บทที่ 19 จะช่วยหรือไม่
หญิงสาวชุดม่วงมองเย่ว์เทียนเจ๋อด้วยสีหน้าตกตะลึงดวงตาเปล่งประกายวิบวับ เต็มไปด้วยความเลื่อมใสอยากเข้าไปแนบชิดนางหันไปกล่าวโทษเซียวหลิงอวิ๋นว่า
“ที่แท้ท่านคือปรมาจารย์สื่อิญญาเย่ว์เทียนเจ๋อ เมื่อท่านเอ่ยวาจาออกมาเช่นนั้นพวกเราย่อมเชื่อถือโดยไร้ข้อกังขา ที่แท้นางผู้นี้คือคนลวงโลกยังจงใจเสแสร้งสร้างภาพ ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก! นางไม่ใช่ปรมาจารย์สื่อิญญาแต่กลับกล้าอ้างตนว่าเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาที่แท้จริง เช่นนี้สมควรถูกปะาเสียณ ที่ตรงนี้ ท่านเย่ว์เทียนเจ๋อ ท่านคิดเห็นอย่างไร”
เย่ว์เทียนเจ๋อพยักหน้าอย่างฝืนๆกล่าวเสียงเข้มว่า
“ถือเสียว่าเป็การทำความดีประจำวันแล้วกัน คนชั่วเช่นเ้าที่ทำร้ายชาวบ้านหากไม่กำจัด เกรงว่าจะมีผู้ตกเป็เหยื่ออีกมากวันนี้เ้าก็จงทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เถิด!”
เย่ว์เทียนเจ๋อแสดงสีหน้าคล้ายต้องฝืนมโนธรรมกำจัดคนชั่วเพื่อรักษาชื่อเสียงผู้คนรอบข้างต่างไม่กล้าพูดสิ่งใดด้วยเกรงกลัวชื่อเสียงของเย่ว์ฉีหวงเกินไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาการอธิษฐานพรทุกสามปีของแคว้นฮั่วหลี ล้วนเชิญเขามาทำพิธีแม้แต่ราชวงศ์ยังต้องให้การต้อนรับอย่างสูง
ผู้คนคิดว่าคราวนี้เซียวหลิงอวิ๋นคงแย่แล้วแม้พวกเขาจะเชื่อว่านางต้องมีความสามารถอยู่บ้างแต่เมื่อเทียบกับปรมาจารย์เย่ว์ฉีหวงแล้วต่อให้เป็ศิษย์อย่างเย่ว์เทียนเจ๋อนางก็ยังเทียบไม่ติด
สายตาของทุกคนมองเซียวหลิงอวิ๋นอย่างเวทนา
พวกเขาคิดว่าเมื่อเซียวหลิงอวิ๋นได้ยินชื่อเย่ว์ฉีหวงจะต้องใจนลนลานที่ไหนได้ นางกลับเผยรอยยิ้มอย่างใจเย็น เอ่ยปากว่า “หึ มิน่าล่ะ เ้าอายุล่วงเข้าสามสิบแล้วเพิ่งเข้าใจพื้นฐานเต๋าด้วยพร์และจิตใจของเ้า ต่อให้พยายามอีกสักเท่าใดชั่วชีวิตนี้อย่างมากเ้าก็เป็ได้เพียงผู้สื่อิญญาขั้นสองเท่านั้นเ้ายังไม่มีคุณสมบัติจะเรียกตนว่า ‘ปรมาจารย์สื่อิญญา’ด้วยซ้ำ เวลานี้เ้าก็เป็แค่ ‘ผู้สื่อิญญาฝึกหัด’เท่านั้น”
สีหน้าเย่ว์เทียนเจ๋อพลันมืดครึ้มดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เขาเกลียดที่สุดคือการถูกคนดูแคลนด้วยฐานะ ‘ผู้สื่อิญญาฝึกหัด’ คำนี้สำหรับเขาแล้วเป็การดูิ่อย่างที่สุด
สิ่งที่เขาเจ็บใจที่สุดก็คือเขายังไม่อาจเลื่อนขั้นเป็ผู้สื่อิญญาขั้นสองได้ขณะที่ศิษย์น้องหลายคนกลับเลื่อนเป็ขั้นสองกันหมดแล้ว!
