ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 68 พริบตาเท่านั้น

            มี่หวังเบิกตากว้างจนเกือบจะกลอกกลับด้าน

            ผมเห็นได้ชัดว่าเขาตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง!

            ถึงจะช้าเกินไปนิด แต่ฝ่าเท้าของเขาก็ยังเหวี่ยงเข้าใส่อกเพื่อนผมอย่างแรงพอจะทำให้ตัวเองลอยถอยหลังไปได้ไกลหลายเมตรเลยทีเดียว

             

            “เจ้าบังคับให้ข้าต้องกลืนอะไรบางอย่าง!

            มันต้องเป็นยาพิษแน่!

            ในกฎห้ามใช้ยาพิษ!”

            แววตาของมี่หวังเปลี่ยนจากตกใจเป็นกรุ่นโกรธในเวลาไม่กี่ลมหายใจ ผมนั่งอยู่ตรงนี้ยังรู้เลยว่าเขาต้องคิดว่าซุนโหวหวังใช้กลโกงแน่ ๆ

            “แบบนี้มันผิดกฎการประลองไม่ใช่หรือ!!”

            เขาหันขวับไปทางฮูจินอย่างคนที่กำลังจะระเบิด

            พยายามสุดชีวิตจะประท้วงว่าเพื่อนหน้าขนของผมเล่นไม่ซื่อเข้าให้แล้ว

             

            “ซุนโหวหวัง..

            ข้าขอถามเจ้า สิ่งที่เจ้าบังคับให้มันกลืนลงไปคือสิ่งใด”

            ผมยังไม่ทันจะหายขำกับเสียงโวยวายของมี่หวัง ฮูจินก็ล่อนร่างลงมาบนสนามหน้าตาเรียบสนิทแบบคนที่เคยเห็นเรื่องบ้า ๆ มาเยอะเกินจะสะเทือนใจได้อีกต่อไป

            ดูก็รู้ว่าเขากำลังจะลงมาช่วยเคลียร์เรื่องนี้ ก่อนที่ใครสักคนจะกลืนอะไรเพิ่มเข้าไปอีก

             

            “กราบเรียนท่านเจ้าคุณฮู สิ่งนั้นคืออาวุธของฉัน

            กระบองปราบมังกรขอรับ”

             

            “กระบองของเจ้า?”

             

            “ใช่แล้วขอรับท่านเจ้าคุณ.. มันคือกระบองของฉัน”

             

            ผมมองหน้าฮูจินตอนนั้นแล้วเดาได้ไม่ยากเลยว่าเขากำลังประมวลผลในหัวเต็มที่

            สายตานิ่ง ๆ ของเขาเหมือนคนที่กำลังย้อนภาพบางอย่างกลับมาเปิดซ้ำช้า ๆ แบบวิดีโอรีเพลย์ในหัว

            แล้วก็เหมือนเขาจะนึกออก ถึงตอนก่อนการประลองที่ซุนโหวหวังมันทำท่ากระบองยืด ๆ หด ๆ เล่นราวกับมันเป็นของเล่นจากร้านตลาดนัด

            ตาแก่นั่นถึงกับกระตุกคิ้วเบา ๆ

            ใช่แล้วล่ะ..

            เขาน่าจะจับไต๋ได้ว่า ไอ้เพื่อนผมมันเตี๊ยมโชว์นั้นให้ดูตั้งแต่แรก เพื่อจะใช้แผนนี่แบบเนียน ๆ

            แล้วเหมือนโหวหวังมันจะรับไม้ต่อทันที

             

            “หากฉันจำไม่ผิด..

            กฎของการประลองได้บัญญัติเอาไว้ว่า ไม่ใช้ยาพิษ..ไม่ใช้โอสถรักษา..สามารถใช้ศาสตราได้..ห้ามเอากันถึงแก่ชีวิตฤๅพิการ

            แลสิ่งที่ฉันป้อนลงไปจึงไม่เข้าข่ายกลโกงแต่อย่างใดใช่ฤๅไม่ขอรับท่านเจ้าคุณฮู”

             

            “หึ..”

            ฮูจินยืนนิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะเค้นเสียงออกจากลำคอแบบคนที่พยายามกลั้นถอนหายใจสุดชีวิต

            ผมมองเขาแล้วนึกในใจ..

            ใช่สิ.. ในกฎมันไม่ได้ห้ามยัดอะไรเข้าปากคู่ต่อสู้นี่หว่า ยิ่งพอไม่ใช่ยาพิษหรือยารักษาด้วยแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลจะจับผิดโหวหวังได้เลย

            “แม้จะเป็นวิธีที่ไร้ยางอายจนเกินไป แต่กระนั้นใช้ผิดกฎ

            เริ่มการประลองต่อไปได้!”

            สีหน้าฮูจินตอนพูดดูนิ่งมาก

            แต่แววตาเขาน่ะ..

