วันนี้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเสียหน้าครั้งใหญ่เพราะจิ่งเยี่ยนกุย หลังจากปรึกษากับหลิวชุนฮวาเมื่อครู่ หล่อนก็รู้สึกว่าวันนี้ขายหน้าไปไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ฟางเสวียนจือยังเอ่ยชื่อเจาะจงว่าจะแต่งงานกับจิ่งเยี่ยนกุยอีก ในใจของหล่อนจึงเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
ตอนนี้หล่อนร้องเรียกจิ่งเยี่ยนกุย แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับก็เดือดไม่น้อย เอามือบีบจมูกแล้วเดินไปที่ห้องข้างๆ ยกเท้าถีบแรงๆ ไปที่ประตูห้องของจิ่งเยี่ยนกุย ประตูไม้เก่าๆ ที่น่าสงสารนั้นก็พังลงมากระแทกพื้น จนเกือบจะทับร่างจิ่งเยี่ยนกุย
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเอามือข้างหนึ่งเท้าเอว และพูดด้วยความโกรธว่า “บอกให้ไปทำกับข้าว หูหนวกจนไม่ได้ยินแล้วไปแล้วหรือไง?”
จิ่งเยี่ยนกุยมองใบหน้าของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ก่อนถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เธออายุน้อยกว่าฉันแค่ปีเดียว ทำไมฉันต้องทำกับข้าวให้เธอกินด้วย อีกอย่างจนถึงตอนนี้เธอก็ยังล้างจานไม่เป็เลยด้วยซ้ำ?”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยหัวเราะเยาะ “แกเป็พี่สาว การดูแลพวกเราก็เป็สิ่งที่เธอควรทำอยู่แล้ว อีกอย่าง เดี๋ยวฉันก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วไปทำงานในเมือง จะมาทำเื่แบบนี้ได้ยังไง!”
ในยุคนี้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หมายถึงการมีงานการและอาชีพที่มั่นคง เทียบได้กับการมีชามข้าวเหล็ก [1] ถึงแม้ว่าเมืองทางใต้จะมีการลงทุนมาห้าปีแล้ว แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อหมู่บ้านอิ๋นซานมากนัก การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จึงยังเป็เหมือนบันไดสู่ความสำเร็จ
แต่ว่าคนในหมู่บ้านที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็มีเพียงไม่กี่คน ตลอดหลายปีมานี้ก็แทบจะไม่มีใครที่สอบได้สักคน หลิวชุนฮวาจึงคุยโวเื่ผลการเรียนของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยไว้มาก แต่จริงๆ แล้วก็แค่ติดสิบอันดับแรกของห้องเรียน หรือประมาณร้อยอันดับแรกของรุ่น ซึ่งเป็ผลการเรียนที่ยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
แต่จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าอีกสิบกว่าปีข้างหน้า จะไม่มีคำว่าชามข้าวเหล็กอีกต่อไปแล้ว ในตอนนั้นคนงานจำนวนมากในวิสาหกิจของรัฐจะต้องเผชิญกับวิกฤตตกงาน และการพัฒนาในอนาคตอาจอธิบายได้ว่าเป็การเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
เธอจะไม่บอกเื่เหล่านี้กับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยอย่างแน่นอน แค่เอามือกุมหัวแล้วพูดว่า “วันนี้ฉันเจ็บๆ ที่หัว รู้สึกปวดหัวมาก ทำอาหารไม่ไหวจริงๆ วันนี้เธอก็เป็คนทำอาหารเถอะ?”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยโมโหอย่างยิ่ง นึกไม่ถึงว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะกล้าขอให้หล่อนทำอาหาร พลันเบิกตากว้างแล้วตะคอกออกมาว่า “จิ่งเยี่ยนกุย อย่ามาแกล้งทำเป็ปวดหัวต่อหน้าฉัน! แกมันเ้าเล่ห์ คิดจะแกล้งปวดหัวเพื่อหนีหน้าที่! แล้วตอนที่แกหลอกให้ฉันวิ่งไปมาในหมู่บ้าน ทำไมถึงไม่เห็นว่าแกปวดหัวบ้างล่ะ?”
