หลี่ชิงหมิน : โปรดคืนบทพระรองให้ข้า

    บทที่ 153 ข้ากลับมาแล้ว

    บทที่ 153 ข้ากลับมาแล้ว

     

    เมื่อหลี่ชิงหมินได้ยินเกี่ยวกับขบวนขององค์รัชทายาทที่เดินทางกลับมาพร้อมกัน เขาก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ องค์รัชทายาทจัดการกับปัญหาสันดินได้รวดเร็วถึงเพียงนั้นเลยหรือ? เขาไม่ได้ดูแคลนฝีมือของพระองค์ ทว่าทั้งสันดินและเรื่องการเยียวยาผู้คน น่าจะต้องยืดเวลาไปอีกหน่อยนี่นา...

                

    ชิงหมินทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนจะนึกขึ้นได้ ถ้าลำพังองค์รัชทายาทก็อาจจะต้องใช้เวลานานในการจัดการปัญหา สันดินคือเรื่องหนึ่ง เยียวยาด้วยเสบียงอาหารก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เพราะพระองค์มี “ซือซือ” ผู้เป็นนางเอกคนเก่งอยู่ด้วย หากคิดถึงตรงนี้ก็ไม่น่าแปลกใจแล้วว่าทำไมจึงสามารถจัดการเยียวยาได้รวดเร็วนัก ด้วยความช่วยเหลือของนางเอก ย่อมต้องสำเร็จไปด้วยดี

                

    เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ซือซือในเวลานี้เป็นคนขององค์รัชทายาทแล้ว พระเอกของนางก็ควรจะเปลี่ยนจากแม่ทัพใหญ่เป็นองค์รัชทายาทด้วยหรือไม่? เช่นนั้น...ตอนนี้หวงซีเฉิงและเขาก็คือตัวประกอบที่ถูกใช้แล้วทิ้งหรือ? ภายภาคหน้า....บทของตัวประกอบพวกนี้ หากวนเวียนอยู่รอบๆตัวของนางเอกมากเกินไป จุดจบถ้าไม่ได้ดีไปเลยก็ต้องสละชีวิตเพื่อพวกตัวละครหลัก

                

    น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่คนชอบเสี่ยง หาไม่แล้วเขาคงจะไม่พยายามรักษาเนื้อเรื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรอก ดังนั้นในมุมกลับกัน...หลังจากที่เขาถูกเปลี่ยนสถานะจากพระรองให้กลายเป็นตัวประกอบ ชิงหมินย่อมต้องการหลีกหนีนิยายเรื่องนี้ และมีชีวิตเป็นของตนเอง

                

    เขาไม่รู้ว่าการหนีเป็นหนทางที่ถูกต้องหรือไม่ แต่มันก็ยังเสี่ยงน้อยกว่าที่จะเข้าไปอยู่ใกล้ๆนางไม่ใช่หรือ? อย่างน้อยๆ....ถ้าไม่วิ่งเข้าหาเรื่อง เรื่องก็คงจะไม่วิ่งเข้ามาหาเขาง่ายๆเช่นกัน

                

    ส่วนคำถามที่ว่า ไม่คิดว่าตนเองกลายเป็นนางเอกแทนซือซือหลังจากได้ตำแหน่ง “ฮูหยินเอกสกุลหวง” มาหรือ? หลี่ชิงหมินรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนเหมาะสมเช่นนั้น

                

    ถึงหวงซีเฉิงจะเป็นพระเอก แต่นางเอกไม่ควรเป็นเขาอยู่ดี หลี่ชิงหมินเป็นคนเกียจคร้าน เขาต้องการอยู่อย่างสุขสบายเท่านั้น ในฐานะพระเอกนางเอก ทั้งคู่จะต้องมีฝันที่ยิ่งใหญ่ และพยายามต่อสู้อุปสรรคไปด้วยกันเพื่อให้เนื้อเรื่องสนุกมากขึ้น หากปล่อยให้คนแบบเขาเป็นนางเอก เช่นนั้นนิยายเรื่องนี้ก็คงจะขายไม่ได้แล้วกระมัง...