            ผมกล้าพนันเลยว่าตาเฒ่าคนนี้คงอยากจะเอาหัวโขกลานประลองให้รู้แล้วรู้รอดไปเหมือนกันล่ะ

            เขาแก่กล้าโลกมานานพอจะเดาออกแน่ว่าไอ้เพื่อนหน้าขนของผมมันตั้งใจตั้งแต่ต้นว่าจะชนะด้วยวิธีแบบนี้

             

            “ไม่จริง! นำของยัดใส่ปากข้าจักเรียกว่าไม่ใช่กลโกงได้อย่างไร!!”

            มี่หวังยังไม่ยอมแพ้ที่จะประท้วงค้านคำตัดสินนั้น

            เอาจริง ๆ ผมก็เข้าใจมันนะ ถ้าผมเป็นเขา แล้วโดนกระบองยัดเข้าปากกลางสนามต่อหน้าผู้ชมทั้งเวที แถมของสิ่งนั้นมันยังไม่ใช่ 'ฟู้ดเกรด (Food Grade) ' อีกต่างหาก

            แค่นั้นยังไม่พอ..

            มันยังเป็นของที่โหวหวังมันเสียบไว้ตรงติ่งหูเป็นประจำอีก

            ขยะแขยงชะมัด..

            แม้ผมจะเป็นคนคิดแผนก็เถอะ

             

            “จักโกงได้อย่างไรเล่าพ่อเอ๋ย..

            ในกฎบอกแค่ว่าห้ามใช้พิษและห้ามใช้โอสถในการรักษา..

            แต่สิ่งที่เอ็งกลืนลงไปนั้นเป็นอาวุธคู่ใจของฉัน..

            เอ็งก็เห็นแลว่ามันยืดหดได้ เพียงฉันใช้จิตบังคับ มันกระจักยืดขึ้น..”

            ผมมองเพื่อนตัวเองที่กำลังบรรยายแบบหน้าตาเฉย..

            มือขวาก็พลิกไปพลิกมาเหมือนกำลังโชว์มายากลให้เด็กอนุบาลดู

            แต่เปล่าเลย.. ของที่มันกำลังควบคุมน่ะ อยู่ในกระเพาะคน!

            “เยี่ยงนี้..”

            แล้วเจ้าบ้าโหวหวังนั่นก็บรรยายประกอบท่าทางแบบเต็มสูบ

            เหมือนมันกำลังขายของอยู่บนแผงลอยกลางตลาด ทั้งที่สิ่งที่มันกำลังทำคือควบคุมกระบองที่สามารถยืดหดได้ในร่างคน!

            ใครจะไปคิดว่าศึกปัญจมิตรรุ่นมัธยุทธ์จะลงเอยด้วยโชว์แบบนี้!

             

            ถึงตอนนั้น ผมไม่ต้องเดาเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับมี่หวัง..

            สีหน้าเขาบิดเบี้ยวแบบคนที่โดนเอาอะไรสักอย่างไปยัดไว้ในท้องแล้วบิดหมุนแบบไม่ให้พักหายใจ

            อวัยวะภายในคงโดนเบียดเสียจนไม่มีที่ให้ตั้งตัว รู้ตัวอีกที เจ้าตัวก็กุมท้องแน่นเหมือนคนที่เพิ่งกินบุฟเฟ่ต์หม้อไฟสิบรอบแบบไม่ได้ตั้งใจ เพราะกลัวโดนค่าปรับ ทั้งที่ความจริงไม่ได้กินอะไรเลยสักนิด นอกจากกระบองของเพื่อนผม

             

            “และในกฎบอกห้ามเอากันถึงแก่ชีวิตและห้ามทำให้เอ็งพิการ”

            ไอ้เพื่อนผมมันยิ้มกว้างออกมาราวกับคนเพิ่งคิดมุกเด็ดได้

            “แต่มิได้ห้ามไม่ให้ทรมานเอ็ง..

            เช่นนั้นจงยอมแพ้เสีย หากมิอยากท้องแตกเช่นชูชก!”

            พูดจบ..

            มันก็สะบัดข้อมืออีกที มี่หวังก็ได้ทรุดตัวลงไปนอนกลิ้งเกลือกไปมาอยู่บนสนามประลอง

             

            มี่หวังกัดฟันแน่น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยแววกราดเกรี้ยวแบบคนที่ถึงทางตัน

            ผมเห็นเขาจ้องไปทางซุนโหวหวังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เหมือนอยากจะลากเจ้าบ้านั่นลงนรกไปด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย

            “เอาเลย!!

            หากข้าตาย!!

            อย่างมากเจ้าและข้าก็ตกรอบพร้อมกัน!

            แต่ถ้าหากแลกกับการที่คนทั้งอาณาจักรรู้ถึงความอำมหิตของว่าที่เจ้าเมืองนพบุรีอย่างเจ้าได้

            สำหรับข้ามันก็คุ้มเกินคุ้ม!!”

            ผมฟังแล้วก็ต้องกลั้นใจเงียบไว้..

            เพราะเอาเข้าจริง มันก็คุ้มจริง ๆ นั่นแหละ..

