มี่หวังเบิกตากว้างจนเกือบจะกลอกกลับด้าน
ผมเห็นได้ชัดว่าเขาตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง!
ถึงจะช้าเกินไปนิด แต่ฝ่าเท้าของเขาก็ยังเหวี่ยงเข้าใส่อกเพื่อนผมอย่างแรงพอจะทำให้ตัวเองลอยถอยหลังไปได้ไกลหลายเมตรเลยทีเดียว
“เจ้าบังคับให้ข้าต้องกลืนอะไรบางอย่าง!
มันต้องเป็นยาพิษแน่!
ในกฎห้ามใช้ยาพิษ!”
แววตาของมี่หวังเปลี่ยนจากตกใจเป็นกรุ่นโกรธในเวลาไม่กี่ลมหายใจ ผมนั่งอยู่ตรงนี้ยังรู้เลยว่าเขาต้องคิดว่าซุนโหวหวังใช้กลโกงแน่ ๆ
“แบบนี้มันผิดกฎการประลองไม่ใช่หรือ!!”
เขาหันขวับไปทางฮูจินอย่างคนที่กำลังจะระเบิด
พยายามสุดชีวิตจะประท้วงว่าเพื่อนหน้าขนของผมเล่นไม่ซื่อเข้าให้แล้ว
“ซุนโหวหวัง..
ข้าขอถามเจ้า สิ่งที่เจ้าบังคับให้มันกลืนลงไปคือสิ่งใด”
ผมยังไม่ทันจะหายขำกับเสียงโวยวายของมี่หวัง ฮูจินก็ล่อนร่างลงมาบนสนามหน้าตาเรียบสนิทแบบคนที่เคยเห็นเรื่องบ้า ๆ มาเยอะเกินจะสะเทือนใจได้อีกต่อไป
ดูก็รู้ว่าเขากำลังจะลงมาช่วยเคลียร์เรื่องนี้ ก่อนที่ใครสักคนจะกลืนอะไรเพิ่มเข้าไปอีก
“กราบเรียนท่านเจ้าคุณฮู สิ่งนั้นคืออาวุธของฉัน
กระบองปราบมังกรขอรับ”
“กระบองของเจ้า?”
“ใช่แล้วขอรับท่านเจ้าคุณ.. มันคือกระบองของฉัน”
ผมมองหน้าฮูจินตอนนั้นแล้วเดาได้ไม่ยากเลยว่าเขากำลังประมวลผลในหัวเต็มที่
สายตานิ่ง ๆ ของเขาเหมือนคนที่กำลังย้อนภาพบางอย่างกลับมาเปิดซ้ำช้า ๆ แบบวิดีโอรีเพลย์ในหัว
แล้วก็เหมือนเขาจะนึกออก ถึงตอนก่อนการประลองที่ซุนโหวหวังมันทำท่ากระบองยืด ๆ หด ๆ เล่นราวกับมันเป็นของเล่นจากร้านตลาดนัด
ตาแก่นั่นถึงกับกระตุกคิ้วเบา ๆ
ใช่แล้วล่ะ..
เขาน่าจะจับไต๋ได้ว่า ไอ้เพื่อนผมมันเตี๊ยมโชว์นั้นให้ดูตั้งแต่แรก เพื่อจะใช้แผนนี่แบบเนียน ๆ
แล้วเหมือนโหวหวังมันจะรับไม้ต่อทันที
“หากฉันจำไม่ผิด..
กฎของการประลองได้บัญญัติเอาไว้ว่า ไม่ใช้ยาพิษ..ไม่ใช้โอสถรักษา..สามารถใช้ศาสตราได้..ห้ามเอากันถึงแก่ชีวิตฤๅพิการ
แลสิ่งที่ฉันป้อนลงไปจึงไม่เข้าข่ายกลโกงแต่อย่างใดใช่ฤๅไม่ขอรับท่านเจ้าคุณฮู”
“หึ..”
ฮูจินยืนนิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะเค้นเสียงออกจากลำคอแบบคนที่พยายามกลั้นถอนหายใจสุดชีวิต
ผมมองเขาแล้วนึกในใจ..
ใช่สิ.. ในกฎมันไม่ได้ห้ามยัดอะไรเข้าปากคู่ต่อสู้นี่หว่า ยิ่งพอไม่ใช่ยาพิษหรือยารักษาด้วยแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลจะจับผิดโหวหวังได้เลย
“แม้จะเป็นวิธีที่ไร้ยางอายจนเกินไป แต่กระนั้นใช้ผิดกฎ
เริ่มการประลองต่อไปได้!”
สีหน้าฮูจินตอนพูดดูนิ่งมาก
แต่แววตาเขาน่ะ..
