ราตรีมืดมิดดุจน้ำหมึก หมู่ดาวบนท้องนภาดูเหมือนจะหลบซ่อนตัวไปในคืนนี้ ทิ้งให้ผืนดินตกอยู่ในความสลัวราง
กู้เวิ่นสิงขาไม่ค่อยดีนัก มีขันทีตัวน้อยคนหนึ่งช่วยพยุงเขาเดินออกมาจากกองลงทัณฑ์อย่างช้า ๆ เขาก้มหน้า ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดบรรจงเช็ดมือทั้งสองข้างอย่างระมัดระวัง
"ไอ้หยา ต้องเช็ดให้สะอาด ๆ หน่อย จะปล่อยให้เืของพวกบ่าวชั้นต่ำเหล่านี้มาทำให้องค์หญิงสิบสี่ของพวกเราต้องแปดเปื้อนไม่ได้!"
ขันทีร่างท้วมผิวขาวที่อยู่ข้างกายได้ยินดังนั้น ก็เลิกคิ้วขึ้นทันที
"กู้กงกง องค์หญิงสิบสี่ท่านนี้... ได้รับความโปรดปรานถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ? แม้แต่ท่านผู้เฒ่าก็ยังถูกฮ่องเต้เชิญให้กลับมาเพื่อปรนนิบัติองค์หญิงน้อยท่านนี้ด้วยหรือ?"
กู้เวิ่นสิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง "ตอนนี้ข้ายืนอยู่ต่อหน้าเ้า นี่มิใช่คำตอบที่ชัดเจนแล้วหรือ?"
ขันทีจากกองลงทัณฑ์ได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น
"ได้ยินว่าองค์หญิงสิบสี่เพิ่งถูกฮ่องเต้รับตัวกลับมาจากตำหนักเย็นเมื่อวานนี้เอง นึกไม่ถึงว่าเพียงวันสองวัน ก็กลายเป็ยอดดวงใจของฝ่าาเสียแล้ว!"
เขาเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก จึงยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
"เหอะ ใครจะไปคาดคิดกันเล่า!?"
กู้เวิ่นสิงยัดผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนคราบเืใส่อกของขันทีจากกองลงทัณฑ์ ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาที่ปรือลงนั้นฉายแววเฉลียวฉลาด เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า
"บางเื่ รู้ไปก็เหมือนไม่รู้ หากใครปากสว่างแม้เพียงคำเดียว บ่อน้ำกินคนที่อยู่ในวังนี้คงไม่ต้องกลัวว่าจะหิวโหยแล้ว!"
ขันทีจากกองลงทัณฑ์ชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้ายิ่งกว้างขึ้น
"กู้กงกง ท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้ว พวกข้าจากกองลงทัณฑ์เดิมทีก็ทำงานให้ฮ่องเต้ พวกข้าล้วนเป็กลุ่มบ่าวที่ตาบอด หูหนวก และไม่มีลิ้น ของไร้ค่าพวกนี้..."
เขาลดเสียงต่ำลงเพื่อแสดงจุดยืนต่อกู้เวิ่นสิง "ย่อมไม่รู้อะไรทั้งสิ้นขอรับ"
เมื่อฟังจบ กู้เวิ่นสิงก็ตบไหล่เขา
"เื่ในคืนนี้ทำได้ดี ข้าย่อมจะกราบทูลฮ่องเต้ให้ทรงทราบ"
"ในเมื่อบ่าวสองคนนั้นยังไม่ตาย ก็ให้ยื้อชีวิตพวกนางไว้ก่อน ภายหลังอาจจะมีประโยชน์"
ขันทีจากกองลงทัณฑ์รีบรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ยามโฉ่ว (01.00 - 03.00 น.)
ท่ามกลางทางเดินกลับที่มีหมอกหนาปกคลุม
พร้อมกับแสงไฟริบหรี่ ร่างของกู้เวิ่นสิงที่เดินเชื่องช้าก็หายลับไปในม่านราตรี
...
ตำหนักเฉียนชิง ณ ห้องอุ่น
เมื่อเวลาผ่านไป ไข้สูงในตัวของถังเป่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ซ้ำร้ายยังยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จักรพรรดิคังซีทอดพระเนตรด้วยความตกพระทัย
"องค์หญิงสิบสี่เหตุใดจึงเป็เช่นนี้!? พวกหมอหลวงไร้ฝีมืออย่างพวกเ้า ถึงกับไม่มีวิธีรักษาเลยหรือ!?"