            แต่อย่าลืมว่ากระเพาะนายยังไม่ว่างจากกระบองเพื่อนผมนะ

             

            “อ่า.. แน่นอนว่าฉันมิอาจฆ่าพ่อได้..”

            เสียงของโหวหวังตอนนั้นชัดถ้อยชัดคำ รอยยิ้มบนหน้ามันไม่ได้มีแค่ความเจ้าเล่ห์ แต่ยังมีประกายบางอย่างที่ทำให้ผมเริ่มสงสารมี่หวังขึ้นมาเล็กน้อย

            “แต่ฉันสามารถทรมานพ่อได้นานเท่านาน..”

            พูดจบ.. โหวหวังก็ได้พลิกมือไปมา.. ถี่และเร็วขึ้น

            ผมเห็นกับตาเลยว่าในจังหวะที่มือเขาพลิกไปมา กระบองในร่างของมี่หวังก็ยืดเข้า หดออกเหมือนของเล่นสปริงที่มีชีวิตจนท้องของมันมีรอยเหมือนโดนคนชกจากภายใน

            ถ้าไม่ติดว่ามันอยู่ในร่างคนจริง ๆ ผมอาจจะหัวเราะไปแล้วด้วยซ้ำ

             

            ผมไม่ต้องจินตนาการเลยว่าเขารู้สึกยังไง

            ข้างในท้องของเขาตอนนี้คงไม่ต่างจากสนามมวยที่มีนักชกสักสิบคนต่อยกระหน่ำอยู่พร้อมกัน

            และใช่..

            หมัดพวกนั้นดันไปกระแทกจากด้านใน ใส่ท้องแบบหมดสิทธิ์ยกการ์ดป้องกันเพราะไม่สามารถทำได้

            ความเจ็บปวดน่ะเหรอ?

            ถ้าผมเป็นเขา..

            ผมคงร้องไห้ตั้งแต่ครึ่งยกแรกแล้ว

             

            “ยอมแพ้เสียเถิด

            ฝืนไปก็รั้นแต่จะทำให้พ่อเจ็บตัวเปล่า..

            ฉันมีเวละ..โอ้..เคราฉันหงอก..

            ฉันมีเวลาเล่นกับพ่อได้ทั้งวัน”

            ซุนโหวหวังยังคงยืนขยับมือขวาไปมาอย่างอารมณ์ดี ราวกับนี่ไม่ใช่สนามประลอง แต่เป็นเวทีโชว์กลกล่องมายากลอะไรสักอย่าง

            ส่วนมือซ้ายของมันก็กำลังสางเคราตัวเองแบบชิล ๆ เหมือนคนที่กำลังเลือกถอนเส้นหงอกในบ่ายวันว่าง ๆ ไม่ใช่ตอนที่กำลังยำกระเพาะคนอื่นอยู่

             

            ส่วนมี่หวังน่ะเหรอ..

            เขาไม่ได้ไม่อยากยอมแพ้นะ ผมดูออกเลยว่าเขาอยากจะร้องว่า 'ข้ายอมแล้ว!' ตั้งแต่กระบองขยับรอบที่สามแล้วล่ะ

            แต่มันจะพูดได้ยังไงในเมื่อท้องกำลังจะปริ มือก็ต้องกุมท้อง ปากก็ต้องร้องโอดโอย คนเราจะเอาเวลาที่ไหนไปเปล่งคำว่ายอมแพ้ได้ ถ้ากำลังถูกกระบองทรมานอยู่แบบนั้น!

             

            “ผู้ชนะได้แก่ซุนโหวังแห่งบ้านสกุลซุนที่จะเข้าไปสู่รอบแปดคนสุดท้ายของสายบน ส่วนผู้แพ้นั้นจะลงไปแก่ตัวในสายล่าง!!”

            ดูจากท่าทางแล้ว มี่หวังไม่มีทางกลับมาชนะได้อีกแน่นอน

            ผมนั่งอยู่ตรงนี้ก็รู้สึกได้เลยว่าฮูจินเองก็คงคิดไม่ต่างกัน..

            เพราะทันทีที่เห็นสภาพคู่ต่อสู้ของเพื่อนผมกำลังจะกลายเป็นหม้อไฟเคลื่อนที่ เขาก็ประกาศผลแพ้ชนะในทันที

            จริง ๆ แล้วเขาก็คงไม่ได้อยากใจร้ายหรอกครับ..

            แค่ถ้ายังปล่อยให้ประลองต่อไป มีหวัง.. มี่หวังได้ลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่โรงหมอยันรอบแปดคนสุดท้ายแน่ ๆ ซึ่งถึงตอนนั้นต่อให้กินโอสถหมื่นทิพย์หกประการเข้าไปเป็นกำมือก็คงไม่มีทางฟื้นทันในวันรุ่งขึ้นแน่

             

            “ชนะด้วยวิธีเช่นนี้... นี่มันออกจะไร้ยางอายเกินไปหรือไม่?”

