ก๊อกก๊อก ก๊อก
“ใครคะ?” เถาฮวาเหลยได้ยินเสียงเคาะประตู หลังจากที่นั่งเหม่ออยู่บนเตียงเป็เวลานานส่วนกู่เซียวจ้านคิดว่าภรรยาน่าจะรับรู้การมาถึงของเขาได้เนื่องจากว่าเขาไขกุญแจที่ล็อกจากทางด้านนอกออกแล้วแต่กลับไร้วี่แววของภรรยาจากทางด้านในจึงจำเป็ที่จะต้องเคาะเรียกเผื่อว่าเธออาจจะไข้ขึ้นอีกก็เป็ได้
“ผมเอง เซียวจ้าน” กู่เซียวจ้านขานรับเพื่อให้ภรรยาเปิดประตู
“รอสักครู่นะคะ” เถาฮวาเหลยรีบลุกจากเตียงจากนั้นก็ทำการปลดล็อกกลอนจากภายในห้อง เพื่อเปิดประตูให้สามีเข้ามาภายในห้องได้
“ขอโทษที่กลับบ้านผิดเวลาครับ พอดีมีงานต้องสะสางนิดหน่อยคุณหิวหรือยังครับผมเอาข้าวเข้ามาให้” ชายหนุ่มพูดพร้อมทั้งแทรกตัวเข้ามาภายในห้องในมือก็ถือชามข้าวต้มมา 2 ใบ ที่ต้องเรียกว่าข้าวต้ม เพราะข้าวที่เหลือมีเพียงก้นหม้อเท่านั้นเขาจึงนำข้าวก้นหม้อไปต้มเพื่อให้มันเพิ่มปริมาณ ตักเอาข้าวใส่ถ้วยของภรรยาส่วนของเขานั้นมีเพียงน้ำข้าวต้ม
กู่เซียวจ้านกลับเข้าบ้านมา ทุกคนภายในบ้านก็กินข้าวกันอิ่มหมดแล้วซึ่งเขาก็เข้าใจได้ เพราะเลยเวลามื้อเย็นมานานพอสมควรยังดีที่ผู้เป็แม่แบ่งน้ำแกงปลาเอาไว้ให้ พร้อมทั้งมีส่วนหางของปลาอีกชิ้นหนึ่งจะเรียกว่าหางปลาอย่างเดียวก็คงจะใกล้ความเป็จริงมากที่สุดแล้ว เถาฮวาเหลยมองดูถ้วยน้ำต้มข้าวก็ได้แต่สะท้อนอยู่ในใจชาติก่อนว่าลำบากแล้วกลับมาเกิดในชาตินี้กลับยิ่งแย่กว่าเดิมเป็เท่าตัว
“ขอบคุณค่ะ” เถาฮวาเหลยไม่ได้พูดอะไรออกมาทำแค่ยื่นมือไปรับถ้วยข้าวต้มจากสามีมาเท่านั้น แต่เขาเบี่ยงตัวหลบ เพราะชามข้ามยังร้อนอยู่เกรงว่ามันจะลวกมือของภรรยา
ทั้งสองคนนั่งกินข้าวกันอย่างเงียบๆไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาเถาฮวาเหลยมองถ้วยข้าวของสามีก็ได้แต่อึ้งจนพูดไม่ออก จากเดิมที่รู้สึกหิวจนตาลายตอนนี้หญิงสาวกลับกลืนมันแทบไม่ลง ทั้งๆ ที่มันเป็น้ำข้าวต้มน่าจะซดคล่องคอ
“คุณช่วยฉันกินได้หรือเปล่าคะ? ฉันรู้สึกท้องอืดกินอะไรได้ไม่เยอะเท่าไหร่”เถาฮวาเหลยวางถ้วยข้าวต้มตรงหน้าของสามี กู่เซียวจ้านทำเพียงพยักหน้าเท่านั้นจากนั้นก็รีบซดน้ำจากถ้วยข้าวของเขาจนหมดตามด้วยเอื้อมไปหยิบถ้วยข้าวของภรรยาขึ้นมากิน ไม่ให้เหลือเม็ดข้าวสักเม็ด
กู่เซียวจ้านเช็ดปากหลังจากที่กินอาหารตรงหน้าจนหมดจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นไปมองภรรยา เพราะรู้สึกว่าเธอจ้องมองเขาก่อนหน้านั้นแล้ว
“มีเื่อะไรเกิดขึ้นกับคุณอีกหรือเปล่าครับ?” กู่เซียวจ้านสบตาภรรยาจากนั้นก็เอ่ยถามออกไปด้วยความเป็ห่วง แม้ว่าทั้งสองคนจะแต่งงานกันเพราะผู้ใหญ่แต่เขาคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผูกพันกับเธออยู่ไม่น้อย