ผมกล้าพนันเลยว่าตาเฒ่าคนนี้คงอยากจะเอาหัวโขกลานประลองให้รู้แล้วรู้รอดไปเหมือนกันล่ะ
เขาแก่กล้าโลกมานานพอจะเดาออกแน่ว่าไอ้เพื่อนหน้าขนของผมมันตั้งใจตั้งแต่ต้นว่าจะชนะด้วยวิธีแบบนี้
“ไม่จริง! นำของยัดใส่ปากข้าจักเรียกว่าไม่ใช่กลโกงได้อย่างไร!!”
มี่หวังยังไม่ยอมแพ้ที่จะประท้วงค้านคำตัดสินนั้น
เอาจริง ๆ ผมก็เข้าใจมันนะ ถ้าผมเป็นเขา แล้วโดนกระบองยัดเข้าปากกลางสนามต่อหน้าผู้ชมทั้งเวที แถมของสิ่งนั้นมันยังไม่ใช่ 'ฟู้ดเกรด (Food Grade) ' อีกต่างหาก
แค่นั้นยังไม่พอ..
มันยังเป็นของที่โหวหวังมันเสียบไว้ตรงติ่งหูเป็นประจำอีก
ขยะแขยงชะมัด..
แม้ผมจะเป็นคนคิดแผนก็เถอะ
“จักโกงได้อย่างไรเล่าพ่อเอ๋ย..
ในกฎบอกแค่ว่าห้ามใช้พิษและห้ามใช้โอสถในการรักษา..
แต่สิ่งที่เอ็งกลืนลงไปนั้นเป็นอาวุธคู่ใจของฉัน..
เอ็งก็เห็นแลว่ามันยืดหดได้ เพียงฉันใช้จิตบังคับ มันกระจักยืดขึ้น..”
ผมมองเพื่อนตัวเองที่กำลังบรรยายแบบหน้าตาเฉย..
มือขวาก็พลิกไปพลิกมาเหมือนกำลังโชว์มายากลให้เด็กอนุบาลดู
แต่เปล่าเลย.. ของที่มันกำลังควบคุมน่ะ อยู่ในกระเพาะคน!
“เยี่ยงนี้..”
แล้วเจ้าบ้าโหวหวังนั่นก็บรรยายประกอบท่าทางแบบเต็มสูบ
เหมือนมันกำลังขายของอยู่บนแผงลอยกลางตลาด ทั้งที่สิ่งที่มันกำลังทำคือควบคุมกระบองที่สามารถยืดหดได้ในร่างคน!
ใครจะไปคิดว่าศึกปัญจมิตรรุ่นมัธยุทธ์จะลงเอยด้วยโชว์แบบนี้!
ถึงตอนนั้น ผมไม่ต้องเดาเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับมี่หวัง..
สีหน้าเขาบิดเบี้ยวแบบคนที่โดนเอาอะไรสักอย่างไปยัดไว้ในท้องแล้วบิดหมุนแบบไม่ให้พักหายใจ
อวัยวะภายในคงโดนเบียดเสียจนไม่มีที่ให้ตั้งตัว รู้ตัวอีกที เจ้าตัวก็กุมท้องแน่นเหมือนคนที่เพิ่งกินบุฟเฟ่ต์หม้อไฟสิบรอบแบบไม่ได้ตั้งใจ เพราะกลัวโดนค่าปรับ ทั้งที่ความจริงไม่ได้กินอะไรเลยสักนิด นอกจากกระบองของเพื่อนผม
“และในกฎบอกห้ามเอากันถึงแก่ชีวิตและห้ามทำให้เอ็งพิการ”
ไอ้เพื่อนผมมันยิ้มกว้างออกมาราวกับคนเพิ่งคิดมุกเด็ดได้
“แต่มิได้ห้ามไม่ให้ทรมานเอ็ง..
เช่นนั้นจงยอมแพ้เสีย หากมิอยากท้องแตกเช่นชูชก!”
พูดจบ..
มันก็สะบัดข้อมืออีกที มี่หวังก็ได้ทรุดตัวลงไปนอนกลิ้งเกลือกไปมาอยู่บนสนามประลอง
มี่หวังกัดฟันแน่น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยแววกราดเกรี้ยวแบบคนที่ถึงทางตัน
ผมเห็นเขาจ้องไปทางซุนโหวหวังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เหมือนอยากจะลากเจ้าบ้านั่นลงนรกไปด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย
“เอาเลย!!
หากข้าตาย!!
อย่างมากเจ้าและข้าก็ตกรอบพร้อมกัน!
แต่ถ้าหากแลกกับการที่คนทั้งอาณาจักรรู้ถึงความอำมหิตของว่าที่เจ้าเมืองนพบุรีอย่างเจ้าได้
สำหรับข้ามันก็คุ้มเกินคุ้ม!!”
ผมฟังแล้วก็ต้องกลั้นใจเงียบไว้..
เพราะเอาเข้าจริง มันก็คุ้มจริง ๆ นั่นแหละ..
แต่อย่าลืมว่ากระเพาะนายยังไม่ว่างจากกระบองเพื่อนผมนะ
“อ่า.. แน่นอนว่าฉันมิอาจฆ่าพ่อได้..”