            “ไร้ยางอายอย่างไร! เจ้าไม่เห็นเปลวนิพพานนั่นรึ! ที่นายน้อยซุนเลือกวิธีเช่นนี้คงต้องการเก็บแรงเอาไว้เสียมากกว่า”

            “ข้าไม่สนว่าไร้ยางอายหรือไม่! ข้าสนเพียงแต่ข้าได้ลงพนันข้างนายน้อยซุนเอาไว้! รวยแล้วข้า!! ฮา..ฮะ..ฮะ..ฮ่า!! ห้าต่อเจ็ดเชียวนะ! ข้าลงไปตั้งสองเหรียญทอง!! กำไรเห็น ๆ!!”

             

            แน่นอน..

            พวกนักวิจารณ์มืออาชีพจะพลาดไปได้ยังไง..

            แต่ก็เถอะ..

            ก็ขอยินดีกับคนที่ชนะเดิมพันคนนั้นด้วยล่ะกัน..

             

            “อย่างไร.. แผนของข้าเวิร์ค--!

            ข้าหมายถึง..

            อย่างไร แผนของข้าใช่ได้หรือไม่?”

            ผมแอบยิ้มอยู่เงียบ ๆ ตอนเห็นโหวหวังเดินลงจากเวที..

             

            พอหลุดจากสนามประลองได้ โหวหวังก็รีบหยิบอะไรบางอย่างเล็กจิ๋วขึ้นมาด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวจนผมนึกว่าหมอนี่จะอ้วกใส่ตัวเอง

            มือขวาของมันคีบกระบองขนาดเท่าไม้จิ้มฟันอย่างกับมันเป็นตะเกียบที่เพิ่งคีบอะไรหล่นลงพื้น ส่วนมือซ้ายก็ดึงชายเสื้อขึ้นมาเช็ดมันแบบแทบจะถูออกให้ขาด

            “เจ้าคุณพ่อแลเจ้าคุณปู่เอาฉันตายแน่...”

            มันพึมพำพลางยกกระบองขึ้นดมก่อนจะรีบเบี่ยงหน้าหนีอย่างเร็ว

            แล้วก็เช็ดอีกรอบราวกับพยายามลบล้างความทรงจำจากสนามประลองเมื่อครู่

            แน่นอนว่าของที่ว่า..

            ก็ไอ้กระบองปราบมังกรอันเดิมนั่นแหละ เพียงแค่มันถูกย่อให้เล็กขนาดไม้จิ้มฟันเพื่อจะได้เช็ดได้สะดวกเท่านั้นเอง

             

            “เอาน่า..

            ท่านเจ้าเมืองกับท่านผู้เฒ่าวานรของเจ้าคงไม่สนใจเรื่องวิธีเอาชนะหรอก..

            พวกท่านคงสนใจเรื่องเปลวนิพพานของนายมากกว่า”

            ผมยกมือตบบ่าโหวหวังเบา ๆ แบบพี่ชายตบบ่าน้องที่เพิ่งรอดจากคดีความ..

            “เดี๋ยวข้าช่วยคุยให้”

             

            “ก่อนอื่นช่วยฉันล้างกระบองก่อน! สาบเสียยิ่งกระไร!”

            .

            .

            หลังจากนั้นสนามประลองก็ต้องโดนซ่อมยกใหญ่..

            ไม่ใช่ซ่อมธรรมดานะครับ แต่ซ่อมกันแบบระดับเปลี่ยนพื้นใหม่ทั้งผืน เพราะกระบวนท่าของโหวหวังเล่นทำพื้นพรุนยิ่งกว่าฟองน้ำล้างจานที่โดนใช้ขัดกระทะปิ้งยากมานานนับสิบปี!

            ผมนั่งมองจากไกล ๆ ก็ยังรู้สึกเหนื่อยแทนพวกที่ต้องมาซ่อมเลยแฮะ

             

            แล้วพอซ่อมเสร็จ..

            การประลองในรอบต่อไปก็ได้เริ่มขึ้น

            เป็นรอบของ หม่าชุนเฟิงปะทะป๋ายเว่ยกง

            แค่เริ่มก็รู้ละว่าไม่ใช่ศึกที่สูสีอะไร เพราะหม่าชุนเฟิงใช้ทวนตระกูลหม่าแบบเร็วกว่าเงาสะบัดเดียวจบจอด

            ส่วนคู่ที่สองก็เรียกเสียงเชียร์ได้เยอะหน่อย เป็นการปะทะระหว่างจูหม่าเหรินกับโหวจิว..

            สู้กันอย่างดุเดือดจนจูหม่าเหรินหอบเป็นปลาขาดน้ำเลยทีเดียวกว่าจะชนะได้

             

            แต่ในขณะที่คนอื่นลุ้นกันหน้าสนาม ผมกับโหวหวังกลับไม่ได้อยู่ตรงนั้น..