“หุบปาก! เ้าต่างหากคือผู้สื่อิญญาฝึกหัด!ถึงที่ตายแล้วยังกล้าพูดจาหาเื่อีก!”
เย่ว์เทียนเจ๋อแผ่จิตสังหารหมายจะพุ่งเข้าใส่ทว่าเซียวหลิงอวิ๋นกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบขึ้นมาก่อนว่า
“ข้าขอเตือนเ้า รีบกลับไปเสียแต่ตอนนี้ เช่นนั้นหากเ้าพยายามอีกสักสิบปียังอาจมีหวังเลื่อนขั้นเป็ผู้สื่อิญญาขั้นสองได้ มิฉะนั้นอนาคตของเ้าจะถูกเ้าทำลายด้วยมือตัวเอง”
เย่ว์เทียนเจ๋อโกรธจนตัวสั่นอาจารย์เคยบอกว่า หากเขาพยายามอีกเพียงสองปีก็จะสามารถเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาได้!
หญิงคนนี้สมควรตายจริงๆ!
“ไร้สาระสิ้นดี!” เย่ว์เทียนเจ๋อพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายทันทีแต่กลับราวกับชนเข้ากับเกราะป้องกันไร้รูปร่างไม่สามารถเข้าใกล้เซียวหลิงอวิ๋นได้เลย
ผู้คนต่างประหลาดใจยิ่งนักเมื่อเห็นเย่ว์เทียนเจ๋อปะทะกับเกราะป้องกันอย่างรุนแรงแต่เกราะนั้นกลับไม่ปรากฏร่องรอยเสียหายแม้แต่น้อย
เย่ว์เทียนเจ๋อยิ่งโกรธมากขึ้นะโด่าด้วยความแค้นว่า “คนขี้ขลาด! เ้าจงออกมาเดี๋ยวนี้!หากไม่เพราะเกรงจะพลั้งเผลอทำร้ายผู้อื่นข้าคงใช้ยันต์ะเิทลายเกราะป้องกันของเ้าจนไม่เหลือซากไปแล้ว!”
เซียวหลิงอวิ๋นแทบจะหลุดหัวเราะนางเอ่ยด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งเยาะ
“เ้าคิดจะฆ่าข้ารึ ง่ายมาก หากเ้าทำนายชนะข้าข้าจะยกชีวิตนี้ให้เ้าเป็อย่างไร ไหนๆ เ้าก็กล่าวหาว่าข้าหลอกลวงเช่นนั้นก็ใช้วิธีของปรมาจารย์สื่อิญญามาตัดสินกันจะให้ข้าตายไปพร้อมชื่อเสียได้อย่างไร การประลองก็ง่ายดายยิ่งเพียงแค่ใช้ทั้งสี่คนที่ข้าไม่เต็มใจจะทำนายนั่นแหละ แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อนเคราะห์จากการทำนายของข้านี้จะให้เ้าเป็คนรับแทน เ้ากล้ารับหรือไม่”
เมื่อสิ้นเสียงผู้คนก็พากันพยักหน้าด้วยความเห็นด้วย
“วิธีนี้ดีจริงๆถ้าจะพิสูจน์ว่าใครคือปรมาจารย์สื่อิญญาก็ทำนายแข่งกันดูเลยแบบนี้จะรู้ผลได้ในทันที!”
“ใช่เลย ข้ารู้สึกว่าแม่นางผู้นี้ต้องเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาแน่ไม่เช่นนั้นจะทำนายว่าคุณชายซ่างกวนจะทะลวงขั้นล้มเหลวอย่างแม่นยำได้อย่างไร!”
“แต่ฝ่ายโน้นคือศิษย์เอกปรมาจารย์เย่ว์เชียวนะฝีมือย่อมต้องเหนือกว่านางอยู่แล้ว นางนี่ช่างโง่เสียจริง ถึงกับกล่าวเช่นนี้ไม่รู้จักเจียมตัวเสียบ้าง เฮ้อ...”
เย่ว์เทียนเจ๋อเห็นนางเสนอให้ประลองก็ยิ่งดูแคลนในใจ จึงตอบรับทันที
“ได้ เ้าว่าจะประลองอย่างไรก็ว่ามาเลย!”