จิ่งเยี่ยนกุยพูดอย่างใจเย็น “อ้อ คงเป็เพราะศักยภาพของฉันถูกปลดปล่อยออกมามั้ง ก็เธอพูดว่าจะฆ่าฉันนี่นา ต่อหน้าความเป็ความตาย ใครๆ ก็คงกล้าหาญขึ้นอีกหน่อย”
เมื่อจิ่งเสี่ยวเยวี่ยได้ยินดังนั้นก็ยิ่งฉุนมากกว่าเดิม พลันคว้าพลั่วที่ใช้ตักมูลหมูด้านข้างขึ้นมาแล้วพูดกับจิ่งเยี่ยนกุยว่า “ถ้าแกไม่ไปทำอาหาร ตอนนี้ฉันก็จะตีแกให้ตายเหมือนกัน!”
จิ่งเยี่ยนกุยมองจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเพียงไม่กี่วินาที เธอไม่รู้ว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยรู้เื่ที่เธอถูกรับมาเลี้ยงั้แ่เมื่อไหร่ แต่จากท่าทีที่หล่อนทำตัวแบบนี้ ก็ชัดเจนว่าหลิวชุนฮวาได้บอกอะไรบางอย่างให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยฟังแล้ว ไม่อย่างนั้นเด็กสาววัยสิบหกปี ต่อให้ร้ายกาจแค่ไหนก็คงไม่ร้ายถึงขนาดนี้
“มองอะไร?” จิ่งเสี่ยวเยวี่ยแหวเสียงดุ “รีบไปทำอาหารสิ!”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้พูดอะไร ชำเลืองมองหล่อนหนึ่งปราด แล้วเอามือกุมหัวเดินออกไป เพิ่งเดินมาถึงห้องโถงก็ได้ยินเสียงหัวเราะสนุกสนานจากนอกบ้าน เสียงนั้นคุ้นเคยมาก นั่นคือเสียงของจิ่งชิวหงและจิ่งหลิวหยาง แววตาของเธอพลันฉายแววลึกซึ้งและกำมือแน่น
เมื่อเทียบกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยแล้ว จิ่งชิวหงอำมหิตยิ่งกว่า อีกทั้งยังทิ้งแผลไว้ในใจของเธอลึกกว่าด้วย
จิ่งเยี่ยนกุยนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อเช้า จิ่งชิวหงและจิ่งหลิวหยางเอาไข่ยี่สิบกว่าฟองไปเยี่ยมยายที่บ้านเดิมของหลิวชุนฮวา
ตอนนี้จิ่งชิวหงใช้ฟางข้าวหิ้วเนื้อหมูกึ่งติดมันมาด้วย ทันทีที่เห็นจิ่งเยี่ยนกุยก็พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนสั่งการ “จิ่งเยี่ยนกุย ไปเด็ดพริกในสวนมาผัดเนื้อด้วย อย่าลืมเด็ดพริกอ่อนๆ นะ ไม่งั้นมันจะเผ็ด เนื้อจะไม่อร่อย”
ในยุคนี้ การไปเยี่ยมญาติมักจะนิยมเอาของกินต่างๆ ไปด้วย ไข่และเนื้อต่างก็เป็ของดี
จิ่งเยี่ยนกุยจำได้ว่าตลอดทั้งปีบ้านตระกูลจิ่งได้กินเนื้อไม่กี่ครั้งจนแทบจะนับนิ้วได้ และทุกครั้งที่กินเนื้อ เธอจะไม่เคยได้กินเนื้อสักชิ้น นอกจากต้องกินน้ำแกงที่เหลือจากพวกเขา
เมื่อเห็นว่าเธอไม่ตอบ จิ่งชิวหงก็ถลึงตาโตแล้วพูดว่า “มัวเหม่ออะไรไปล่ะ? รีบไปทำอาหารสิ!”