            พวกเราโดนลากไปที่เรือนรับรองแทน แล้วก็โดนญาติ ๆ จากบ้านตระกูลซุนซักไซ้เหมือนเรากำลังโดนสอบสวนก็ไม่ปาน

            เพราะเรื่องที่ว่าโหวหวังมีเปลวนิพพานในร่างน่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดา

            แต่มันคือเรื่องใหญ่ระดับ 'แผ่นดินสะเทือน' เลยทีเดียว

             

            ฟังดูเหมือนจะดีนะครับที่หมอนั่นมีพลังระดับนั้น แต่มันกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวง

            เพราะคนในตระกูลซุนดันเป็นหนึ่งในผู้นำยุทธภพฝั่งปัญจมิตร แล้วพลังที่ว่านั่น.. ควรจะมีแค่ในสายเลือดของแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์เท่านั้น

            แถมเรื่องยังซวยยิ่งกว่าเก่า เพราะคนที่โหวหวังเคยไป 'แย่งชิงความบริสุทธิ์' มาน่ะ ดันเป็นถึงพระนัดดาของกษัตริย์ราชวงศ์หนาน!

            และใช่ครับ..

            ถ้าหนานหงเซียเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาจริง ๆ ล่ะก็..

            นี่ไม่ใช่แค่เรื่องในยุทธภพจะระอุ..

            แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นที่ไม่ดีอยู่แล้วอาจถึงขั้นแตกหักกันเลยทีเดียว

            พูดง่าย ๆ ว่า..

            เรื่องของอาม้าผมในอดีตที่ทำให้แคว้นนั้นไม่พอใจยังไม่จางดี

            นี่จะกลายเป็น 'ฉบับหลานสาว' ซ้ำรอยเข้าไปอีก!!

            มันจะไม่ไปกันใหญ่เหรอครับนั่น!

             

            ผมเห็นท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงนั่งนวดกระหม่อมตัวเองอยู่เงียบ ๆ

            ท่าทางแบบนั้นไม่ได้ปวดหัวธรรมดาแน่ ๆ มันคืออาการของคนที่อยากจะตะโกนแต่ต้องเก็บอารมณ์ไว้เพราะกำลังอยู่ต่อหน้าคนอื่น

            ส่วนท่านเฒ่าวานรซุนต้าหลี่ก็ไม่ต่างกัน

            มือเขาถูกไปทั่วใบหน้าเหมือนพยายามจะขูดเอาความเครียดออกมาพร้อมเหงื่อเลยด้วยซ้ำ

             

            “ใช้เปลวนิพพานในงานประลองประจำปีแบบนี้ ป่านนี้เรื่องคงร้อนถึงหูกษัตริย์แดนนั้นเป็นแน่แล้ว..”

            ตาเฒ่าวานรพูดออกมาด้วยเสียงแน่นเครียดแบบที่ทำให้ผมเผลอกลืนน้ำลายตาม

            ท่าทางคำพูดของเขามันไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดา..

            แต่มันคือเสียงของคนที่รู้ว่าไฟกำลังจะลามมาถึงโรงเก็บดินปืน แล้วเขาก็ไม่มีน้ำเหลือในถังเลยสักหยด

            “ป่านนี้คงมีราชโองการลับให้ใครสักคนแอบสะกดรอยลูกแล้วเป็นแน่.. ลูกหวัง..”

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่เสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วทำเอาผมแทบจะขยับคอเสื้อไม่ทัน

             

            ผมเห็นท่านเจ้าเมืองซุนหันไปมองโหวหวังแบบช้า ๆ ชนิดที่อากาศในห้องแทบหยุดไหล

            แล้วคำถามก็หลุดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทั้งนิ่ง ทั้งกดดันจนผมเองยังเผลอกลืนน้ำลายตาม

            “เอ็งแน่ใจนะว่าแม่หงเซียไม่ได้มีครรภ์?”

             

            “แน่ใจขอรับเจ้าคุณพ่อ ฉันเทียวส่งยันต์สื่อสารหาน้องหงเซียอยู่บ่อย ๆ ทางนั้นบอกกับฉันตลอดว่ามิได้มีอันใด..”

            โหวหวังตอบออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจแบบไม่แม้แต่จะกะพริบตา

             

            “มีครรภ์หรือไม่มี มันไม่สำคัญแล้วล่ะ..”

            เสียงของตาเฒ่าวานรฟังดูไม่ต่างจากโหวหวังนัก..

            เคร่งเครียดจนผมรู้สึกว่าความดันในห้องมันพุ่งสูงขึ้นแบบไม่จำเป็นต้องใช้อะไรวัด

            “ก็ครึ่งปีก่อน พวกเอ็งก็เป็นคนส่งสินไหมไปให้ฝั่งนั้นมิใช่ฤๅ?

            ป่านนี้กษัตริย์หนานคงเรียกตัวแม่หนานหงเซียกับพ่อหนานหงชุนไปไต่ถามหมดแล้วแน่ ๆ”

             

            “ท่านผู้เฒ่าวานร.. ท่านเจ้าเมืองไม่ต้องเป็นกังวลไป..