“…..”เถาฮวาเหลยทำเพียงส่ายหน้า ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาเธอกำลังใช้สมองคิดว่าจะทำยังไง ถึงจะสามารถเอาสิ่งของในมิติออกมาได้ ตอนนี้ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่จะต้องบำรุงแต่สามีของเธอก็ต้องได้รับการบำรุงโดยด่วนเช่นกัน
“คุณเข้านอนเถอะครับเดี๋ยวผมเอาถ้วยไปเก็บเอง จะออกไปอาบน้ำด้วย”เถาฮวาเหลยทำท่าจะเอื้อมไปเก็บถ้วยชาม แต่ถูกสามีแย่งเอาไปถือก่อน
“ให้ฉันทำเถอะค่ะ คุณออกไปทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”เถาฮวาเหลยพูดพร้อมทั้งมองหน้าสามีอย่างรู้สึกผิด นึกสงสารเขาในเวลาเดียวกัน
“อย่าดื้อสิครับ ผมจัดการเอง” กู่เซียวจ้านส่ายหน้าพร้อมทั้งส่งสายตาดุๆไปหาภรรยา
ที่ผ่านมาเขาหละหลวมในหน้าที่จนทำให้เธอถูกรังแกจากบรรดาพี่สะใภ้อยู่บ่อยๆ และเป็เพราะเธอเป็คนไม่ค่อยพูด ทำให้เขาคิดไปเองว่าอาจจะเป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้นจึงไม่ได้ใส่ใจแต่หลังจากที่เกิดเื่ในเย็นวันนั้น ทำให้เขาจำเป็ต้องหันกลับมาเอาใจใส่ภรรยามากกว่านี้
“…..”เมื่อเห็นสามีดุเธอทางสายตาทำให้เถาฮวาเหลยต้องก้มหน้าหดคอด้วยความกลัว
หญิงสาวไม่เคยผ่านการมีแฟนอีกทั้งยังเป็คนขี้กลัวมาั้แ่ไหนแต่ไร ด้วยนิสัยตื่นตระหนกกลัวว่าจะทำอะไรไม่ถูกใจเพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็เหตุทำให้ต้องโดนไล่ออกั้แ่นั้นเป็ต้นมาเถาฉวาเหลยจึงเป็คนยอมคน แม้ว่าเนื้อแท้ของเธอนั้น จะมีนิสัยแข็งกร้าวสู้คนบ้างก็ตาม ในเวลาก็เช่นเดียวกันที่เธอกำลังถูกสามีดุเธอทำเพียงก้มหน้าและทำตามที่เขาบอกเพียงเท่านั้น
กู่เซียวจ้านเห็นอาการตื่นกลัวของภรรยาก็ได้แต่เหนื่อยใจเพราะเธอมีนิสัยแบบนี้ ขึ้นเสียงแค่นิดเดียวก็กลัวจนตัวสั่นแบบนี้จะไปสู้พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองของเขาได้อย่างไร
“ต่อไปนี้คุณไม่ต้องทำงานที่ทุ่งนาอีกแล้วนะครับ”หลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จ กู่เซียวจ้านก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมทั้งนอนลงข้างๆภรรยา เขามั่นใจว่าเธอยังไม่หลับ เพราะเธอกำลังนอนตัวเกร็งอยู่ข้างๆอีกทั้งยังหายใจเร็วแรง คล้ายคนกำลังตื่นกลัวอะไรบางอย่างอยู่
“ทำไมล่ะคะ?” เถาฮวาเหลยถามออกไปด้วยความสงสัยหรือว่าเ้าของร่างเดิมจะไปทำอะไรให้เพื่อนร่วมงานไม่พอใจ จนถูกตัดสิทธิ์ในการทำงาน
