ลูกค้ามากมายเกินกว่าที่หมี่หลันเยว่คาดการณ์ไว้จนสุดท้ายต้องส่งคนไปคอยกั้นคนที่หน้าประตู หมี่หลันหยางส่งลูกน้องสี่คนไปยืนเฝ้าถ้ามีลูกค้าชุดหนึ่งเดินออกจากร้านไปถึงจะปล่อยให้ลูกค้าชุดใหม่เข้ามาได้ตอนแรกคิดว่าลูกค้าคงเบื่อหน่ายแล้วเดินหนีไป แต่ใครจะคาดคิดว่ายิ่งเป็นแบบนี้คนกลับยิ่งแห่กันมามากขึ้น
หมี่หลันเยว่ประจำการอยู่ด่านสุดท้ายเสื้อผ้าชุดสุดท้ายที่เหลืออยู่เพียงชุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นขนาดใดก็ห้ามขายออกไปให้ตั้งเป็นตัวอย่างให้ลูกค้าชม ถ้าลูกค้าต้องการซื้อ ก็มีทางเดียวคือสั่งตัดแต่ถ้าจ่ายเงินมัดจำแล้ว ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังคงแถมให้เหมือนเดิม
วันทั้งวัน เหล่าเด็กๆ เหนื่อยล้ากันไปหมดหลิวเสี่ยวหว่านอายุมากที่สุดในบรรดาพวกเขา เธออายุแค่สิบเก้าปีเท่านั้นในระหว่างที่ทุกคนกำลังพักผ่อน หมี่หลันหยางออกไปซื้อของกินส่วนหมี่หลันเยว่ก็สรุปยอดขายของวันนี้ออกมาตัวเธอเองยังตกตะลึงจนแทบจะหุบปากไม่ลง
พนักงานขายหลิวลี่ยังคงมีพลังเหลือเฟือเธอรีบตรวจนับจำนวนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วแล้วนำไปเทียบกับใบเสร็จที่อยู่ในมือของหมี่หลันเยว่ปรากฏว่าเสื้อผ้าหายไปหนึ่งชุด แต่เงินในมือของหมี่หลันเยว่กลับเกินมาหนึ่งส่วนนั่นหมายความว่ามีเสื้อผ้าชุดหนึ่งที่ขายไปแล้วไม่ได้บันทึกไว้ในบัญชีแต่จำนวนนั้นถูกต้อง
น่ายินดีจริงๆ ในสถานการณ์ที่วุ่นวายแบบนี้ยังสามารถรักษาสินค้าไว้ได้โดยไม่หายสักชิ้น ต้องยกความดีความชอบให้กับเด็กๆแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาฉลองเพราะสถานการณ์แบบนี้จะต้องเกิดขึ้นอีกในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอนต้องเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อันยิ่งใหญ่สามวัน
"พี่เสี่ยวหว่านคืนนี้ต้องรบกวนพวกพี่ๆ ทุกคน ช่วยทำงานล่วงเวลา ทำได้มากเท่าไหร่ก็เท่านั้น"
หลิวเสี่ยวหว่านและคนอื่นๆ ยังอยู่ในสภาพดีเพราะพวกเขาไม่ได้เป็นกำลังหลักในการขาย เพียงแค่คอยรักษาระเบียบและดูแลสินค้าพลังงานที่ใช้ไปจึงน้อยกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ว่างเว้นเลยสักวันแต่ตอนนี้ยังพักไม่ได้ เพราะสินค้าในร้านถูกซื้อไปเกือบครึ่งแล้ว