เสียงของโหวหวังตอนนั้นชัดถ้อยชัดคำ รอยยิ้มบนหน้ามันไม่ได้มีแค่ความเจ้าเล่ห์ แต่ยังมีประกายบางอย่างที่ทำให้ผมเริ่มสงสารมี่หวังขึ้นมาเล็กน้อย
“แต่ฉันสามารถทรมานพ่อได้นานเท่านาน..”
พูดจบ.. โหวหวังก็ได้พลิกมือไปมา.. ถี่และเร็วขึ้น
ผมเห็นกับตาเลยว่าในจังหวะที่มือเขาพลิกไปมา กระบองในร่างของมี่หวังก็ยืดเข้า หดออกเหมือนของเล่นสปริงที่มีชีวิตจนท้องของมันมีรอยเหมือนโดนคนชกจากภายใน
ถ้าไม่ติดว่ามันอยู่ในร่างคนจริง ๆ ผมอาจจะหัวเราะไปแล้วด้วยซ้ำ
ผมไม่ต้องจินตนาการเลยว่าเขารู้สึกยังไง
ข้างในท้องของเขาตอนนี้คงไม่ต่างจากสนามมวยที่มีนักชกสักสิบคนต่อยกระหน่ำอยู่พร้อมกัน
และใช่..
หมัดพวกนั้นดันไปกระแทกจากด้านใน ใส่ท้องแบบหมดสิทธิ์ยกการ์ดป้องกันเพราะไม่สามารถทำได้
ความเจ็บปวดน่ะเหรอ?
ถ้าผมเป็นเขา..
ผมคงร้องไห้ตั้งแต่ครึ่งยกแรกแล้ว
“ยอมแพ้เสียเถิด
ฝืนไปก็รั้นแต่จะทำให้พ่อเจ็บตัวเปล่า..
ฉันมีเวละ..โอ้..เคราฉันหงอก..
ฉันมีเวลาเล่นกับพ่อได้ทั้งวัน”
ซุนโหวหวังยังคงยืนขยับมือขวาไปมาอย่างอารมณ์ดี ราวกับนี่ไม่ใช่สนามประลอง แต่เป็นเวทีโชว์กลกล่องมายากลอะไรสักอย่าง
ส่วนมือซ้ายของมันก็กำลังสางเคราตัวเองแบบชิล ๆ เหมือนคนที่กำลังเลือกถอนเส้นหงอกในบ่ายวันว่าง ๆ ไม่ใช่ตอนที่กำลังยำกระเพาะคนอื่นอยู่
ส่วนมี่หวังน่ะเหรอ..
เขาไม่ได้ไม่อยากยอมแพ้นะ ผมดูออกเลยว่าเขาอยากจะร้องว่า 'ข้ายอมแล้ว!' ตั้งแต่กระบองขยับรอบที่สามแล้วล่ะ
แต่มันจะพูดได้ยังไงในเมื่อท้องกำลังจะปริ มือก็ต้องกุมท้อง ปากก็ต้องร้องโอดโอย คนเราจะเอาเวลาที่ไหนไปเปล่งคำว่ายอมแพ้ได้ ถ้ากำลังถูกกระบองทรมานอยู่แบบนั้น!
“ผู้ชนะได้แก่ซุนโหวังแห่งบ้านสกุลซุนที่จะเข้าไปสู่รอบแปดคนสุดท้ายของสายบน ส่วนผู้แพ้นั้นจะลงไปแก่ตัวในสายล่าง!!”
ดูจากท่าทางแล้ว มี่หวังไม่มีทางกลับมาชนะได้อีกแน่นอน
ผมนั่งอยู่ตรงนี้ก็รู้สึกได้เลยว่าฮูจินเองก็คงคิดไม่ต่างกัน..
เพราะทันทีที่เห็นสภาพคู่ต่อสู้ของเพื่อนผมกำลังจะกลายเป็นหม้อไฟเคลื่อนที่ เขาก็ประกาศผลแพ้ชนะในทันที
จริง ๆ แล้วเขาก็คงไม่ได้อยากใจร้ายหรอกครับ..
แค่ถ้ายังปล่อยให้ประลองต่อไป มีหวัง.. มี่หวังได้ลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่โรงหมอยันรอบแปดคนสุดท้ายแน่ ๆ ซึ่งถึงตอนนั้นต่อให้กินโอสถหมื่นทิพย์หกประการเข้าไปเป็นกำมือก็คงไม่มีทางฟื้นทันในวันรุ่งขึ้นแน่
“ชนะด้วยวิธีเช่นนี้... นี่มันออกจะไร้ยางอายเกินไปหรือไม่?”