เซียวหลิงอวิ๋นเห็นท่าทีของเขาก็ส่ายหน้าด้วยความผิดหวังการตอบรับครั้งนี้ของเย่ว์เทียนเจ๋อเท่ากับตัดขาดหนทางแห่งปรมาจารย์สื่อิญญาไปโดยสิ้นเชิง
แต่ผลลัพธ์เช่นนี้เขาเป็ผู้เลือกเองทั้งสิ้น นางเคยเตือนไปแล้ว ทว่าเขากลับไม่ฟัง
เซียวหลิงอวิ๋นกล่าว“ก็แค่ทำนายว่าพวกเขาทั้งสี่เป็ใครแล้วปล่อยให้พวกเขาเป็ผู้ตัดสินว่าใครทำนายถูกก็พอ”
ทุกคนพากันตกตะลึงเพราะเซียวหลิงอวิ๋นไม่ยอมทำนายให้ทั้งสี่คนั้แ่แรกคนเ่าั้ย่อมมีความคับข้องใจอยู่ในใจการใช้พวกเขาเป็เกณฑ์วัดผลเช่นนี้จึงดูเหมือนเปิดโอกาสให้เย่ว์เทียนเจ๋อได้เปรียบอย่างชัดเจน
เย่ว์เทียนเจ๋อคิดว่าเซียวหลิงอวิ๋นคงจะเสียสติไปแล้วถึงได้เสนอเงื่อนไขประลองเช่นนี้
ทว่าเขาเดิมทีก็ชิงชังคำพูดเหลวไหลของเซียวหลิงอวิ๋นอยู่แล้วจึงตอบตกลงทันที
“ได้ เช่นนั้นข้าจะเริ่มก่อน พวกท่านทั้งสี่ยินดีจะช่วยข้าเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของนางหรือไม่”
ทั้งสี่คนนอกจากเด็กหนุ่มคนนั้น อีกสามคนล้วนพยักหน้าโดยไม่ลังเล
เมื่อเห็นท่าทีของทั้งสี่ผู้คนยิ่งรู้สึกว่าครั้งนี้เซียวหลิงอวิ๋นคงรอดยากเสียแล้ว
ทั้งสี่คนนั่งเรียงแถวกันจากซ้ายไปขวาเริ่มจากบุรุษชุดยาวสีเขียว ชายร่างใหญ่ เด็กหนุ่ม และหญิงสาวชุดม่วง
เมื่อเริ่มการทำนายเย่ว์เทียนเจ๋อก็หยิบศิลาทำนายดวงของตนออกมา พร้อมด้วยเข็มแปดทิศและคัมภีร์จากนั้นวาดค่ายกลทำนายอันซับซ้อนลงบนพื้น เขาเริ่มเดินตามตำแหน่งวิถีพึมพำร่ายคาถา เขย่าศิลาทำนาย แล้วจึงสังเกตลักษณะใบหน้าและลายมือก่อนคำนวณด้วยปลายนิ้ว
ทุกคนเห็นการเคลื่อนไหวอันน่าอัศจรรย์ของเย่ว์เทียนเจ๋อต่างก็พากันพยักหน้าด้วยความทึ่ง
“สมกับเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาจริงๆ ตอนที่ข้าเห็นท่านเย่ว์ฉีหวงทำพิธีขอฝนก็เป็เช่นนี้ ดูทรงพลังมาก!”
“ว่าไปแล้ว สาวน้อยสวมหน้ากากคนนั้นเหมือนไม่เคยทำแบบนี้เลยนี่นางไม่แม้แต่จะคำนวณนิ้ว แค่ปรายตามองก็พูดออกมาเลย”
“หรือว่านางแค่พูดเหลวไหลลอยๆ กันแน่แต่นางก็ทำนายเื่ที่คุณชายซ่างกวนทะลวงขั้นล้มเหลวได้แม่นยำ ซ้ำยังมียันต์อัสนี์อีก!”