     

    “คุณชาย...หากองค์รัชทายาทเสด็จมาด้วย เช่นนั้นโอกาสที่ท่านแม่ทัพจะมาพบท่านก็คง....” ฝูเซ่ากลัวว่าคุณชายของตนจะคาดหวังแล้วเสียใจ เขาจึงพยายามปลอบโยนล่วงหน้า

                

    ก่อนหน้านี้ เขาไม่น่าเป็นคนพูดให้คุณชายมีความหวังเลย ถ้าเขาไม่บอกว่าแม่ทัพใหญ่จะต้องเห็นคุณชายแน่ๆ คุณชายก็อาจจะแค่นั่งดื่มชาเบื่อๆ รอจนขบวนลับสายตาแล้วก็กลับจวนสกุลหลี่ก็ได้ ทว่า...ตอนนี้ดูเอาเถอะว่าคุณชายของเขาให้ความสนใจกับขบวนที่กลับมาเสียแล้ว

                

    ฝูเซ่านึกอยากตบปากของตนเองจริงๆ

                

    ผู้คนโดยรอบกระซิบกระซาบเกี่ยวกับองค์รัชทายาทที่ได้ก่อเรื่องผิดพลาดขนาดใหญ่เอาไว้ ดูเหมือนว่าการพูดถึงผลงานอันยอดเยี่ยมของคนๆหนึ่ง จะไม่น่าสนุกเท่ากับการพูดถึงเรื่องผิดพลาดของผู้อื่น ดังนั้นหัวข้อสนทนาจึงได้เปลี่ยนไป

                

    หลี่ชิงหมินแอบฟังความคิดเห็นของผู้คนด้วย อยากรู้ว่าหลังจากนี้พวกเขาจะทำเช่นไรต่อ กว่าจะกลับมาถึงเมืองหลวง คนขององค์ชายสามก็นำหน้าไปก่อนแล้ว เทียบกัน...องค์รัชทายาทที่ช่วงนี้ก่อเรื่องไม่หยุด ดูท่าว่าจะตกต่ำในสายตาของประชาชนเสียแล้ว

                

    เริ่มจากเรื่องที่พวกเขาเสียบุตรชายในครรภ์ไป ทำให้ทายาทสายตรงขององค์รัชทายาทยังไม่มี ซึ่งในเหตุการณ์นั้น ก็เป็นเหตุการที่ต่อเนื่องมาจากการที่เขาไม่อาจเดินทางไปเจรจากับกลุ่มการค้าสกุลทงได้ ทำให้ทหารในอาณาจักรไม่ได้รับอาวุธและอุปกรณ์ที่เป็นต่อในการทำสงคราม หากไม่ใช่เพราะแม่ทัพใหญ่ปรากฏตัวขึ้นและช่วยกวาดล้างศัตรูทุกสารทิศ อาณาจักรเซินคงจะพังทลายไปแล้ว

     

    หลังจากนั้น ยังมีเรื่องที่พระชายาถูกลงโทษเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวพันกับตระกูลเดิมอีก สิ่งนี้ยิ่งทำให้ตัวตนขององค์รัชทายาทถูกครหา เขาเป็นถึงองค์รัชทายาท แต่กลับปล่อยให้ญาติๆทำร้ายผู้คนลับหลัง คนเช่นนี้จะเหมาะสมกับการเป็นองค์จักรพรรดิได้อย่างไร

                

    เรื่องราวยังซาจากไป ก็เกิดความผิดพลาดยิ่งใหญ่ขึ้นอีก เขาทำให้ชาวบ้านที่ตนเองต้องไปช่วยเหลือเดือดร้อน ในขณะที่มีคนอื่นทำผลงานได้ยอดเยี่ยมขึ้นมาแทน ไม่ว่าจะแม่ทัพใหญ่หรือคุณชายหลี่....เปรียบเทียบกันเช่นนี้ พวกเขายิ่งรู้สึกว่าอาณาจักรเซินมีองค์รัชทายาทไปก็ไม่ได้มีประโยชน์ ผู้คนไม่วางใจให้เขาขึ้นครองบัลลังแล้ว

                

    ในขณะที่องค์ชายพระองค์อื่นๆไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่ก็ไม่ได้มีจุดอ่อนร้ายแรง ผู้คนในอาณาจักรเซินยังพร้อมที่จะให้โอกาสองค์ชายเหล่านั้นได้ทำงานมากกว่า...