            เรื่องพรหมจรรย์ปลูกนิพพาน คนราชวงศ์หนานน่าจะไม่ทราบถึงการมีอยู่ของสิ่งนี้

            มิเช่นนั้นพวกมันคงไม่ยอมปล่อยหนานหงเซียตามหนานหงชุนออกนอกแคว้นมาทำภารกิจแน่”

            ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพยายามเลือกคำพูดแบบคนที่ต้องเดินบนเชือกกลางเหว

            ถ้าพูดแรงเกินไปก็อาจกระตุกเส้นใครสักคนให้ลุกขึ้นตะโกน แต่ถ้าอ่อนเกินไปก็อาจดูไม่จริงจัง

            ถึงตอนนี้ผมก็ทำได้แค่หวังว่าถ้อยคำที่ออกไปจะพอประคองบรรยากาศในเรือนรับรองแห่งนี้ไม่ให้ระเบิดลงกลางวง

             

            “แต่อย่างไรกษัตริย์หนานย่อมเรียกพระนัดดาของพระองค์เข้าไปไต่ถามแน่..”

            ท่านซุนต้าหลี่พูดจบก่อนจะหันขวับไปมองโหวหวังด้วยแววตาแบบที่ทำให้ผมอยากหลบไปอยู่หลังม่านผ้า

            สายตาแบบนั้นมันไม่ใช่แค่ว่า 'กังวล' แล้วนะครับ

            มันคือสายตาของคนที่พร้อมจะลากหลานไปสอบสวนเองกับมือถ้าคำตอบมันไม่น่าฟังพอ

            “เอ็งรีบใช้ยันต์สื่อสารติดต่อหา.. เอ่อ.. หลานสะใภ้ประเดี๋ยวนี้

            อย่างน้อย ๆ ก็ให้เธอได้มีเวลาเตรียมคำพูดที่เหมาะสมสักหน่อย”

            “เอาเป็นให้หลานสะใภ้พูดตามปู่นะหากถูกไต่ถาม..

            ให้บอกไปว่าในตอนที่มาทำภารกิจที่แดนนี้ เอ็งยังมีระดับพลังอยู่ในระดับสัมผัสปราณเท่านั้น จึงไม่ทราบว่าเอ็งมีเปลวนิพพานในร่างด้วย

            ส่วนเรื่องอื่นถ้าเลี่ยงได้ก็กล่าวปฏิเสธไป อย่าลืมย้ำเรื่องความสัมพันธ์ของเอ็งกับเธอด้วย

            ให้เธอบอกกษัตริย์หนานไปว่าเป็นเพียงสหายที่พานพบกันเพียงเท่านั้น

            ห้ามเธอกล่าวเรื่อง..เอ่อ...เอ่อ.. เรื่องนั้นเป็นอันขาด!”

             

            “ขอรับเจ้าคุณปู่”

            ทันทีที่ปู่พูดจบ ผมก็เห็นแหวนมิติรูปวานรของโหวหวังเปล่งแสงสีชาดขึ้นมา

            แสงนั้นไม่ได้แรงมาก แต่พอจะทำให้ทุกสายตาหันไปสนใจ แล้วถัดมาในอุ้งมือของมันก็ปรากฏยันต์สื่อสารแสนลี้ขึ้นมาเหมือนอย่างเคย

            “แม่ดวงกระมล.. ฉันมีเรื่องด่วน....

            อีกไม่นานเจ้าคุณตาของแม่คงจะเรียกแม่ไปเข้าพบ ให้แม่ตอบตามนี้...”

            โหวหวังพูดพลางเดินออกไปหามุมเงียบ ๆ อย่างคล่องแคล่วเหมือนคนที่เคยหลบออกไปคุยเรื่องลับ ๆ จนเป็นนิสัย

            ผมนั่งมองตามแล้วก็ได้แต่หวังว่า ญาติทางฝั่งแม่ของผมจะไม่ทำให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้นะ

             

            “แล้วเอ็งเล่าพ่อหนุ่มเจี้ยน..

            เอ็งมีสายเลือดของคนราชสกุลหนาน ใช่ว่าเอ็งมีเปลวนิพพานด้วยฤๅไม่?”

            พอคำถามถูกส่งออกมาจากปาก ท่านผู้เฒ่าวานรก็ค่อย ๆ หันมาทางผม

            ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวดี สายตาของเขาก็จ้องมาแบบจริงจังจนนั่งหลังตรงอัตโนมัติ

            ก็นะ..

            ผมเป็นคนราชวงศ์หนานครึ่งตัวนี่นา จะไม่โดนถามเรื่องนี้ก็คงแปลก

             

            “ไม่มีขอรับ..

            กล่าวให้ถูกคือข้าไม่ทราบขอรับ..”

            ผมตอบไปตามตรง ไม่ได้เสริม ไม่ได้ลด

            แม้ว่าจะมีสายเลือดราชวงศ์หนานครึ่งหนึ่งไหลเวียนอยู่ในร่าง แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็ไม่ได้มีราชินีแห่งปวงเพลิงมาอาศัยอยู่ในตัวเหมือนคนบางคน

            อย่างน้อยก็ตอนนี้อะนะ

            เพราะผมยังไม่ได้ผ่านเคราะห์แบบเดียวกับหงชุนจึงยังไม่รู้

             

            “ชั่งเถิด..