"พวกเราจะไปเร่งมือเดี๋ยวนี้เลย"
หลิวเสี่ยวหว่านดึงน้องสาวที่นั่งหมดสภาพอยู่ข้างๆเพื่อจะไปทำงานในโรงงาน หมี่หลันเยว่จะใจร้ายขนาดนั้นได้อย่างไรทุกคนที่นี่กินขนมปังแค่ชิ้นเดียวตอนกลางวัน แถมยังต้องผลัดกันกินกว่าจะมีเวลาดื่มน้ำได้แทบแย่
"พี่เสี่ยวหว่าน พี่ๆ ทุกคนพูดยังไม่ทันขาดคำก็รีบร้อนกันแล้ว ไม่ต้องรีบขนาดนั้น พักก่อนกินข้าวก่อนค่อยว่ากัน"
จังหวะเดียวกับที่หมี่หลันหยางและเฉียนหย่งจิ้นหิ้วของกินเข้ามาในร้าน
"รีบมากินกันเร็ววันนี้ไปสั่งอาหารที่ร้านมา หอมน่ากินมากเลยนะ"
หลินเผิงเฟยลุกขึ้นไปรับ คนอื่นๆเหนื่อยจนไม่อยากกินอะไรแล้ว หลินเผิงเฟยหิ้วอาหารเดินเข้าไปแล้วเตะก้นทุกคนไปคนละที
"เร็วๆ หน่อยกินข้าวเสร็จก็กลับบ้านไปพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องมาต่อกันอีกนะแถมพื้นตรงนี้มันเย็นด้วย"
พวกเด็กๆ ถึงได้ลุกขึ้นมาจากพื้นหลิวเสี่ยวหว่านปูหนังสือพิมพ์หนาๆ ลงบนโต๊ะตัดผ้า ทุกคนต่างก็แย่งกันกินหนุ่มสาวก็ดีอย่างนี้ กินข้าวไปพลางก็ฟื้นฟูร่างกายไปพลาง พอกินอิ่ม พวกหนุ่มๆก็เริ่มเล่นกันเสียงดัง
"เก็บแรงไว้ให้ดีพรุ่งนี้กับมะรืนนี้ยังมีอีกสองวัน ทุกคนต้องอดทนไว้นะ วันนี้ใครมาช่วยงานฉันให้ค่าแรงคนละหนึ่งหยวน จะเก็บไว้เองหรือจะเอาไปซื้อของให้พี่น้องก็แล้วแต่พวกนาย"
เฉียนหย่งจิ้นคว้าจังหวะที่เหมาะสมที่สุดมอบค่าแรงของวันนี้ให้ ถ้าเป็นเวลาปกติ พวกหนุ่มๆ คงปฏิเสธไปแล้วช่วยเพื่อนกันเองจะเอาเงินได้ยังไงแต่ตอนนี้ความเหนื่อยล้าบนร่างกายเพิ่งจะทุเลาลงแถมยังได้ยินว่าพรุ่งนี้กับมะรืนนี้ต้องมาต่อกันอีก เงินหนึ่งหยวนจึงเป็นกำลังใจที่เหมาะสมที่สุดเมื่อได้ยินว่าให้เอาไปซื้อของให้พี่น้อง ก็รับไว้ด้วยความสบายใจไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไร
"เอาล่ะรับเงินแล้วรีบกลับบ้านไปพักผ่อน พรุ่งนี้มาแต่เช้า ช่วยกันจัดของในร้าน พี่ๆเขาต้องทำงานล่วงเวลาวันนี้ พรุ่งนี้กลางวันพวกพี่ๆ เขาต้องพักผ่อนกันพวกเราก็เลยมีงานที่หนักขึ้น ทุกคนต้องเตรียมใจให้พร้อม กินข้าวเช้าให้อิ่มเป็นลูกผู้ชาย พรุ่งนี้เราจะสู้กันอีกครั้ง"
"พรุ่งนี้เราจะสู้กันอีกครั้ง!"
ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่ก็ได้เงินนี่นาถึงจะมีแค่หนึ่งหยวน แต่นี่ก็เป็นเงินที่ได้จากหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเองยิ่งไปกว่านั้น ตัวเองเป็นลูกผู้ชาย จะมาถอดใจกลางศึกไม่ได้ เสียหน้าแย่
การปลุกระดมก่อนรบของเฉียนหย่งจิ้นทำได้ดีมาก หมี่หลันเยว่พอใจมาก นี่มันแม่ทัพคนเก่งชัดๆหมี่หลันเยว่ตัดสินใจว่าจะต้องจับตัวคนคนนี้ไว้ให้มั่น คนคนนี้จะปล่อยไปง่ายๆไม่ได้ ธุรกิจของตัวเธอในอนาคตจะต้องใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆพี่หย่งจิ้นจะต้องช่วยเหลือตัวเองได้อีกมาก
แทนที่จะให้เขาไปช่วยคนอื่นหรือไปทำงานกินเงินเดือนไปวันๆ สู้เก็บเขาไว้ช่วยตัวเองดีกว่าอย่างน้อยเธอก็จะไม่ทำให้เขาต้องลำบากจะต้องทำให้เขามีธุรกิจเป็นของตัวเองในอาณาจักรธุรกิจของเธอให้ได้
"หลันเยว่ พวกเราก็กลับกันเถอะไปพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ต้องเหนื่อยกันอีกวัน"
หมี่หลันหยางช่วยหลิวเสี่ยวหว่านและคนอื่นๆเก็บของบนโต๊ะ แล้วดึงหมี่หลันเยว่ให้รีบกลับบ้านไปพักผ่อนจะได้ไม่หมดแรงในวันพรุ่งนี้
"พี่เสี่ยวหว่าน พวกพี่ๆต้องลำบากกันหน่อยนะ แต่ทำได้มากเท่าไหร่ก็เท่านั้น ง่วงก็หลับไปเลยนะคะยังไงพวกเราก็สั่งของได้ โชคดีที่ของเล็กๆ น้อยๆ ที่เอาไว้แถมทำไว้เยอะถ้าอย่างนั้นพวกเราคงไม่รู้จะวุ่นวายเรื่องอะไรก่อนเลย"
ระหว่างที่เดินกลับบ้านกับพี่ชายหมี่หลันเยว่ก็เล่าสถานการณ์การขายของวันนี้ให้พี่ชายฟังคร่าวๆ
"ขายได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ? กำไรที่ได้มันน่าตกใจไปหน่อยนะ"
ถึงจะรู้ว่าน้องสาวทุ่มเทกำลังทั้งหมดไปแล้วร้านจะต้องไปได้ดีอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้
ตอนที่ตั้งราคา ตอนนั้นคำนวณต้นทุนต่างๆอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วหมี่หลันเยว่เอาราคาต้นทุนทั้งหมดมารวมกันแล้วบวกกำไรเพิ่มไปอีกเท่าตัวตอนนั้นทำเอาหมี่หลันหยางตกใจไปเหมือนกันแต่หมี่หลันเยว่กลับบอกว่ายังมีค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นอยู่อีกแถมช่วงนี้ฐานะของแต่ละบ้านก็ไม่ได้ดีมากนักไม่อย่างนั้นน่าจะบวกเพิ่มไปอีกสองเท่า
"พี่คะก็แค่สามวันแรกที่เปิดร้านเท่านั้นแหละ ที่มันเป็นแบบนี้ คนเราชอบการเลียนแบบยิ่งไปกว่านั้นสามวันแรกมีของแถมให้ คนก็เป็นแบบนี้แหละต่อให้มีอะไรให้พวกเขาแค่เส้นเดียว พวกเขาก็อยากจะเอาเปรียบกลับไปให้ได้ยิ่งร้านเราแถมกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ที่เข้ากับเสื้อผ้าพวกนั้นด้วยแล้ว"
ของขวัญที่แถมฟรีชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนปรึกษากันแล้วปรึกษากันอีก คิดกันแล้วคิดกันอีกกว่าจะตัดสินใจได้ในที่สุด ต้องทำงานล่วงเวลาไปสามสี่วันหลันเยว่กับพวกเขาก็มาช่วยกัน ทำงานใหญ่ไม่ได้ ก็ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ตามขอบๆ มุมๆอย่างเต็มที่
"พอผ่านสามวันนี้ไปแล้วจะเป็นยังไงจะไม่มีลูกค้าเข้าร้านแล้วหรือเปล่า?"