จิ่งเยี่ยนกุยมองจิ่งชิวหงที่กำลังจะขึ้นชั้นมัธยมต้นชั้นปีที่สามในเดือนกันยายนนี้ หล่อนแต่งตัวค่อนข้างเชย แต่เสื้อผ้ากลับไม่มีรอยปะ แตกต่างจากจิ่งชิวหงในชีวิตครั้งก่อนที่แต่งตัวสวยเพริศพริ้งมาในวันที่เธอจากไป
จิ่งชิวหงในตอนนี้ยังไม่ค่อยรู้จักเก็บซ่อนความคิดของตัวเองให้ดี แต่กลับทำให้ภายในใจของจิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมา
จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้พูดอะไร เธอรับเนื้อเอามาวางใส่จาน จากนั้นถือตะกร้าเตรียมไปเด็ดพริก ได้ยินจิ่งชิวหงและจิ่งเสี่ยวเยวี่ยกระซิบกระซาบกันในห้องโถง แววตาของเธอฉายแววเย้ยหยันออกมา
เธอรู้ว่าตอนนี้หลิวชุนฮวาอยู่ชั้นบนแต่ไม่ยอมลงมา เพราะอยากให้จิ่งชิวหงและจิ่งเสี่ยวเยวี่ยสั่งสอนเธอเสียบ้าง ถ้าเธอต่อต้าน หลิวชุนฮวาก็จะกระโจนออกมาด่าทันที โดยบอกว่าเธอต้องทำตัวเป็พี่สาว ต้องยอมให้จิ่งชิวหงและจิ่งเสี่ยวเยวี่ย
หากเธอไม่ต่อต้าน หลิวชุนฮวาก็คงจะอยู่แต่ชั้นบนแล้วแกล้งทำเป็ไม่ได้ยินอะไร ปล่อยให้พวกนั้นรังแกเธอ
นี่เป็กิจวัตรที่สามแม่ลูกตระกูลจิ่งใช้มาหลายปีแล้ว และแผนนี้ได้ผลกับเธอในอดีตเสมอ
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าจากนี้จะต้องมีเื่อะไรเกิดขึ้นแน่ และเธอจะทำให้จิ่งชิวหงได้รับบทเรียนที่ไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต แต่ตอนนี้เธอจะแกล้งทำเป็ไม่รู้เื่อะไรก่อน แล้วเดินออกไปข้างนอกพร้อมกับถือตะกร้าใบหนึ่ง
จิ่งชิวหงส่งสายตาให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยว่า “ดูฉัน” เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยเดินผ่านข้างกายหล่อนไป ก็ยื่นเท้าไปขัดขา
การเคลื่อนไหวแบบนี้จิ่งเยี่ยนกุยบอกได้เลยว่าคุ้นเคยเป็อย่างดี ชาติที่แล้วจิ่งชิวหงก็เคยทำแบบนี้กับเธอหลายครั้ง
หลังจากที่เธอสะดุดล้ม จิ่งชิวหงก็จะทำหน้าสำนึกผิดบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ หลิวชุนฮวาก็มักจะบอกว่าเธอเป็พี่สาวต้องใจกว้างหน่อย เธอจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก นึกว่าจิ่งชิวหงไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เธอล้ม
มุมปากของจิ่งเยี่ยนกุยยกขึ้นเล็กน้อย ในดวงตาเปี่ยมด้วยความเ็า เธอยังทำเหมือนชาติที่แล้วที่ไม่เห็นขาของจิ่งชิวหงที่ยื่นเหยียดออกมา
ในขณะที่จิ่งชิวหงคิดว่าหล่อนจะทำให้จิ่งเยี่ยนกุยล้มหัวทิ่มพื้นในท่าที่น่าสมเพชได้แน่ๆ ก็ได้ยินเสียงดัง “กึก” ก่อนจะก็รู้สึกเ็ปอย่างรุนแรง ซึ่งความเ็ปนั้นแทรกซึมไปถึงกระดูกเลยทีเดียว
ในขณะที่หล่อนกำลังจะร้องออกมา จู่ๆ ก็มีเสียงร้องที่ดังกว่าเสียงของหล่อนดังขึ้น จากนั้นเห็นจิ่งเยี่ยนกุยล้มลงกับพื้นตามที่คาดไว้
แต่หล่อนกลับไม่มีเวลาได้ดีใจ เพราะความเ็ปที่เท้าของเธอมันเกินจะทนไหว!
จิ่งชิวหงร้องไห้ออกมา จิ่งเยี่ยนกุยก็ร้องไห้ตามหลังด้วยความเจ็บเช่นกัน ส่วนจิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลับยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่รู้จะทำอย่างไร
หลิวชุนฮวาวิ่งลงมาจากชั้นบนเสียงดัง “ตึงตัง” ส่วนจิ่งหลิวหยางที่อายุน้อยที่สุดก็ประคองจิ่งชิวหงพลางด่าทอจิ่งเยี่ยนกุยเสียงดัง “แกเดินไม่ดูทางหรือไง ไม่เห็นเหรอว่าเท้าของพี่สามอยู่ข้างหน้าแก!”
เชิงอรรถ
[1] ชามข้าวเหล็ก (铁饭碗) มาจากอาชีพรับราชการแข่งขันกันสูงมาก นอกจากต้องเก่งแล้ว ยังต้องมีเส้นสายด้วย จึงเปรียบเปรยถึงอาชีพข้าราชการว่าเป็อาชีพที่มั่นคง เหมือนมีชามข้าวที่ทำมาจากเหล็ก สามารถเลี้ยงดูไปได้ตลอดชีวิต