“คงแค่บังเอิญกระมัง เอาละๆ ท่านเย่ว์เทียนเจ๋อดูเหมือนจะทำนายเสร็จแล้วเงียบหน่อยๆ ฟังว่าเขาจะพูดอะไร”
ผู้คนต่างพากันเงียบเสียงจับจ้องเย่ว์เทียนเจ๋อที่ดูมั่นใจเต็มเปี่ยมขณะมองไปยังเซียวหลิงอวิ๋นด้วยแววตาเย้ยหยัน
เย่ว์เทียนเจ๋ออยากรีบหักหน้าทำลายความเชื่อมั่นของเซียวหลิงอวิ๋นแต่ก็ยังไม่วางใจนัก จึงเอ่ยขึ้นด้วยความระแวดระวัง
“ข้าได้คำตอบแล้ว แต่หากข้าพูดออกไปแล้วเ้าลอกคำตอบของข้าเล่า จะทำอย่างไร”
เซียวหลิงอวิ๋นยังคงสีหน้าเรียบเฉยตอบกลับอย่างสงบว่า
“หากคำตอบของข้าเหมือนเ้าทุกอย่าง เช่นนั้นก็ถือว่าข้าแพ้”
เย่ว์เทียนเจ๋อมองดวงตาคู่งามที่ลุ่มลึกและเย็นเยียบของเซียวหลิงอวิ๋นจู่ๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อยทว่าเขาก็เพียงปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปแล้วกล่าวออกมาอย่างหนักแน่น
“บุรุษผู้นี้อายุสี่สิบสามปี ประกอบอาชีพค้าขายชุดเวท มีพี่ชายหนึ่งคนน้องสาวหนึ่งคน บิดามารดาล่วงลับ แม้กิจการจะไม่ใหญ่นัก แต่ฐานะมั่นคงชีวิตในภายภาคหน้าไม่มีอันใดต้องกังวล”
คำพูดของเขาเพิ่งจบชายวัยกลางคนนั้นก็ตาเป็ประกาย รีบพยักหน้าด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
ผู้คนต่างพากันตื่นตะลึงทำนายได้แม่นยำถึงเพียงนี้ ปรมาจารย์สื่อิญญาช่างน่าทึ่งยิ่งนักเพียงแค่ทำนายก็ล่วงรู้เื่ในครอบครัวผู้อื่นได้
เย่ว์เทียนเจ๋อมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยแววตายโสก่อนกล่าวต่อว่า“ชายผู้นี้อายุยี่สิบเจ็ดปี บ้านมีอาชีพล่าอสูรกำพร้าอยู่ตัวคนเดียว”
ชายร่างใหญ่นั้นก็พยักหน้าโดยไม่แสดงอารมณ์ถามขึ้นว่า “แล้วข้าจะมีอนาคตเช่นไร”
เย่ว์เทียนเจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อยคำนวณด้วยปลายนิ้วอีกครั้ง ก่อนกล่าวอย่างลังเลว่า
“ประหลาดนัก ชะตาของเ้าทำนายออกมาเป็ลางร้าย หากฝืนไปล่าอสูรขั้นสูงอาจมีอันตรายถึงชีวิต ทางที่ดีอย่าไปล่าพวกมันจะดีกว่า”
ชายร่างใหญ่ถึงกับหน้าถอดสีแม้อยากโต้แย้งก็ต้องข่มอารมณ์ไว้เพราะเกรงสถานะของเย่ว์เทียนเจ๋อสีหน้าของเขาดูอึดอัดและอึมครึมอย่างเห็นได้ชัด
เย่ว์เทียนเจ๋อก้าวไปยังเด็กหนุ่มคนที่สามกล่าวด้วยรอยยิ้มเป็มิตรว่า “เด็กหนุ่มผู้นี้อายุสิบเจ็ดปีมีชาติกำเนิดสูงส่ง เติบโตมาอย่างสุขสบาย เป็บุตรหลานของตระกูลผู้ทรงอำนาจ”
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แล้วมองเย่ว์เทียนเจ๋อด้วยสายตาประหลาดทว่าสุดท้ายก็ยังคงพยักหน้า
เย่ว์เทียนเจ๋อรู้สึกมั่นใจยิ่งขึ้นก้าวมาถึงเบื้องหน้าหญิงสาวชุดม่วง
หญิงสาวชุดม่วงเผยรอยยิ้มละมุนแฝงความเขินอายเย่ว์เทียนเจ๋อก็ยิ้มตอบและกล่าวขึ้นว่า “ฮูหยินผู้นี้อายุสิบเก้าปีแม้ในวัยเยาว์จะมีชีวิตอาภัพ เผชิญเคราะห์ร้ายเกือบเสียชีวิตแต่โชคดีได้แต่งเข้าตระกูลร่ำรวย สามีเปี่ยมด้วยทรัพย์สินวันหน้าย่อมมีชีวิตสุขสบาย”
หญิงสาวชุดม่วงได้ยินดังนั้นก็ทั้งแปลกใจและดีใจพยักหน้าตอบรับอย่างปีติ
“ท่านเย่ว์เทียนเจ๋อช่างแม่นยำยิ่งนักทำนายเื่ของข้าได้ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย!”
ผู้คนยิ่งประทับใจในความสามารถของปรมาจารย์สื่อิญญารู้สึกว่าพวกเขาสามารถทำนายได้ทุกสิ่งพร้อมกันนั้นก็มองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยสายตาเวทนา
เย่ว์เทียนเจ๋อยังไม่ทันได้แสดงท่าทียโสกลับถูกเสียงหัวเราะเบาๆ ของเซียวหลิงอวิ๋นขัดขึ้นมา
“นี่ก็เรียกว่าไม่ผิดเพี้ยนแล้วหรือเพียงเท่านี้ก็กล้าเรียกตัวเองว่าปรมาจารย์สื่อิญญา? เ้าแน่ใจแล้วหรือว่าไม่อยากกล่าวอะไรเพิ่มเติมอีก?”
เซียวหลิงอวิ๋นเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาสีหน้าของเย่ว์เทียนเจ๋อพลันแปรเปลี่ยนเป็โกรธจัดแต่เมื่อนึกถึงท่าทีตอบรับของทั้งสี่ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกมั่นใจขึ้นจึงกล่าวเยาะเย้ยว่า “เ้าคิดจะยั่วโมโหเพื่อเบี่ยงประเด็นน่ะหรือน่าเสียดาย ข้าไม่ตกหลุมพรางเ้าหรอก พวกเขาเห็นด้วยกับข้าทุกคนเ้าจะยังมีข้ออ้างใดอีก ยอมรับความพ่ายแพ้แล้วปลิดชีพตนเองเสีย ณ ที่ตรงนี้เถอะ”
เย่ว์เทียนเจ๋อสีหน้าเบื่อหน่ายเต็มทนคล้ายไม่อยากลงมือเองให้เปลืองแรง
ผู้คนรอบข้างต่างก็ส่ายหน้าด้วยความเสียดายไม่ง่ายเลยกว่าที่แคว้นฮั่วหลีจะมีปรมาจารย์สื่อิญญาที่ชาวบ้านธรรมดาเข้าถึงได้ง่ายสักคนหนึ่งทว่านางกลับโชคร้ายที่ต้องมาปะทะกับศิษย์เอกของปรมาจารย์เย่ว์ฉีหวงซ้ำยังประลองเดิมพันกันด้วยชีวิตอีก ช่างน่าเวทนานัก
ในขณะนั้นภายในรถม้าที่จอดอยู่อย่างเงียบงันไม่ไกลออกไปองครักษ์คนหนึ่งเอ่ยถามบุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าเ็าอย่างระมัดระวังว่า “ท่านอ๋องจะให้ไปช่วยคุณหนูเซียวหรือไม่”
หลีอีถูกสั่งให้ติดตามเซียวหลิงอวิ๋นมาั้แ่เมื่อวานทว่าท่านอ๋องกลับมิได้ชี้แจงว่าให้เขาคอยคุ้มกันหรือให้จับตาดูด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่อาจตัดสินใจเองได้
หลีเย่หานใบหน้าคมคายทว่าท่าทีเ็าราวน้ำแข็ง ดวงตาแฝงความลึกลับจนยากหยั่งถึง
ขณะที่หลีอีคิดว่าท่านอ๋องคงจะไม่ตอบคำถามนั้นพลันเห็นหลีเย่หานพยักหน้าเบาๆ
“อืม”
หลีอีถึงกับตะลึงงันเขาเพียงถามขึ้นเล่นๆ แต่ท่านอ๋องกลับคิดจะช่วยนางจริงๆ?!