“ไร้ยางอายอย่างไร! เจ้าไม่เห็นเปลวนิพพานนั่นรึ! ที่นายน้อยซุนเลือกวิธีเช่นนี้คงต้องการเก็บแรงเอาไว้เสียมากกว่า”
“ข้าไม่สนว่าไร้ยางอายหรือไม่! ข้าสนเพียงแต่ข้าได้ลงพนันข้างนายน้อยซุนเอาไว้! รวยแล้วข้า!! ฮา..ฮะ..ฮะ..ฮ่า!! ห้าต่อเจ็ดเชียวนะ! ข้าลงไปตั้งสองเหรียญทอง!! กำไรเห็น ๆ!!”
แน่นอน..
พวกนักวิจารณ์มืออาชีพจะพลาดไปได้ยังไง..
แต่ก็เถอะ..
ก็ขอยินดีกับคนที่ชนะเดิมพันคนนั้นด้วยล่ะกัน..
“อย่างไร.. แผนของข้าเวิร์ค--!
ข้าหมายถึง..
อย่างไร แผนของข้าใช่ได้หรือไม่?”
ผมแอบยิ้มอยู่เงียบ ๆ ตอนเห็นโหวหวังเดินลงจากเวที..
พอหลุดจากสนามประลองได้ โหวหวังก็รีบหยิบอะไรบางอย่างเล็กจิ๋วขึ้นมาด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวจนผมนึกว่าหมอนี่จะอ้วกใส่ตัวเอง
มือขวาของมันคีบกระบองขนาดเท่าไม้จิ้มฟันอย่างกับมันเป็นตะเกียบที่เพิ่งคีบอะไรหล่นลงพื้น ส่วนมือซ้ายก็ดึงชายเสื้อขึ้นมาเช็ดมันแบบแทบจะถูออกให้ขาด
“เจ้าคุณพ่อแลเจ้าคุณปู่เอาฉันตายแน่...”
มันพึมพำพลางยกกระบองขึ้นดมก่อนจะรีบเบี่ยงหน้าหนีอย่างเร็ว
แล้วก็เช็ดอีกรอบราวกับพยายามลบล้างความทรงจำจากสนามประลองเมื่อครู่
แน่นอนว่าของที่ว่า..
ก็ไอ้กระบองปราบมังกรอันเดิมนั่นแหละ เพียงแค่มันถูกย่อให้เล็กขนาดไม้จิ้มฟันเพื่อจะได้เช็ดได้สะดวกเท่านั้นเอง
“เอาน่า..
ท่านเจ้าเมืองกับท่านผู้เฒ่าวานรของเจ้าคงไม่สนใจเรื่องวิธีเอาชนะหรอก..
พวกท่านคงสนใจเรื่องเปลวนิพพานของนายมากกว่า”
ผมยกมือตบบ่าโหวหวังเบา ๆ แบบพี่ชายตบบ่าน้องที่เพิ่งรอดจากคดีความ..
“เดี๋ยวข้าช่วยคุยให้”
“ก่อนอื่นช่วยฉันล้างกระบองก่อน! สาบเสียยิ่งกระไร!”
.
.
หลังจากนั้นสนามประลองก็ต้องโดนซ่อมยกใหญ่..
ไม่ใช่ซ่อมธรรมดานะครับ แต่ซ่อมกันแบบระดับเปลี่ยนพื้นใหม่ทั้งผืน เพราะกระบวนท่าของโหวหวังเล่นทำพื้นพรุนยิ่งกว่าฟองน้ำล้างจานที่โดนใช้ขัดกระทะปิ้งยากมานานนับสิบปี!
ผมนั่งมองจากไกล ๆ ก็ยังรู้สึกเหนื่อยแทนพวกที่ต้องมาซ่อมเลยแฮะ
แล้วพอซ่อมเสร็จ..
การประลองในรอบต่อไปก็ได้เริ่มขึ้น
เป็นรอบของ หม่าชุนเฟิงปะทะป๋ายเว่ยกง
แค่เริ่มก็รู้ละว่าไม่ใช่ศึกที่สูสีอะไร เพราะหม่าชุนเฟิงใช้ทวนตระกูลหม่าแบบเร็วกว่าเงาสะบัดเดียวจบจอด
ส่วนคู่ที่สองก็เรียกเสียงเชียร์ได้เยอะหน่อย เป็นการปะทะระหว่างจูหม่าเหรินกับโหวจิว..
สู้กันอย่างดุเดือดจนจูหม่าเหรินหอบเป็นปลาขาดน้ำเลยทีเดียวกว่าจะชนะได้
แต่ในขณะที่คนอื่นลุ้นกันหน้าสนาม ผมกับโหวหวังกลับไม่ได้อยู่ตรงนั้น..
พวกเราโดนลากไปที่เรือนรับรองแทน แล้วก็โดนญาติ ๆ จากบ้านตระกูลซุนซักไซ้เหมือนเรากำลังโดนสอบสวนก็ไม่ปาน
เพราะเรื่องที่ว่าโหวหวังมีเปลวนิพพานในร่างน่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดา
แต่มันคือเรื่องใหญ่ระดับ 'แผ่นดินสะเทือน' เลยทีเดียว
ฟังดูเหมือนจะดีนะครับที่หมอนั่นมีพลังระดับนั้น แต่มันกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวง
เพราะคนในตระกูลซุนดันเป็นหนึ่งในผู้นำยุทธภพฝั่งปัญจมิตร แล้วพลังที่ว่านั่น.. ควรจะมีแค่ในสายเลือดของแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์เท่านั้น
แถมเรื่องยังซวยยิ่งกว่าเก่า เพราะคนที่โหวหวังเคยไป 'แย่งชิงความบริสุทธิ์' มาน่ะ ดันเป็นถึงพระนัดดาของกษัตริย์ราชวงศ์หนาน!
และใช่ครับ..
ถ้าหนานหงเซียเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาจริง ๆ ล่ะก็..
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องในยุทธภพจะระอุ..
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นที่ไม่ดีอยู่แล้วอาจถึงขั้นแตกหักกันเลยทีเดียว
พูดง่าย ๆ ว่า..
เรื่องของอาม้าผมในอดีตที่ทำให้แคว้นนั้นไม่พอใจยังไม่จางดี
นี่จะกลายเป็น 'ฉบับหลานสาว' ซ้ำรอยเข้าไปอีก!!
มันจะไม่ไปกันใหญ่เหรอครับนั่น!
ผมเห็นท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงนั่งนวดกระหม่อมตัวเองอยู่เงียบ ๆ
ท่าทางแบบนั้นไม่ได้ปวดหัวธรรมดาแน่ ๆ มันคืออาการของคนที่อยากจะตะโกนแต่ต้องเก็บอารมณ์ไว้เพราะกำลังอยู่ต่อหน้าคนอื่น
ส่วนท่านเฒ่าวานรซุนต้าหลี่ก็ไม่ต่างกัน
มือเขาถูกไปทั่วใบหน้าเหมือนพยายามจะขูดเอาความเครียดออกมาพร้อมเหงื่อเลยด้วยซ้ำ
“ใช้เปลวนิพพานในงานประลองประจำปีแบบนี้ ป่านนี้เรื่องคงร้อนถึงหูกษัตริย์แดนนั้นเป็นแน่แล้ว..”
ตาเฒ่าวานรพูดออกมาด้วยเสียงแน่นเครียดแบบที่ทำให้ผมเผลอกลืนน้ำลายตาม
ท่าทางคำพูดของเขามันไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดา..
แต่มันคือเสียงของคนที่รู้ว่าไฟกำลังจะลามมาถึงโรงเก็บดินปืน แล้วเขาก็ไม่มีน้ำเหลือในถังเลยสักหยด
“ป่านนี้คงมีราชโองการลับให้ใครสักคนแอบสะกดรอยลูกแล้วเป็นแน่.. ลูกหวัง..”
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่เสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วทำเอาผมแทบจะขยับคอเสื้อไม่ทัน
ผมเห็นท่านเจ้าเมืองซุนหันไปมองโหวหวังแบบช้า ๆ ชนิดที่อากาศในห้องแทบหยุดไหล
แล้วคำถามก็หลุดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทั้งนิ่ง ทั้งกดดันจนผมเองยังเผลอกลืนน้ำลายตาม
“เอ็งแน่ใจนะว่าแม่หงเซียไม่ได้มีครรภ์?”
“แน่ใจขอรับเจ้าคุณพ่อ ฉันเทียวส่งยันต์สื่อสารหาน้องหงเซียอยู่บ่อย ๆ ทางนั้นบอกกับฉันตลอดว่ามิได้มีอันใด..”
โหวหวังตอบออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจแบบไม่แม้แต่จะกะพริบตา
“มีครรภ์หรือไม่มี มันไม่สำคัญแล้วล่ะ..”
เสียงของตาเฒ่าวานรฟังดูไม่ต่างจากโหวหวังนัก..
เคร่งเครียดจนผมรู้สึกว่าความดันในห้องมันพุ่งสูงขึ้นแบบไม่จำเป็นต้องใช้อะไรวัด
“ก็ครึ่งปีก่อน พวกเอ็งก็เป็นคนส่งสินไหมไปให้ฝั่งนั้นมิใช่ฤๅ?
ป่านนี้กษัตริย์หนานคงเรียกตัวแม่หนานหงเซียกับพ่อหนานหงชุนไปไต่ถามหมดแล้วแน่ ๆ”
“ท่านผู้เฒ่าวานร.. ท่านเจ้าเมืองไม่ต้องเป็นกังวลไป..
เรื่องพรหมจรรย์ปลูกนิพพาน คนราชวงศ์หนานน่าจะไม่ทราบถึงการมีอยู่ของสิ่งนี้
มิเช่นนั้นพวกมันคงไม่ยอมปล่อยหนานหงเซียตามหนานหงชุนออกนอกแคว้นมาทำภารกิจแน่”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพยายามเลือกคำพูดแบบคนที่ต้องเดินบนเชือกกลางเหว
ถ้าพูดแรงเกินไปก็อาจกระตุกเส้นใครสักคนให้ลุกขึ้นตะโกน แต่ถ้าอ่อนเกินไปก็อาจดูไม่จริงจัง
ถึงตอนนี้ผมก็ทำได้แค่หวังว่าถ้อยคำที่ออกไปจะพอประคองบรรยากาศในเรือนรับรองแห่งนี้ไม่ให้ระเบิดลงกลางวง
“แต่อย่างไรกษัตริย์หนานย่อมเรียกพระนัดดาของพระองค์เข้าไปไต่ถามแน่..”
ท่านซุนต้าหลี่พูดจบก่อนจะหันขวับไปมองโหวหวังด้วยแววตาแบบที่ทำให้ผมอยากหลบไปอยู่หลังม่านผ้า
สายตาแบบนั้นมันไม่ใช่แค่ว่า 'กังวล' แล้วนะครับ
มันคือสายตาของคนที่พร้อมจะลากหลานไปสอบสวนเองกับมือถ้าคำตอบมันไม่น่าฟังพอ
“เอ็งรีบใช้ยันต์สื่อสารติดต่อหา.. เอ่อ.. หลานสะใภ้ประเดี๋ยวนี้
อย่างน้อย ๆ ก็ให้เธอได้มีเวลาเตรียมคำพูดที่เหมาะสมสักหน่อย”
“เอาเป็นให้หลานสะใภ้พูดตามปู่นะหากถูกไต่ถาม..
ให้บอกไปว่าในตอนที่มาทำภารกิจที่แดนนี้ เอ็งยังมีระดับพลังอยู่ในระดับสัมผัสปราณเท่านั้น จึงไม่ทราบว่าเอ็งมีเปลวนิพพานในร่างด้วย
ส่วนเรื่องอื่นถ้าเลี่ยงได้ก็กล่าวปฏิเสธไป อย่าลืมย้ำเรื่องความสัมพันธ์ของเอ็งกับเธอด้วย
ให้เธอบอกกษัตริย์หนานไปว่าเป็นเพียงสหายที่พานพบกันเพียงเท่านั้น
ห้ามเธอกล่าวเรื่อง..เอ่อ...เอ่อ.. เรื่องนั้นเป็นอันขาด!”
“ขอรับเจ้าคุณปู่”
ทันทีที่ปู่พูดจบ ผมก็เห็นแหวนมิติรูปวานรของโหวหวังเปล่งแสงสีชาดขึ้นมา
แสงนั้นไม่ได้แรงมาก แต่พอจะทำให้ทุกสายตาหันไปสนใจ แล้วถัดมาในอุ้งมือของมันก็ปรากฏยันต์สื่อสารแสนลี้ขึ้นมาเหมือนอย่างเคย
“แม่ดวงกระมล.. ฉันมีเรื่องด่วน....
อีกไม่นานเจ้าคุณตาของแม่คงจะเรียกแม่ไปเข้าพบ ให้แม่ตอบตามนี้...”
โหวหวังพูดพลางเดินออกไปหามุมเงียบ ๆ อย่างคล่องแคล่วเหมือนคนที่เคยหลบออกไปคุยเรื่องลับ ๆ จนเป็นนิสัย
ผมนั่งมองตามแล้วก็ได้แต่หวังว่า ญาติทางฝั่งแม่ของผมจะไม่ทำให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้นะ
“แล้วเอ็งเล่าพ่อหนุ่มเจี้ยน..
เอ็งมีสายเลือดของคนราชสกุลหนาน ใช่ว่าเอ็งมีเปลวนิพพานด้วยฤๅไม่?”
พอคำถามถูกส่งออกมาจากปาก ท่านผู้เฒ่าวานรก็ค่อย ๆ หันมาทางผม
ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวดี สายตาของเขาก็จ้องมาแบบจริงจังจนนั่งหลังตรงอัตโนมัติ
ก็นะ..
ผมเป็นคนราชวงศ์หนานครึ่งตัวนี่นา จะไม่โดนถามเรื่องนี้ก็คงแปลก
“ไม่มีขอรับ..
กล่าวให้ถูกคือข้าไม่ทราบขอรับ..”
ผมตอบไปตามตรง ไม่ได้เสริม ไม่ได้ลด
แม้ว่าจะมีสายเลือดราชวงศ์หนานครึ่งหนึ่งไหลเวียนอยู่ในร่าง แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็ไม่ได้มีราชินีแห่งปวงเพลิงมาอาศัยอยู่ในตัวเหมือนคนบางคน
อย่างน้อยก็ตอนนี้อะนะ
เพราะผมยังไม่ได้ผ่านเคราะห์แบบเดียวกับหงชุนจึงยังไม่รู้
“ชั่งเถิด..
