอวี้ยอมได้ทุกอย่างความใจร้ายของฟางซินหลิงก็ยิ่งโหมทวีคูณมากขึ้นทุกวันจนเกินเยียวยาเมื่อวานนี้หนิงจินอวี้ป่วยหนัก มีไข้ขึ้นสูงแต่กลับไม่ได้กินข้าว ไม่ได้กินยาเพราะฟางซินหลิงบอกว่า
“หากแกไม่ยอมออกไปทำงานแกก็อย่าหวังจะได้กินยาบรรเทาพิษไข้! ถ้าอยู่ไม่ได้ ตาย ๆ ไปซะก็ดีบ้านตระกูลเวินจะได้ไม่มีตัวภาระอย่างแก”
ตกเย็นของวัน…หนิงจินอวี้ก็สิ้นใจตายเงียบ ๆ อยู่ภายในห้องนอนของตัวเองโดยไม่มีใครรู้จากนั้นิญญาของหนิงจินอวี้จากโลกอีกใบหนึ่งก็แล่นเข้ามาสวมทับอยู่ในร่างของเธอกลายเป็หนิงจินอวี้คนใหม่ที่เก่งกาจกว่าเดิม!
“เื่ทั้งหมดเป็แบบนี้เองสินะ!”หนิงจินอวี้คนใหม่พ่นลมออกปาก และพูดมุบมิบเสียงแ่เบา