                

    แน่นอนว่าเรื่องการมอบอำนาจนี้ไม่ได้ขึ้นกับแค่ผู้คนเท่านั้น สุดท้ายแล้วยังขึ้นอยู่กับอำนาจที่หนุนหลังของพวกเขาอยู่ด้วย องค์รัชทายาททำเรื่องผิดพลาดมากมาย หากมีคน “ปกปิด” ที่เก่งกาจ เรื่องคงไม่กระจายไปมากขนาดนี้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าองค์รัชทายาทกำลังขาดผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งอยู่ ในขณะที่องค์ชายสาม...มีคนพร้อมใช้งาน

                

    บอกให้ปล่อยข่าวก็ทำได้ บอกให้สร้างเรื่องก็ทำได้ นี่ต่างหากที่เรียกว่า การสร้างโอกาสให้ตนเองอย่างแท้จริง!

                

    หลี่ชิงหมินไม่สงสัยว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ หากดูความชั่วร้ายและอำนาจในมือของผู้นำตระกูลเฉิน คนผู้นี้สามารถใช้กฎหมายเพื่อฆ่าคนได้อย่างแท้จริง ผู้ใดก็ตามที่พลาดท่าต่อเขา...ไม่จำเป็นต้องเป็นพันธมิตรกับองค์ชายสาม ก็ต้องทำตามที่ผู้นำตระกูลเฉินสั่ง

                

    ตึง ตึง ตึง

                

    เสียงกลองในเมืองหลวงตีดังขึ้นเพื่อต้อนรับคนที่กำลังกลับมา หากมีเพียงขบวนของแม่ทัพใหญ่ที่กลับจากการทำภารกิจ อาจจะไม่ต้องตีกลองเช่นนี้ แต่พอเป็นขบวนขององค์รัชทายาท เชื้อพระวงศ์กลับคืนสู่วังหลวง พวกเขาจะต้องตีกลองให้สัญญาณเพื่อให้คนในพระราชวังรับรู้

     

    “ขอถวายพระพรองค์รัชทายาท!!” เสียงตอบรับของประชาชนดังขึ้นพร้อมกัน ต่อให้พวกเขาจะไม่ชอบองค์รัชทายาท แต่โดยตำแหน่งและฐานะที่ต่างกัน พวกเขาจำเป็นต้องทำความเคารพและทำตามกฎของอาณาจักรอยู่

                

    กุบ กับ 

                

    ฝีเท้าของม้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลี่ชิงหมินก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เพียงปล่อยให้ขบวนที่ยิ่งใหญ่นี้ผ่านไปก็เท่านั้น องค์รัชทายาทได้รับสิทธิให้เข้าเมืองหลวงก่อน ในขณะที่ทหารและแม่ทัพใหญ่ตามมาด้านหลังตามธรรมเนียม ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าแม่ทัพใหญ่ทำตามคำสั่งขององค์รัชทายาทอย่างไรอย่างนั้น

                

    หลี่ชิงหมินยืนเงียบๆอยู่พักใหญ่ กระทั่งมีเงาสีดำพาดผ่าน เขาจึงได้ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาดูว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเขาเป็นใครกัน 

                

    เนื่องจากแสงแดดที่สาดส่องเข้ามา ร่มเงาขนาดใหญ่นี้ทำให้ชิงหมินรู้สึกเหมือนกับได้รับการปกป้อง ผิวที่แสบร้อนจากแดดเผาไหม้ก็ได้รับการปกป้องอย่างดี ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะรู้สึกเย็นวูบวาบตามผิวกายอยู่เป็นระยะ เนื่องจากพลังหยินที่หนาแน่นรอบๆตัวก็เถอะ หากแต่แดดที่ส่องกระทบก็ยังทำให้ต้องรู้สึกอึดอัดใจอยู่ดี

     

    “ท่านแม่ทัพ...”

     

    “อืม ข้าเอง...กลับมาแล้ว” หวงซีเฉิงใช้ทั้งร่างกายของเขาบดบังแสงแดดร้อนให้คนตรงหน้า เขาแตะหลังชิงหมินให้ยืดตรง ตอนนี้ขบวนหลักได้เคลื่อนที่ผ่านไปแล้ว ส่วนตัวของเขา...ปล่อยให้คนไปจัดการรายงานผลก่อนล่วงหน้าก็ได้แล้ว เดี๋ยวเขาค่อยตามไปทีหลัง สำหรับเรื่องเหล่านี้ องค์รัชทายาทคงจะได้รายงานก่อน ส่วนเขาที่เป็นแม่ทัพใหญ่ยังมีเวลาเที่ยวเล่นอยู่

                

    เขารู้ว่าชิงหมินถูกตระกูลหลี่รังแกอย่างไรบ้างในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ถึงจะรู้สึกขบขันไม่น้อยกับท่าทางดื้อแพ่งของเจ้าเด็กตัวแสบ ทว่า...เขาก็ยังอดเป็นห่วงชิงหมินไม่ได้อยู่ดี

                

    แต่ด้วยคำสั่งสอนของฮูหยินสกุลหลี่ มันทำให้เขารู้สึกดีมากขึ้นได้จริงๆ สมควรแล้วที่นางถือเป็นฮูหยินใหญ่ที่มีอำนาจเด็ดขาดในสกุลหลี่ แม้แต่วิธีเอาอกเอาใจบุรุษก็ยังทำได้ยอดเยี่ยม 

                

    ก่อนหน้านี้หวงซีเฉิงไม่ได้สนใจว่าใครจะมาต้อนรับเขากลับจากการทำงานบ้าง ทั้งยังไม่พอใจพวกฮูหยินและอนุภรรยาทั้งหลายของบิดาที่ชอบมาสร้างความรำคาญหน้าจวนสกุลหวงทุกครั้งที่บิดากลับจากการทำงานหนักในต่างแดน แต่เวลานี้...เมื่อเขาได้เห็นชิงหมินปรากฏตัว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเต็มใจหรือไม่ มันก็ทำให้หัวใจของเขารู้สึกพองโต

                

    ทุกๆวันที่อยู่ไกลออกไป เขาเป็นห่วงชิงหมินมาก ทั้งยังคิดถึงใบหน้าเนียนขาวของเจ้าตัวด้วย ตอนที่ทำภารกิจก็เร่งมือเพื่อให้ภารกิจสำเร็จโดยไว ทั้งหมดก็เพื่อที่จะได้กลับมาอยู่ใกล้ๆชิงหมินอีกครั้ง

                

    ทันทีที่กลับมา เขาได้พบชิงหมิน ทุกอย่างก็คุ้มค่ากับความพยายามแล้ว...

     

    “ไปกันเถอะ อยู่ที่นี่มีแต่จะทำให้ร้อนแดดก็เท่านั้น” หวงซีเฉิงแตะหลังของชิงหมิน ดันให้เขาขึ้นรถม้าของสกุลหลี่กลับไป ในขณะที่เขาผิวปากครั้งเดียว ม้าประจำตัวก็วิ่งเหยาะๆเข้ามา

                

    เขายังไม่สามารถเข้าไปนั่งในรถม้าเดียวกับชิงหมินได้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้ภาพลักษณ์ของเด็กน้อยเสียหาย ตอนนี้เขาและชิงหมินยังไม่ได้มีความสัมพันธ์เฉกเช่นภรรยาและสามี ยังต้องให้เกียรติและเว้นระยะห่างอยู่

                

    ถึงอย่างนั้น ภาพที่แม่ทัพใหญ่คอยควบม้าเคียงข้างกับรถม้าขนาดเล็กของชิงหมินก็กลายเป็นภาพที่แสนจะอบอุ่น ทำเอาผู้คนที่แอบดูอยู่ต้องหัวใจพองโต รู้สึกว่าท่านแม่ทัพใหญ่ที่น่ากลัวเหมือนปีศาจ แท้จริงแล้วมีมุมอ่อนโยนเช่นนี้ด้วย...

                

    สาวๆในเมืองหลวงที่เห็นภาพนี้รู้สึกหัวใจละลาย พวกนางก็อยากจะเป็นคนที่ท่านแม่ทัพใหญ่ใส่ใจเช่นนี้เหมือนกัน ติดที่ว่าตนเองไม่สามารถยืนอยู่ต่อหน้าของเขาได้ด้วยซ้ำ

                

    หลี่ชิงหมินถูกพามายังลานกว้างที่จัตุรัสกลางเมือง ผู้คนไม่ได้พลุกพล่านมากนัก เนื่องจากคนอื่นๆไปตั้งแถวรอรับตั้งแต่ด้านหน้าทางเข้าเมืองหลวงแล้ว หวงซีเฉิงพาคนตัวเล็กเบี่ยงมาอีกเส้นทาง อาจจะอ้อมไปสักหน่อยสำหรับการเดินทางเข้าพระราชวัง กระนั้นมันก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่จะพูดคุยกัน

                

    ที่นี่ไม่ใช่ที่ลับตาคน หากต้องการพูดคุยกัน ที่นี่จะเหมาะสมที่สุด ม่านขนาดเล็กถูกเปิดออก หวงซีเฉิงก้มหน้าลงมาหาชิงหมินที่รออยู่ก่อนแล้ว

     

    “อีกสองวัน รอข้ารายงานภารกิจและจัดการซากของแมงมุมพวกนี้เสร็จ ข้าจะส่งแม่สื่อไปที่จวนสกุลหลี่ หากเจ้ามีความต้องการอะไรเพิ่มเติมก็ให้แจ้งต่อแม่สื่อมาได้เลย ข้าจะหามาให้เจ้าเอง”

     

    “เร็วขนาดนั้นเลยหรือ?”

     

    “เร็วหรือ? ข้ารอเจ้ามานานแล้วชิงหมิน...” หวงซีเฉิงหัวเราะเบาๆ เขาลูบผมนุ่มๆของชิงหมินไปมา

     

    “แล้วเรื่องสกุลหวง...”

     

    “พวกมันถูกจัดการแล้ว ตอนนี้คนในสกุลหวงเหลือไม่มากนัก ส่วนใหญ่ถูกจัดแจงที่ที่ควรจะอยู่ให้แล้ว เมื่อเจ้าแต่งเข้ามา...พวกเขาจะไม่สามารถสร้างปัญหาใดๆให้เจ้าได้”

     

    “โอ้ หมายถึง....คนในสกุลหวงทั้งหมดเลยหรือ? พวกผู้อาวุโสล่ะ...”

     

    “ตาแก่พวกนั้นก็เช่นกัน ในหนึ่งเดือนจะสามารถเข้าจวนสกุลหวงได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีทางก่อความวุ่นวายให้เจ้า”

     

    “จริงหรือ? พวกเขาก็...ยินยอมด้วยหรือ?”

     

    “หึ พวกเขาไม่ยินยอมได้หรือ?” หวงซีเฉิงถามกลับ ตอนที่เขาจัดการลากไส้คนสกุลหวงออกมา 2-3 คนเพื่อเป็นไก่ถูกเชือดเป็นตัวอย่างให้ดู พวกผู้อาวุโสเหล่านี้ก็ไม่กล้าคัดค้านการตัดสินใจของเขาแล้ว

               

     ใครบ้างที่อยากจะถูกลากตัวออกมาแล้วส่งให้ทางการโบยจนตายกันทั้งครอบครัวน่ะ! สุดท้ายพวกผู้อาวุโสที่มักจะอยู่เป็นตัวถ่วงแข้งถ่วงขาให้สกุลหวงก็ถูกโยนออกไป หวงซีเฉิงได้มอบพื้นที่พักอาศัยแยกต่างหากให้พวกเขาแล้ว เป็นจวนขนาดเล็กที่อาศัยได้อย่างสบายใจกับครอบครัวของพวกเขาเอง

                

    บางคนรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในสกุลหวงหลัก เนื่องจากการถูกเตะออกไป เท่ากับค่าใช้จ่ายของพวกเขาจะเพิ่มขึ้น และไม่สามารถจับตามองผู้นำตระกูลหวงคนใหม่ได้อย่างใกล้ชิด จะกอบโกยผลประโยชน์สักครั้งก็ยังเดาใจไม่ได้ ไม่มีอำนาจมากพอที่จะกดดัน แต่บางส่วนกลับรู้สึกว่า...เพียงพวกเขาเอาชีวิตรอดได้ นั่นก็เพียงพอแล้ว

                

    การที่จะใช้อำนาจผู้อาวุโสของตนเองกดดันให้หวงซีเฉิง ที่ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลคนใหม่เชื่อฟังนั้นเป็นเรื่องง่ายหรือ? ต่อให้พวกเขาอ้าปากพูดอะไรออกมา หวงซีเฉิงไม่อยากฟัง เช่นนั้นเสียงของพวกเขาก็เหมือนลมที่พัดผ่านไปเท่านั้น

                

    บิดาของเขายังยึดมั่นในกฎระเบียบของตระกูล แต่ทันทีที่หวงซีเฉิงขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลคนใหม่ กฎตระกูลมากมายถูกทำลาย เปลี่ยนเป็นกฎที่เขาพึงพอใจแทน 

                

    ความเด็ดขาดของหวงซีเฉิงนั้นต่างจากบิดามาก อีกทั้งตอนนี้...เขาก็ขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรด้วยตนเองเสียด้วย ตระกูลหวงที่คิดว่าจะถูกทำลายด้วยน้ำมือของคนเป็น “ลุง” พี่ชายของผู้นำตระกูลคนก่อนก็ถูกทำให้เข้มแข็งมากขึ้น ในฐานะผู้อาวุโสแล้ว...พวกเขามีแต่ต้องยอมรับในความสามารถ

                

    ทางหลี่ชิงหมิน เมื่อได้ยินคำยืนยันนั้นของหวงซีเฉิง เขาก็ประหลาดใจมาก แม้จะคาดหวังกับการทำงานหนักของหวงซีเฉิงในการจัดการคนสกุลหวงเพื่อให้อยู่อย่างสงบ แต่เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าหวงซีเฉิงจะสามารถจัดการทุกคนได้อย่างอยู่หมัดเช่นนี้

                

    มิน่าเล่า...เขาจึงบอกว่าตนเองมีพื้นที่มากมายที่จะให้เขาเพาะปลูกดอกไม้และสมุนไพร ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคนได้ไล่ยึดที่คืนจากผู้อื่นทั้งหมด ตอนนี้สกุลหวงจึงเหลือเพียงผู้นำที่แท้จริงของสกุลหวงเท่านั้นแล้ว

                

    ลาก่อน ปัญหาวุ่นวายที่นางเอกซือซือต้องพบเจอในสกุลหวง ทันทีที่นางเอกถูกเปลี่ยนตัว...หายนะก็ถูกพาออกไปด้วยสินะ

                

    ชิงหมินอดที่จะคิดเช่นนั้นไม่ได้จริงๆ....

     

    …………………………………………..

    คล้ายกับเรื่องหลี่ชิงหมิน : โปรดคืนบทพระรองให้ข้า ที่คุณอ่าน