“ไม่มีอะไรหรอกครับ พี่สะใภ้รองไม่ได้ทำงาน เพราะพี่รองส่งเงินมาให้ที่บ้านทุกเดือนตอนนี้ผมก็มีเงินเดือน เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าคุณก็ไม่ต้องทำงานเหมือนพี่สะใภ้รองเช่นเดียวกันครับ”กู่เซียวจ้านคิดเื่นี้มาสักพักแล้วแต่ยังไม่ได้พูดเื่นี้กับพ่อแม่อย่างจริงจังสักที ด้วยกลัวว่าจะถูกท่านทั้งสองไม่พอใจเอาได้หากว่าทำแบบนั้น
“ฉันทำได้ค่ะ คุณก็น่าจะรู้…." เถาฮวาเหลยส่ายหัวไม่เห็นด้วยกับความคิดของสามีเพราะในความทรงจำของร่างนี้ คือเธอทำงานในทุ่งนาแทบจะไม่ได้หยุดพักเพียงเพราะว่าต้องทำงานให้ได้แต้มค่าแรงเต็มสิบแต้มในแต่ละวัน
“ผมจะไปคุยกับพ่อแม่เองครับ คุณแค่ทำตามที่ผมบอกก็พอ” กู่เซียวจ้านพูดตัดบทจากนั้นก็หลับไปในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากว่าเขาอดหลับอดนอนมาเป็เวลาหลายวันเพราะต้องตื่นขึ้นมาเช็ดตัวให้กับภรรยาที่เพ้อเพราะถูกพิษไข้เล่นงาน
เช้าวันถัดมากู่เซียวจ้านไปพูดกับพ่อแม่ของเขาเื่ที่จะให้ภรรยาเลิกทำงานที่ทุ่งนาซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่คุณแม่กู่เป็อย่างมาก เนื่องจากเธอตั้งใจจะฝากผีฝากไข้กับลูกชายคนเล็กแต่ยังไม่ทันไรเขากับถือหางภรรยาไม่สนใจพ่อแม่ อยากให้เมียอยู่ในบ้านอย่างสุขสบายทิ้งให้พ่อแม่ที่กำลังเริ่มแก่ชราไปทำงานที่ทุ่งนา เพื่อแลกแต้มค่าแรงเลี้ยงชีพ
“ไม่ได้ ลูกสี่นี่ลูกประสาทกลับไปแล้วหรือ เื่ที่ให้สะใภ้สี่หยุดงาน เพราะเธอป่วยอันนี้แม่เข้าใจได้แต่ลูกจะให้เธอหยุดทำงานที่ทุ่งนาไปเลย เื่นี้แม่ยอมไม่ได้อีกอย่างหากสะใภ้สี่ไม่ต้องทำงานที่ทุ่งนาแล้วถ้าเกิดสะใภ้ใหญ่อยากจะทำตามสะใภ้สี่บ้าง ลูกจะให้แม่ที่เป็คนกลางทำอย่างไร” คุณแม่กู่เอาเหตุผลเข้าสู้กับลูกชายเพราะเหตุผลที่ลูกชายของเธอยกมานั้นก็พอจะฟังขึ้นอยู่บ้างแต่หากจะให้ตัวทำแต้มค่าแรงของบ้านหยุดงาน สู้ให้สะใภ้ใหญ่หยุดไม่ดีกว่าหรือเพราะถึงอย่างไร แม่นั่นก็ทำงานเช้าชามเ็าม ได้แต้มค่าแรงแค่ 7 แต้มเท่านั้น
“แม่ครับ ร่างกายฮวาเหลยจำเป็ต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างหนักผมแต่งงานกับเธอมาจะ 2 ปีแล้ว แต่เรายังไม่มีลูกด้วยกันเลยหมอบอกว่าเธอสมควรที่จะหยุดทำงานหนักที่ทุ่งนาก่อนที่เธอจะไม่มีโอกาสตั้งท้องอีกครับ”
กู่เซียวจ้านตัดสินใจพูดเื่สำคัญนี้กับผู้เป็แม่เนื่องจากหวังว่าท่านจะเห็นใจพวกเขาบ้าง ตอนนี้หลานๆของเขาก็โตกันหมดแล้วอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็พอจะทำงานที่ทุ่งนากันได้แล้วเขาจึงอยากจะให้ภรรยาพักฟื้นร่างกาย เตรียมตัวมีทายาทเพื่อสืบสกุลแบบพี่คนอื่นๆบ้าง