หมี่หลันหยางค่อนข้างกังวล
"ไม่หรอกแบบเสื้อผ้าอาศัยการขายในช่วงสามวันนี้ เป็นที่รู้จักไปแล้วหลังจากนี้จะต้องมีคนมาซื้ออีกแน่นอน เพียงแต่คนคงไม่เยอะเท่าสามวันแรกเท่านั้น"
"หลันเยว่พี่ว่าจะมีคนซื้อเสื้อผ้าของเราไป แล้วเอาไปทำตามหรือเปล่า แบบเสื้อผ้าของเราก็จะถูกพวกเขาเอาไปทำตามหมดน่ะสิ?"
ความกังวลนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นหมี่หลันเยว่คิดถึงเรื่องนี้ไว้นานแล้ว
"จะต้องมีคนเอาไปทำตามอย่างแน่นอนค่ะเรื่องนี้เราห้ามไม่ได้ แต่บ้านที่มีจักรเย็บผ้าน่ะมีน้อยบ้านที่ทำเสื้อผ้าเองได้น่ะมีไม่เยอะ ถ้าจะไปจ้างร้านตัดเสื้อผ้าทำสู้มาสั่งตัดที่ร้านเราดีกว่า ผ้าที่เราใช้เป็นผ้าที่สั่งซื้อมาในราคาขายส่งราคาถูกกว่าที่พวกเขาไปซื้อเองอีก"
หมี่หลันเยว่นับนิ้วคำนวณ
"พวกเขาซื้อผ้าเองแถมยังต้องเสียค่าแรง ไม่แน่ว่าจะคุ้มกว่ามาซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ร้านเรายิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้าที่เราขายเป็นร้าย มีป้ายยี่ห้อ เอาไปอวดใครต่อใครก็ต้องดูดีมีหน้ามีตา"
พอน้องสาวอธิบายแบบนี้ความกังวลในใจของหมี่หลันหยางก็คลายลงไปมาก ยังไงซะร้านแบบนี้ก็มีค่าใช้จ่ายรายเดือนไม่น้อย ถึงค่าเช่าจะดูสมเหตุสมผลแต่ก็ต้องเลี้ยงดูคนจำนวนมาก ทั้งในร้านและนอกร้านรวมกันเป็นสิบกว่าคนก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อย
เป็นห่วงก็เป็นห่วงจะกังวลไปก็ต้องเดินหน้าต่อไป ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรจะดีหรือไม่ดี ต้องลองดูก่อนถึงจะรู้
"หลันเยว่ เธอมีพี่คอยสนับสนุนเธอนะไม่ว่าผลจะเป็นยังไง พี่ก็จะยืนอยู่ข้างเธอเสมอ"
หมี่หลันเยว่จับมือพี่ชายไว้แน่น
"พี่คะ ไม่ต้องเป็นห่วงร้านนี้จะต้องเปิดต่อไปเรื่อยๆ ฉันไม่กังวลว่ามันจะไม่ทำเงินฉันแค่กังวลว่ามันจะทำเงินได้มากหรือได้น้อยเท่านั้น"
เมื่อเห็นน้องสาวมีความมั่นใจขนาดนี้ความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ที่หลงเหลืออยู่ของหมี่หลันหยางก็หายไป
"พวกลูกสองพี่น้องมัวทำอะไรกันอยู่น่ะพ่อไม่เจอพวกลูกทั้งวันเลยนะ"
ทั้งสองคนคุยกันพลางเดินพลางไม่นานก็ถึงบ้าน คุยกันเพลินจนไม่ได้สังเกตว่าพ่อรอกันอยู่หน้าบ้าน
"พ่อครับ ทำไมออกมาคอยล่ะมีผมอยู่ด้วย จะมีเรื่องอะไรได้"
เมื่อเห็นว่าพ่อรอกันอยู่หน้าประตูหมี่หลันหยางรีบก้าวเท้าให้เร็วขึ้นเขาอายมากที่ทำให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงตัวเองกับน้องสาวแต่เรื่องเปิดร้านก็ปิดบังไว้แล้ว ก็ต้องปิดต่อไปจะให้พวกเขารู้ไปก็จะยิ่งเป็นห่วง
"ก็ไม่ได้ออกมาคอยพวกลูกโดยเฉพาะสักหน่อยน้องชายลูกกินข้าวเสร็จแล้ว พ่อพาเขาออกมาเดินเล่นย่อยอาหารน่ะ"
หมี่จิ้งเฉิงไม่กล้าบอกว่าตัวเองตั้งใจมารอลูกๆก็เลยอ้างหลันซิงมาเป็นข้ออ้าง ตอนนี้หมี่หลันเยว่ถูกน้องชายกอดไว้แล้วเขายังเด็กเกินไป ได้แต่กอดขาพี่สาว แล้วยืนเขย่าตัวอยู่ตรงนั้น
"พี่สาว ไปไหนมาผมไม่ได้เจอพี่สาวทั้งวันเลย"
การออดอ้อนอย่างเห็นได้ชัดทำให้หมี่หลันเยว่เอ็นดูมาก
"พี่มีธุระต้องทำอีกสองวันก็เสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่พาไปเล่นนะ"
หลันซิงก็เข้าใจความเช่นกันได้ยินว่าพี่สาวสัญญาว่าจะพาไปเล่นในอีกสองวัน เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้อีกหมี่หลันเยว่และหมี่หลันหยางก็เหนื่อยกันมาพอสมควรแล้วล้างหน้าล้างตาแล้วก็รีบเข้านอน เมื่อเห็นลูกสองคนแรกที่นอนเร็วขนาดนี้หวังหย่วนฉิงและสามีก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ไม่รู้ว่าสองคนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ถึงได้เหนื่อยขนาดนี้
หมี่หลันเยว่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าพอผ่านสามวันแรกของการเปิดร้านไปแล้ว ยอดขายจะตกต่ำลงขนาดนี้ทุกวันก็ยังมีคนมาบ้าง แต่ก็แค่ประปราย ทำให้หลิวลี่ร้อนใจจนแทบจะทนไม่ไหวเมื่อเทียบกับยอดขายในช่วงสามวันแรกแล้ว แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
"หลิวลี่ อย่าเพิ่งร้อนใจร้านของเราเพิ่งจะเปิดได้แค่ไม่กี่วัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จักร้านของเราหรือยี่ห้อเสื้อของเรา คนที่มาในสามวันนั้น คือคนที่ได้รับใบปลิวของเราจากนี้ไปเราก็ต้องอดทน อดทนจนกว่าทุกคนจะรู้จักร้านของเราเรื่องนี้ก็ต้องพึ่งเธอแล้ว"
"เธอจะต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์สินค้าให้ดีทำให้พวกเขาพอเข้าร้านมาแล้ว ก็ไม่อยากจะจากไป ทำให้พวกเขาหลงใหลในเสื้อผ้าของเราและจะต้องทำให้ลูกค้าที่เคยมาแล้ว กลายเป็นลูกค้าประจำของร้านให้ได้"
แน่นอนเธอไม่คิดว่าพอผ่านสามวันแห่งความสุขในการเปิดร้านไปแล้ว วันที่สี่ก็อ่อนแรงลงแต่หมี่หลันเยว่ก็ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้