            มีไม่มีก็แล้วแต่เอ็ง

            เผื่อภายภาคหน้าเอ็งเกิดมีอัคคีสายนี้จุดติดขึ้นมา เอ็งก็ควรระวังตนให้ดี

            เปลวนิพพานเป็นสิ่งที่คนราชวงศ์หนานหวงแหนเอามาก ๆ

            เพราะมันคือหนึ่งในสองสิ่งที่ยังคงค้ำจุนให้คนราชวงศ์นั้นเป็นจ้าวที่ครองแดนมิได้ถูกกดให้ต่ำลงเช่นกษัตริย์ดินแดนอื่นอยู่ได้ตราบจนทุกวันนี้”

             

            “ขอบพระคุณที่เตือนขอบรับท่านผู้เฒ่าวานร..

            รุ่นหลังจะระลึกถึงคำเตือนของท่านอยู่เสมอ”

            ผมก้มโค้งให้อย่างนอบน้อม..

            ที่ทำไปไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเป็นชายชราวัยเจ็ดสิบปีที่ดูน่าเกรงขามเพียงอย่างเดียว

            แต่เพราะคำเตือนนั้นมันฟังดูจริงเกินกว่าจะเฉยเมยใส่ได้ แม้บางทีผมจะไม่ได้เชื่อว่าตัวเองจะมีเปลวนิพพานเหมือนโหวหวัง

            เพราะถ้าผมมีจริง..

            เพลิงไฟนั้นก็สมควรถูกปลุกได้ตั้งแต่เมื่อเกือบสามปีก่อนแล้ว..

            ตอนที่ผมโดนฟ้าผ่าน่ะ..

             

            หลังจากนั่งเผชิญหน้ากับบทสนทนาที่เคร่งเครียดระดับ 'ถามไถ่ทุกเรื่องราวที่อาจทำให้เดือดร้อน' อยู่นาน

            ในที่สุดเราทั้งคณะก็ได้กลับมาที่สนามประลองอีกครั้ง เพราะตาเฒ่าวานรกลัวว่าถ้าหายหัวกันนานเกินไป จะยิ่งดูน่าสงสัยกว่าเดิมเข้าไปอีก

            ซึ่งก็ไม่ผิดหรอก.. เพราะตอนนี้พวกเราดูเหมือนกลุ่มคนที่เพิ่งกลับจากประชุมลับมากกว่ามาดูศึกเยาวชนซะอีก

             

            แล้วพอกลับมา..

            ถึงกับต้องถอนหายใจนิด ๆ เพราะการแข่งคู่แรกของรอบบ่ายระหว่างอุสางิซากิกับฟ้านหงดันจบไปแล้วเรียบร้อย

            และก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรที่คนชนะคือคุณหนูจากตระกูลศศะผู้แสนจะมั่นหน้าคนนั้น

            ไม่ทันได้พักหายใจสนามก็ถูกจัดเตรียมเสร็จอย่างไว และการประลองคู่ที่สองของรอบบ่ายก็เริ่มต้นขึ้นในทันที

             

            “การประลองในคู่ที่หกรอบสิบหกคนสุดท้าย คิมบีโฮปะทะจางลี่ชิว

            ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจในการขึ้นมายังสนามประลองแห่งนี้!”

            ฮูจินตะโกนประกาศออกมาดังฟังชัด จนแม้แต่คนหลับอยู่ริมสนามยังต้องสะดุ้ง

            แล้วชายหนุ่มที่แต่งชุดฮันบกสีฟ้าครามเข้มก็โดดขึ้นสนามทันทีแบบไม่รอให้เสียงสะท้อนกลับจางหาย

            ไม่กี่อึดใจต่อมา จางลี่ชิวในชุดชมพูอ่อนก็ตามขึ้นมาอย่างอ่อนช้อย

            เธอก้าวอย่างเบา เสียงรองเท้าแทบไม่มี ท่าทางดูเรียบร้อยอย่างกับจะขึ้นเวทีประกวดนางงามมากกว่าขึ้นเวทีประลอง

            พอเห็นว่าทั้งสองขึ้นมาครบแล้ว

            ฮูจินก็ร่ายประโยคเดิมเป๊ะ ๆ ให้ทั้งสองฝ่ายเอ่ยทักทายฉันมิตร (?)

             

            “คิมบีโฮ..สำนักดาบเหล็ก”

            น้ำเสียงของคิมบีโฮเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งที่ตัดมาจากยอดเขา

            เสียงนั้นไม่มีแม้แต่ร่องรอยของอารมณ์ ฟังดู เฉียบขาด ราบเรียบ และน่าขนลุกนิด ๆ

            ผมเห็นมือซ้ายของเขาเลื่อนไปแตะตรงเอว..