เ้ากรมหมอหลวงแทบจะหลั่งน้ำตา รู้สึกว่าหัวของตนเองคงจะอยู่บนบ่าได้อีกไม่นานแล้ว
"ฝ่าา กระหม่อมได้ให้คนไปนำสุรามาแล้ว จะใช้สุราเช็ดตัวเพื่อลดไข้ให้องค์หญิงสิบสี่พ่ะย่ะค่ะ"
ในขณะนั้นเอง กู้เวิ่นสิงก็กลับมาพอดี เมื่อเห็นเขา จักรพรรดิคังซีจึงดุด่าหมอหลวงอีกสองสามคำ ก่อนจะหันหลังเดินออกมาจากข้างเตียงั
"เป็อย่างไรบ้าง?"
กู้เวิ่นสิงค้อมตัวลงกล่าวกับจักรพรรดิคังซี "บ่าวปฏิบัติภารกิจสำเร็จพ่ะย่ะค่ะ"
"หูมัวมัวกับนางกำนัลฟางเสียเคยพบว่า บางครั้งองค์หญิงสิบสี่จะกล่าวคำเตือนอาเพศ ซึ่งเป็การเตือนถึงเื่น่ากลัวที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้"
"หลังจากนั้น องค์หญิงสิบสี่จะมีอาการไข้สูงขึ้นทั้งตัวเหมือนเช่นคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ"
คำเตือน?
จักรพรรดิคังซีพลันนึกถึงตอนกลางวันที่ถังเป่าประคองใบหน้าของรัชทายาท แล้วบอกเขาว่า ่ไม่กี่วันนี้อย่าขี่ม้า...
หรือว่าจะเป็เพราะเื่นี้!?
คนหนึ่งคือยอดดวงใจอย่างถังเป่า อีกคนคือรัชทายาทที่พระองค์รักยิ่ง เด็กสองคนนี้ หากใครคนใดคนหนึ่งเป็อะไรไป จักรพรรดิคังซีคงต้องะเิอารมณ์แน่
ด้วยความกริ้ว จักรพรรดิคังซีสะบัดพระหัตถ์ ปัดถ้วยชาเครื่องเคลือบหรู่เหยาบนโต๊ะตกลงพื้นจนแตก
"แล้วมีอะไรอีก? เมื่อมีไข้ พวกนางจัดการกับถังเป่าอย่างไร?"
กู้เวิ่นสิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า "พวกนางเพิกเฉยไม่สนใจ แต่พอถึงเช้าวันรุ่งขึ้น องค์หญิงสิบสี่... ไข้ก็ลดลงอย่างกะทันหันจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ"
"หลังจากนั้นในอีกไม่กี่วัน องค์หญิงสิบสี่จะมีอาการอ่อนแอ ต้องนอนพักบนเตียงหลายวันจึงจะพอฟื้นตัวกลับมาได้"
ตอนที่ได้ยินเื่นี้ครั้งแรก แม้แต่กู้เวิ่นสิงผู้มีความรู้กว้างขวางก็ยังตกตะลึง
นี่... ยังเป็มนุษย์อยู่หรือ?
ฟังดูเหมือนเป็วิชาที่เทพเซียนบน์เท่านั้นถึงจะมีได้!
จักรพรรดิคังซีทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง คงกำลังยอมรับเื่ราวที่เหนือความคาดหมายนี้
"เื่นี้ นอกจากข้า เ้า และบ่าวสองคนนั้นแล้ว ยังมีใครรู้อีก?"