มีไม่มีก็แล้วแต่เอ็ง
เผื่อภายภาคหน้าเอ็งเกิดมีอัคคีสายนี้จุดติดขึ้นมา เอ็งก็ควรระวังตนให้ดี
เปลวนิพพานเป็นสิ่งที่คนราชวงศ์หนานหวงแหนเอามาก ๆ
เพราะมันคือหนึ่งในสองสิ่งที่ยังคงค้ำจุนให้คนราชวงศ์นั้นเป็นจ้าวที่ครองแดนมิได้ถูกกดให้ต่ำลงเช่นกษัตริย์ดินแดนอื่นอยู่ได้ตราบจนทุกวันนี้”
“ขอบพระคุณที่เตือนขอบรับท่านผู้เฒ่าวานร..
รุ่นหลังจะระลึกถึงคำเตือนของท่านอยู่เสมอ”
ผมก้มโค้งให้อย่างนอบน้อม..
ที่ทำไปไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเป็นชายชราวัยเจ็ดสิบปีที่ดูน่าเกรงขามเพียงอย่างเดียว
แต่เพราะคำเตือนนั้นมันฟังดูจริงเกินกว่าจะเฉยเมยใส่ได้ แม้บางทีผมจะไม่ได้เชื่อว่าตัวเองจะมีเปลวนิพพานเหมือนโหวหวัง
เพราะถ้าผมมีจริง..
เพลิงไฟนั้นก็สมควรถูกปลุกได้ตั้งแต่เมื่อเกือบสามปีก่อนแล้ว..
ตอนที่ผมโดนฟ้าผ่าน่ะ..
หลังจากนั่งเผชิญหน้ากับบทสนทนาที่เคร่งเครียดระดับ 'ถามไถ่ทุกเรื่องราวที่อาจทำให้เดือดร้อน' อยู่นาน
ในที่สุดเราทั้งคณะก็ได้กลับมาที่สนามประลองอีกครั้ง เพราะตาเฒ่าวานรกลัวว่าถ้าหายหัวกันนานเกินไป จะยิ่งดูน่าสงสัยกว่าเดิมเข้าไปอีก
ซึ่งก็ไม่ผิดหรอก.. เพราะตอนนี้พวกเราดูเหมือนกลุ่มคนที่เพิ่งกลับจากประชุมลับมากกว่ามาดูศึกเยาวชนซะอีก
แล้วพอกลับมา..
ถึงกับต้องถอนหายใจนิด ๆ เพราะการแข่งคู่แรกของรอบบ่ายระหว่างอุสางิซากิกับฟ้านหงดันจบไปแล้วเรียบร้อย
และก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรที่คนชนะคือคุณหนูจากตระกูลศศะผู้แสนจะมั่นหน้าคนนั้น
ไม่ทันได้พักหายใจสนามก็ถูกจัดเตรียมเสร็จอย่างไว และการประลองคู่ที่สองของรอบบ่ายก็เริ่มต้นขึ้นในทันที
“การประลองในคู่ที่หกรอบสิบหกคนสุดท้าย คิมบีโฮปะทะจางลี่ชิว
ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจในการขึ้นมายังสนามประลองแห่งนี้!”
ฮูจินตะโกนประกาศออกมาดังฟังชัด จนแม้แต่คนหลับอยู่ริมสนามยังต้องสะดุ้ง
แล้วชายหนุ่มที่แต่งชุดฮันบกสีฟ้าครามเข้มก็โดดขึ้นสนามทันทีแบบไม่รอให้เสียงสะท้อนกลับจางหาย
ไม่กี่อึดใจต่อมา จางลี่ชิวในชุดชมพูอ่อนก็ตามขึ้นมาอย่างอ่อนช้อย
เธอก้าวอย่างเบา เสียงรองเท้าแทบไม่มี ท่าทางดูเรียบร้อยอย่างกับจะขึ้นเวทีประกวดนางงามมากกว่าขึ้นเวทีประลอง
พอเห็นว่าทั้งสองขึ้นมาครบแล้ว
ฮูจินก็ร่ายประโยคเดิมเป๊ะ ๆ ให้ทั้งสองฝ่ายเอ่ยทักทายฉันมิตร (?)
“คิมบีโฮ..สำนักดาบเหล็ก”
น้ำเสียงของคิมบีโฮเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งที่ตัดมาจากยอดเขา
เสียงนั้นไม่มีแม้แต่ร่องรอยของอารมณ์ ฟังดู เฉียบขาด ราบเรียบ และน่าขนลุกนิด ๆ
ผมเห็นมือซ้ายของเขาเลื่อนไปแตะตรงเอว..