            ดาบทาจิที่ห้อยอยู่ตรงนั้นดูเหมือนแค่ของประดับ แต่ผมรู้ดีว่าถ้ามีใครเผลอเข้าใกล้เกินระยะ มันจะไม่ใช่ของประดับอีกต่อไป

            ส่วนมือขวาของหมอนั่นก็ปล่อยไว้ข้างตัวแบบคนที่มั่นใจสุดขีดว่าจะได้ใช้มันในจังหวะที่ตัวเองเป็นฝ่ายเลือก ไม่ใช่ฝ่ายถูกบังคับ

             

            “จางลี่ชิวแห่งพรรคตระกูลจาง ขอได้โปรดพี่คิมเมตตาด้วย”

            จางลี่ชิวพูดจาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนที่ถ้าเป็นผมยืนอยู่ตรงนั้น คงต้องพยายามไม่เผลอยิ้มให้

            แต่โชคร้ายสำหรับเธอที่คู่ประลองของเธอดันเป็นคิมบีโฮ

            มนุษย์ภูเขาน้ำแข็งในร่างนักดาบ

            หมอนั่นยืนนิ่งเป็นหิน สายตาไม่ไหวติงแม้แต่น้อย

            เสียงของจางลี่ชิวสำหรับหมอนั่นน่าจะเหมือนเสียงลมทะเลพัดผ่านหูมากกว่า

            คือมีอยู่.. แต่ไม่มีผลอะไรเลย เหมือนยืนคุยกับไม้ท่อนหนึ่งที่บังเอิญติดดาบอยู่ข้างเอว

             

            “ครบกำหนดเวลา พวกเจ้าพร้อมกันแล้วหรือไม่?”

            ฮูจินถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เหมือนจะชินกับการต้องเป็นกรรมการให้พวกเด็กดื้อถืออาวุธมาฟาดฟันกันเป็นประจำ

             

            ผมนั่งดูอยู่ไม่ไกล สายตาจับจ้องไปยังเวทีตรงหน้า

            ขณะที่คิมบีโฮยังคงยืนนิ่ง มือขวาของเขายื่นไปใกล้ด้ามดาบราวกับพูดว่าพร้อมแต่ยังไม่ยอมแตะต้องมันจริง ๆ

            ดวงตาคู่นั้นเปลี่ยนไปจากที่ดูไร้อารมณ์ กลับจ้องมองคู่ต่อสู้อย่างแน่วแน่เหมือนจะจารึกภาพของอีกฝ่ายไว้ในสมองก่อนฟันให้ขาด

            “ข้าพร้อมแล้ว..”

             

            “พร้อมก็พร้อม.. แหม.. พี่คิมเย็นชายิ่งนัก”

            ส่วนจางลี่ชิวก็ทำหน้าทำนอง 'ฉันน้อยใจอยู่นะ' พลางยักไหล่เบา ๆ แล้วค่อย ๆ ชักกระบี่คู่ขึ้นมาด้วยท่าทางเหมือนจะบอกว่าขัดใจและก็พร้อมจะฟาดไม่ยั้ง

             

            “หากพวกเจ้าพร้อมแล้ว การประลองในคู่ที่หกในรอบแบ่งสายเริ่มได้!!”

             

            สิ้นเสียงของฮูจิน ผมยังไม่ทันจะหายใจให้ครบเฮือกดี บีโฮก็พุ่งออกไปแล้ว

            และใช่ พุ่งแบบไม่ให้ทันตั้งตัวเลยสักนิด

            จากที่เคยนิ่งขรึมราวกับหินผา เขากลายเป็นพายุบ้าคลั่งในพริบตาเดียว

            ความเร็วแบบนั้นมันไม่ควรจะเกิดจากคนที่ยังไม่ได้ชักดาบออกมาด้วยซ้ำ!!

            แต่นั้นไง..!

            นิ้วโป้งซ้ายของหมอนั่นที่กุมฝักดาบมาตลอดพลันดีดโก่งดาบ จนตัวของดาบทาจิพุ่งออกมา ก่อนที่มือขวาจะคว้าด้ามไว้มั่น แล้วฟาดฟันใส่จางลี่ชิวเหมือนตั้งใจจะผ่าคู่ต่อสู้เป็นครึ่งซีก

            จางลี่ชิวน่ะไวอยู่แล้ว และก็ไม่ใช่เด็กใหม่ เธอไขว้กระบี่ขึ้นรับแบบทันควัน

            แม้เธอจะสามารถยกกระบี่คู่ขึ้นต้านรับไว้ได้..

            แต่แรงปะทะก็ยังทำให้เธอกระเด็นถลาจนร่วงตกเวทีไปเหมือนตุ๊กตาที่โดนปัด

            อา..

            ภาพลักษณ์สาวน้อยน่าทะนุถนอมของจางลี่ชิว พังไม่เป็นท่าเลยล่ะ

            แล้วเจ้าคิมบีโฮนั่นก็ไม่ปรานีเลนสักนิด..

             

            “ผู้ผ่านเข้ารอบไปยังสายบนได้แก่คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก

            ส่วนจางลี่ชิวจากพรรคตระกูลจางลงไปยังสายล่าง!”

             

            ใช่แล้ว..

            ศึกนี้จบแบบเร็วเว่อร์

            เร็วชนิดว่ามากเกินไปหน่อยสำหรับงานประลองในรอบนี้

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน