ซูลั่วเจ็บปวดจนแทบยืนไม่ไหว ถ้าไม่ได้จินแอนนี่คอยพยุงไว้ เธอคงล้มพับไปแล้ว
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย เธอจึงทำได้แค่พยักหน้ารับคำ "ค่ะ"
“เอาอย่างนี้ เธอมีโอกาสที่จะย้ายภาควิชาได้หนึ่งครั้ง ลองเอาไปคิดดูนะ ก่อนจะสิ้นสุดการฝึกทหาร สามารถมาหาฉันได้ตลอด”
คนรอบข้างพอได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน!
ที่แท้ก็ไม่ใช่ว่าซูลั่วโกง แต่เป็นเพราะเธอโดดเด่นเกินไปจนท่านคณบดีต้องมาเสนอโอกาสให้เธอย้ายภาควิชาด้วยตัวเอง!
ดวงตาแมวของจินแอนนี่เบิกโพลง เธอมองซูลั่วแล้วรู้สึกทั้งอิจฉาทั้งดีใจแทน...เป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนจริง ๆ!
ส่วนเหมิงซานกลับช็อกจนตัวแข็งทื่อ
ตอนที่ถูกหลี่หม่านลากตัวออกไป เขาก็ยังคงยืนอึ้ง ไม่ได้สติ
และในตอนนั้นเอง ซูลั่วก็พูดขึ้นด้วยใบหน้าที่ซีดขาว “ขอบคุณท่านคณบดีค่ะ แต่หนูไม่มีความคิดที่จะย้ายภาควิชา ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวกลับไปพักที่หอพักก่อนนะคะ”
ทุกคน “...”
ซูลั่วปฏิเสธ!
เหลยหย่วนเองก็ตกใจเหมือนกัน แต่เมื่อนักศึกษาตัดสินใจแบบนั้นแล้ว เขาก็ไม่สะดวกที่จะพูดอะไรต่อ เลยทำได้แค่พยักหน้าแล้วเดินจากไป
ทางด้านจินแอนนี่ก็รีบพยุงซูลั่วกลับหอพัก เธอถามอย่างไม่เข้าใจ “ซูลั่ว เธอบ้าไปแล้วเหรอ? รู้ไหมว่าการย้ายภาควิชาในคณะการทหารมันยากแค่ไหน? ที่ท่านคณบดีพูดน่ะ หมายความว่าถ้าเธอไม่อยากเรียนภาควิชาการบัญชาการ จะย้ายไปเรียนภาควิชาหน่วยรบเดี่ยวก็ได้เลยนะ!”
“ภาควิชาเมคคามันจะมีอนาคตอะไรกัน? อีกอย่าง ตอนนี้เธอออกจากตระกูลซูแล้วนะ การเรียนเมคคามันใช้เงินเยอะมาก ต่อไปเธออาจจะไม่มีเงินซื้ออะไหล่ด้วยซ้ำ!”
จินแอนนี่บ่นไม่หยุด พอเห็นว่าซูลั่วที่เธอพยุงอยู่เงียบไป เธอจึงก้มลงมอง แล้วดวงตาแมวก็เบิกกว้างขึ้นทันที
ซูลั่วสลบไปแล้ว!
จริง ๆ แล้ว ตอนที่ซูลั่วคุยกับเหลยหย่วนเมื่อครู่ เธอก็ฝืนจนถึงขีดสุดแล้ว
ร่างกายของเธอใช้พลังงานจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือแรงเลยสักนิด
ถ้าไม่ได้จินแอนนี่คอยพยุงไว้ ป่านนี้คงได้หัวฟาดพื้นไปแล้ว
เพราะร่างกายที่อ่อนแอมาก ทำให้ฟีโรโมนกลิ่นกุหลาบของเธอรั่วไหลออกมา ในความรู้สึกที่เริ่มเลือนราง ซูลั่วพอจะรับรู้ได้ว่าจินแอนนี่พาเธอมาส่งที่ศูนย์การแพทย์
“เธอฝืนตัวเองเกินไปแล้ว สองวันนี้ควรจะพักผ่อนอยู่ที่หอพักนะ!” คุณหมอคือคนเดียวกับที่เคยให้ยาคุมกับซูลั่ว เธอขมวดคิ้วแล้วถามจินแอนนี่ “เธอมีคู่แล้วนี่ ตอนนี้ทางที่ดีที่สุดคือให้คู่ของเธอมาช่วยทำให้อาการสงบลง ถ้าไม่มี แล้วต้องใช้ยาระงับชนิดเสริมฤทธิ์ อาจจะยิ่งทรมานกว่าเดิมนะ!”
จินแอนนี่กัดฟัน “ไอ้ผู้ชายเฮงซวยนั่น ไม่รู้หายหัวไปไหนแล้ว! คุณหมอคะ นอกจากจะใช้ยาให้เธอทรมานแล้ว ไม่มีวิธีอื่นแล้วเหรอคะ?”
คุณหมอส่ายหน้า
ซูลั่วพยายามลืมตาขึ้นมา แล้วพูดอย่างอ่อนแรง “ใช้เถอะค่ะ”
ต่อให้เธอต้องเจ็บปวดจนตาย ก็จะไม่ไปขอความช่วยเหลือจากฉู่ซิงหลานเด็ดขาด!
เมื่อซูลั่วตัดสินใจแบบนั้น คุณหมอก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วจำใจต้องใช้ยาระงับชนิดเสริมฤทธิ์กับเธอ
.
.
ขณะเดียวกัน ฉู่ซิงหลานที่เพิ่งจะจับกุมหัวหน้าโจรสลัดอวกาศได้สำเร็จกำลังนั่งนิ่งด้วยท่าทีเย็นชา แต่จู่ ๆ เขาก็รู้สึกไม่สบายตัวขึ้นมา
ฟีโรโมนของเขาเหมือนจะควบคุมไม่อยู่ อยากจะคลุ้มคลั่งขึ้นมาดื้อ ๆ
เขาขัดจังหวะหลัวจี๋ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กำลังรายงานอยู่ข้าง ๆ “หลัวจี๋ นายเคยมีอาการฟีโรโมนควบคุมไม่อยู่บ้างไหม?”
“ปกติแล้ว ถ้าไม่ถูกฟีโรโมนอื่นหรือสารกระตุ้นรบกวน ก็จะเป็นตอนที่ฟีโรโมนของคู่ครองเกิดการปั่นป่วนพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท จู่ ๆ ทรงถามเรื่องนี้ขึ้นมาทำไมพ่ะย่ะค่ะ หรือว่า...เมื่อครู่ไอ้โจรสลัดอวกาศนั่นจะใช้สารกระตุ้นกับฝ่าบาท?”
ฉู่ซิงหลานหรี่ตาลง
ไม่ ไม่มีทาง ตอนที่เขามีสติ ไม่มีใครเข้าใกล้ตัวเขาได้ง่าย ๆ
ถ้าอย่างนั้น สาเหตุก็มีแค่อย่างเดียว
ฟีโรโมนของซูลั่วกำลังปั่นป่วน
หลัวจี๋เป็นคนฉลาดมาก เขารู้ความจริงอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นสีหน้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายขององค์ชาย เขาก็เลือกที่จะไม่พูดความจริงออกไปตรง ๆ แต่กลับเล่าเรื่องขึ้นมาแทน “กระหม่อมมีเพื่อนคนหนึ่ง คู่ของเขาก็เคยฟีโรโมนปั่นป่วนแบบนี้พ่ะย่ะค่ะ ในสถานการณ์แบบนี้ ทางที่ดีที่สุดคือให้คู่ของตัวเองไปช่วยทำให้อาการสงบลง แต่ถ้าคู่ไม่ได้อยู่ข้าง ๆ ก็อาจจะต้องใช้ยาระงับชนิดเสริมฤทธิ์ แล้วคนคนนั้นก็จะ...ทรมานเป็นพิเศษพ่ะย่ะค่ะ”
คิ้วของฉู่ซิงหลานกระตุกเล็กน้อย
เขาหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง นึกถึงผู้หญิงที่ดูเย็นชาและหยิ่งทะนงคนนั้น
เธอก็น่าจะกลัวเจ็บเหมือนกันสินะ?
ตัวเขายังต้องใช้ประโยชน์จากเธอ ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของพวกเขายังต้องดำเนินต่อไปอีกสักพัก
พูดอีกอย่างก็คือ...เขาก็แค่ยอมลดตัวลงไปช่วยเธอสักหน่อยก็แล้วกัน
ฉู่ซิงหลานเงยหน้าขึ้น แล้วสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เรื่องที่เหลือ นายอยู่จัดการต่อให้เรียบร้อย”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
เมื่อมองส่งฉู่ซิงหลานขึ้นยานอวกาศมุ่งหน้าไปยังฐานฝึกทหาร หลัวจี๋ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เดิมทีเขายังกังวลว่าพอองค์ชายได้สติกลับมาแล้ว จะรีบไปหย่ากับคุณซูลั่วทันที แต่ตอนนี้ดูท่า...จอมมารน้อยจะเริ่มหวั่นไหวแล้วกระมัง?
จอมมารน้อยจะหวั่นไหวหรือไม่นั้นไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้แน่ ๆ คือพออเล็กซานเดอร์ได้รับข่าวว่าองค์ชายเก้าจะเสด็จมาอีกครั้ง เขาก็แทบจะล้มทั้งยืน!
เขาเดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวาย “องค์ชายเพิ่งจะเสด็จไปแล้วก็เสด็จกลับมาอีก นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?”
นายทหารคนสนิทกระซิบเสียงเบา “คงจะไม่ใช่ว่าทรงไม่พอพระทัยฐานทัพของเราใช่ไหมขอรับ? ช่วงนี้กระผมก็ตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้ว พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลย”
“เฮ้อ จะทำยังไงได้ ก็ต้องไปต้อนรับเสด็จสิ”
ในตอนนั้นซูลั่วไม่รู้เลยว่าฉู่ซิงหลานกำลังจะมา เธอที่เพิ่งได้รับยาระงับชนิดเสริมฤทธิ์เข้าไป รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกมีดนับพันเล่มกรีดไปทั่วร่าง
ทั่วทั้งตัว แม้แต่เส้นผมก็ยังรู้สึกเจ็บปวด ความรู้สึกนี้แทบจะทำให้เธอสลบไปอีกครั้ง!
แต่ซูลั่วก็ยังคงกัดฟันทน
จะสลบไปตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าสลบไป ผลลัพธ์อาจจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้
จินแอนนี่ที่อยู่ข้าง ๆ มองสภาพที่ซูลั่วกำลังดิ้นรนอย่างเจ็บปวดก็รู้สึกปวดใจไปด้วย เธอหันไปถามคุณหมอ “คุณหมอคะ สภาพแบบนี้ เธอจะต้องทนไปอีกนานแค่ไหนคะ?”
“เร็วที่สุดก็อีกหลายชั่วโมง ช้าที่สุด...ก็อาจจะต้องรอจนถึงฟ้าสางพรุ่งนี้”
“หา! นั่นไม่เท่ากับต้องเจ็บจนตายเลยเหรอคะ!” จินแอนนี่รู้สึกแย่จนทนไม่ไหว เธอไม่เคยเห็นซูลั่วอยู่ในสภาพที่น่าสงสารขนาดนี้มาก่อนเลย
ในตอนนั้นเอง ก็มีคนจากห้องผู้ป่วยข้าง ๆ เดินมา เขาใช้ไม้ค้ำยันพยุงตัว พิงอยู่ที่กรอบประตู แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ผู้ชายไม่ใช่ของดีสักคน ต้องมาทนทุกข์ทรมานเพื่อผู้ชายคนเดียว โง่จริง ๆ”
จินแอนนี่เป็น ‘พวกเพื่อนข้าใครอย่าแตะ’ จะแดกดันซูลั่วเองก็เรื่องหนึ่ง แต่คนอื่นห้าม!
เธอหันขวับไปมองไอ้คนขาเป๋ที่หน้าประตู แล้วสวนกลับไปอย่างหัวเสีย “แกป่วยรึไง? ตัวเองก็เป็นผู้ชาย ยังจะมาพูดจาแบบนี้อีก! อีกอย่าง แกก็ไม่รู้ความจริงอะไรเลย หุบปากไปเลยนะ ไม่ต้องมาพูดจาพล่อย ๆ! ”
หวังเหยี่ยนแค่นยิ้ม “มีพรสวรรค์ดี ๆ แต่ต้องมากินยาคุมจนสภาพเป็นแบบนี้ ก็ไม่ใช่เพราะผู้ชายคนเดียวรึไง? ไม่เรียกว่าโง่แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?”
“แล้วแกไม่โง่รึไง? แค่ข้ามหนองน้ำ ยังปล่อยให้จระเข้กัดขาขาดได้! แกมีสิทธิ์อะไรมายืนพล่ามอยู่ตรงนี้? ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!” เดิมทีจินแอนนี่ก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอเห็นคนมาเยาะเย้ยซูลั่ว ก็ยิ่งเดือดขึ้นไปอีก เธอเดินเข้าไปผลักไสไล่ส่งเขาทันที
ในห้องผู้ป่วย เหลือเพียงซูลั่วอยู่คนเดียว
เธอเจ็บจนเริ่มชา แต่สติกลับยังคงชัดเจน
เธอไม่ใช่พวกคลั่งรักสักหน่อย ที่ต้องมาทนทุกข์ขนาดนี้ก็เพราะไม่อยากจะไปข้องเกี่ยวกับฉู่ซิงหลานให้มากเกินไปต่างหาก
ถ้าเกิดมีลูกขึ้นมาจริง ๆ เรื่องมันอาจจะยิ่งยุ่งเหยิงไปกันใหญ่
ในความรู้สึกที่เลือนราง ซูลั่วกลับรู้สึกเหมือนได้กลิ่นไม้ซีดาร์ที่คุ้นเคย เธออยากจะลืมตาขึ้นมาดู แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่น้อย
ดังนั้นเธอจึงไม่รู้ว่า ตัวเองได้ถูกใครบางคนอุ้มขึ้นมา แล้วพาเดินไปยังห้องรับรองพิเศษของราชวงศ์
กว่าที่จินแอนนี่จะซ้อมหวังเหยี่ยนจนน่วม แทบจะทำให้ขาที่เพิ่งงอกใหม่ของเขาหักอีกรอบแล้วกลับมา ก็พบว่าเตียงผู้ป่วยว่างเปล่าไปแล้ว
“เชี่ย! ซูลั่วหายไปไหน?”