ดาบทาจิที่ห้อยอยู่ตรงนั้นดูเหมือนแค่ของประดับ แต่ผมรู้ดีว่าถ้ามีใครเผลอเข้าใกล้เกินระยะ มันจะไม่ใช่ของประดับอีกต่อไป
ส่วนมือขวาของหมอนั่นก็ปล่อยไว้ข้างตัวแบบคนที่มั่นใจสุดขีดว่าจะได้ใช้มันในจังหวะที่ตัวเองเป็นฝ่ายเลือก ไม่ใช่ฝ่ายถูกบังคับ
“จางลี่ชิวแห่งพรรคตระกูลจาง ขอได้โปรดพี่คิมเมตตาด้วย”
จางลี่ชิวพูดจาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนที่ถ้าเป็นผมยืนอยู่ตรงนั้น คงต้องพยายามไม่เผลอยิ้มให้
แต่โชคร้ายสำหรับเธอที่คู่ประลองของเธอดันเป็นคิมบีโฮ
มนุษย์ภูเขาน้ำแข็งในร่างนักดาบ
หมอนั่นยืนนิ่งเป็นหิน สายตาไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
เสียงของจางลี่ชิวสำหรับหมอนั่นน่าจะเหมือนเสียงลมทะเลพัดผ่านหูมากกว่า
คือมีอยู่.. แต่ไม่มีผลอะไรเลย เหมือนยืนคุยกับไม้ท่อนหนึ่งที่บังเอิญติดดาบอยู่ข้างเอว
“ครบกำหนดเวลา พวกเจ้าพร้อมกันแล้วหรือไม่?”
ฮูจินถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เหมือนจะชินกับการต้องเป็นกรรมการให้พวกเด็กดื้อถืออาวุธมาฟาดฟันกันเป็นประจำ
ผมนั่งดูอยู่ไม่ไกล สายตาจับจ้องไปยังเวทีตรงหน้า
ขณะที่คิมบีโฮยังคงยืนนิ่ง มือขวาของเขายื่นไปใกล้ด้ามดาบราวกับพูดว่าพร้อมแต่ยังไม่ยอมแตะต้องมันจริง ๆ
ดวงตาคู่นั้นเปลี่ยนไปจากที่ดูไร้อารมณ์ กลับจ้องมองคู่ต่อสู้อย่างแน่วแน่เหมือนจะจารึกภาพของอีกฝ่ายไว้ในสมองก่อนฟันให้ขาด
“ข้าพร้อมแล้ว..”
“พร้อมก็พร้อม.. แหม.. พี่คิมเย็นชายิ่งนัก”
ส่วนจางลี่ชิวก็ทำหน้าทำนอง 'ฉันน้อยใจอยู่นะ' พลางยักไหล่เบา ๆ แล้วค่อย ๆ ชักกระบี่คู่ขึ้นมาด้วยท่าทางเหมือนจะบอกว่าขัดใจและก็พร้อมจะฟาดไม่ยั้ง
“หากพวกเจ้าพร้อมแล้ว การประลองในคู่ที่หกในรอบแบ่งสายเริ่มได้!!”
สิ้นเสียงของฮูจิน ผมยังไม่ทันจะหายใจให้ครบเฮือกดี บีโฮก็พุ่งออกไปแล้ว
และใช่ พุ่งแบบไม่ให้ทันตั้งตัวเลยสักนิด
จากที่เคยนิ่งขรึมราวกับหินผา เขากลายเป็นพายุบ้าคลั่งในพริบตาเดียว
ความเร็วแบบนั้นมันไม่ควรจะเกิดจากคนที่ยังไม่ได้ชักดาบออกมาด้วยซ้ำ!!
แต่นั้นไง..!
นิ้วโป้งซ้ายของหมอนั่นที่กุมฝักดาบมาตลอดพลันดีดโก่งดาบ จนตัวของดาบทาจิพุ่งออกมา ก่อนที่มือขวาจะคว้าด้ามไว้มั่น แล้วฟาดฟันใส่จางลี่ชิวเหมือนตั้งใจจะผ่าคู่ต่อสู้เป็นครึ่งซีก
จางลี่ชิวน่ะไวอยู่แล้ว และก็ไม่ใช่เด็กใหม่ เธอไขว้กระบี่ขึ้นรับแบบทันควัน
แม้เธอจะสามารถยกกระบี่คู่ขึ้นต้านรับไว้ได้..
แต่แรงปะทะก็ยังทำให้เธอกระเด็นถลาจนร่วงตกเวทีไปเหมือนตุ๊กตาที่โดนปัด
อา..
ภาพลักษณ์สาวน้อยน่าทะนุถนอมของจางลี่ชิว พังไม่เป็นท่าเลยล่ะ
แล้วเจ้าคิมบีโฮนั่นก็ไม่ปรานีเลนสักนิด..
“ผู้ผ่านเข้ารอบไปยังสายบนได้แก่คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก
ส่วนจางลี่ชิวจากพรรคตระกูลจางลงไปยังสายล่าง!”
ใช่แล้ว..
ศึกนี้จบแบบเร็วเว่อร์
เร็วชนิดว่ามากเกินไปหน่อยสำหรับงานประลองในรอบนี้