กู้เวิ่นสิงส่ายหน้า "บ่าวเห็นว่าไม่ชอบมาพากล จึงไล่คนอื่น ๆ ออกไปหมดแล้ว มีเพียงบุคคลที่พระองค์ตรัสถึงเท่านั้นที่ทราบพ่ะย่ะค่ะ"
"ดีแล้ว" นิ้วของจักรพรรดิคังซีเคาะลงบนโต๊ะ "เื่นี้ ห้ามให้ใครรู้อีกเด็ดขาด"
"ถังเป่า เป็เพียงองค์หญิงสิบสี่ของข้าเท่านั้น เพียงเท่านี้ก็พอ"
กู้เวิ่นสิงตอบรับโดยไม่ต้องคิด "พ่ะย่ะค่ะ บ่าวเข้าใจแล้ว"
เมื่อได้ข้อมูลจากการสอบสวนด้วยตนเองของกู้เวิ่นสิง จักรพรรดิคังซีจึงเริ่มคลายความกังวลเื่ไข้สูงของถังเป่าลงได้บ้าง
ทว่าอุณหภูมิที่ยังคงพุ่งสูงขึ้น ก็ยังทำให้ผู้เป็บิดาต้องกลุ้มใจ
พระองค์ประทับอยู่ข้างเตียง กุมมือของถังเป่า ทอดพระเนตรดูเ้าก้อนน้อยที่ต้องทนทุกข์ทรมานในแบบที่ผู้ใหญ่ยังแทบรับไม่ไหว และทั้งหมดนี้เป็เพียงเพราะนางมีเมตตาต่อคนรอบข้างมากเกินไป
จักรพรรดิคังซีถึงกับอยากจะบอกถังเป่าว่า "ลูกไม่ต้องคิดเผื่อคนอื่นมากนัก ถังเป่าต้องคิดถึงตัวเองให้มากขึ้นนะ"
...
เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณส่องสว่างเหนือผืนดิน ถังเป่าที่ไข้ขึ้นตลอดทั้งคืนในที่สุดก็ลืมตาขึ้น
ความรู้สึกเช่นนี้ นางคุ้นเคยเป็อย่างดี
หูมัวมัวกับนางกำนัลฟางเสียจะไม่สนใจนาง จะปล่อยให้นางนอนรอความตายอยู่บนเตียงเพียงลำพัง แม้แต่ข้าวก็ไม่ให้กิน...
ทันใดนั้น มีฝ่ามือใหญ่ที่เย็นเล็กน้อยวางลงบนหน้าผากของถังเป่า เพื่อทดสอบอุณหภูมิ
"ดีเหลือเกิน ถังเป่าไข้ลดแล้ว!"
เอ๋? เสียงนี้คือ...
ถังเป่าพยายามลืมตาให้กว้าง แล้วมองไปที่ข้างเตียง
ที่นี่... ที่นี่ดูเหมือนไม่ใช่ตำหนักเย็นนะ... แล้วที่นี่คือ อ๊ะ ถังเป่าเจอท่านพ่อแล้ว!
ถังเป่าไม่ใช่เด็กที่ไม่มีท่านพ่อ ไม่มีพี่ชายอีกต่อไปแล้ว!
"ท่านพ่อ ถังเป่าเจ็บ ๆ ..."
ทั้งที่เวลาอยู่คนเดียวสามารถอดทนกลั้นน้ำตาได้อย่างเข้มแข็ง แต่พอมีคนมาใส่ใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจในใจของถังเป่าก็เริ่มเอ่อล้น แม้แต่น้ำตาก็ไหลพรากออกมาไม่หยุด
ส่วนจักรพรรดิคังซีที่เฝ้าถังเป่ามาทั้งคืน ก็ทรงลนลานขึ้นมาทันที
"ถังเป่าไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว ท่านพ่ออยู่ข้างลูกนี่เอง" จักรพรรดิคังซีใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบผมที่แห้งกร้านของถังเป่าอย่างเกอะกังด้วยความสงสารยิ่ง
"ถังเป่าเจ็บตรงไหนหรือลูก?"
ถังเป่าที่กลั้นน้ำตาอยู่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วใช้นิ้วเล็ก ๆ ชี้ไปที่ท้องน้อย "หิว..."
จักรพรรดิคังซีที่ทรงเกร็งจนแทบหยุดหายใจ พลันหลุดหัวเราะออกมา "พรืด"
เริ่มแรกเป็เสียงหัวเราะเบา ๆ พระองค์พยายามจะอดกลั้นไว้ แต่เมื่อเห็นท่าทางน้อยใจและปากจู๋ของถังเป่าที่มองมา จักรพรรดิคังซีก็ทรงะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
กินได้คือลาภ! ยังอยากกินของกิน แสดงว่าไม่มีปัญหาใหญ่แล้ว!
ถังเป่า "..."
"ท่านพ่อ!!"
"ได้ ๆ ๆ ท่านพ่อจะให้คนเตรียมของกินให้ลูกเดี๋ยวนี้แหละ!"
พระองค์ทรงกลั้นหัวเราะพลางหันไปสั่งกู้เวิ่นสิงที่กำลังอมยิ้มอยู่เช่นกัน
"ยังไม่รีบไปเตรียมของกินให้องค์หญิงสิบสี่อีก!"