“เื่นี้ก็เป็อีกเื่ที่แม่เองก็ไม่สบายใจ ลูกสี่…จะเป็ไปได้หรือไม่หากว่า”
“ไม่ได้ครับ ไม่ว่าแม่กำลังคิดหรืออยากจะทำอะไรอยู่ผมขอให้แม่หยุดคิดไปได้เลย ฮวาเหลยคือภรรยาของผมและเธอจะเป็ภรรยาเพียงคนเดียวของผมเท่านั้นหากว่าแม่เกรงว่าเธอจะกินแรงพี่น้องคนอื่นๆผมคงต้องขอพ่อกับแม่พิจารณาเื่แยกบ้านให้พวกเราด้วยครับ”
กู่เซียวจ้านพูดดักคุณแม่กู่เอาไว้มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าผู้เป็แม่คิดเห็นอย่างไรเื่ทายาทแต่เื่งานแต่งงานที่เกิดขึ้นกับพวกเขานั้นก็เป็เพราะผู้ใหญ่ทั้งสองตกลงกันเองไม่ใช่หรือคิดจะจับคู่ก็จับ คิดจะแยกก็แยกอย่างนั้นหรือ?ไม่คิดถึงหัวอกของพวกเขาบ้างหรืออย่างไรกัน
“กู่เซียวจ้าน นี่ลูกพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า? หลงเมียจนลืมพี่น้องแล้วหรือ?”คุณแม่กู่โมโหจนตัวสั่นจบสิ้นกันแล้วความหวังที่จะฝากชีวิตบั้นปลายไว้กับลูกชายคนสุดท้อง
“มีเื่อะไรกัน เสียงดังไปถึงหน้าบ้าน” คุณพ่อกู่เอ่ยเสียงเข้มเขาเพิ่งกลับจากดื่มน้ำชาที่บ้านของเพื่อนไม่คิดว่ากลับเข้าบ้านมาจะได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของภรรยาดังออกไปถึงหน้าบ้าน
“หึ…คุณมาก็ดีแล้ว มาฟังสิ่งที่ลูกชายคนเล็กของคุณพูดสิฉันรับรองว่าคุณฟังแล้วคงไม่เชื่อหูตัวเองเป็แน่” คุณแม่กู่พูดจาประชดซ้ำยังมองหน้าลูกชายคนเล็กอย่างผิดหวัง
“มีเื่อะไรหรือลูกสี่?” คุณพ่อกู่เบื่อที่จะทนดูสีหน้าอีกทั้งน้ำเสียงประชดประชันของภรรยา หากขืนรอให้หล่อนพูด วันนี้ทั้งวันก็คงจะไม่รู้เื่กันพอดี
“ผมจะมาบอกว่าต่อไปนี้ฮวาเหลยจะไม่ทำงานที่ทุ่งนาอีกต่อไปแล้วครับ”กู่เซียวจ้านมองหน้าผู้เป็พ่ออย่างไม่หลบสายตาบ่งบอกว่าสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดนั้นคือเื่จริงและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ได้
“อืม” คุณพ่อกู่คิดเอาไว้อยู่แล้ว ว่าสักวันเื่นี้จะต้องมาถึงเขาจะไม่โทษใคร นอกจากตัวเองและภรรยาที่ใช้งานลูกสะใภ้คนที่สี่จนหนักเกินไปเดิมทีเธอไม่ใช่คนขี้โรคขนาดนี้เพียงแค่มีร่างกายที่บอบบางตามแบบฉบับหญิงสาวทั่วไปแต่เป็เพราะเมื่อแต่งเข้าบ้านมา ก็ถูกทุกคนในบ้านจิกหัวใช้ราวกับทาสจึงทำให้ร่างกายของเธอย่ำแย่ลง
“ฉันไม่ยอมนะคะคุณพ่อ ถ้าสะใภ้สี่ไม่ต้องทำงานที่ทุ่งนาฉันก็จะไม่ทำงานที่ทุ่งนาเหมือนกัน ฉันยอมให้สะใภ้รองมาคนหนึ่งแล้วจะปล่อยให้น้องสะใภ้เอาเปรียบฉันที่เป็สะใภ้ใหญ่ของบ้านมันก็ออกจะเกินไปหน่อยนะคะ”พี่สะใหญ่ได้ยินเื่ที่สองแม่ลูกคุยกันทั้งหมดเพียงแต่เธอไม่คิดว่ามันจะเป็ไปได้ จนกระทั่งได้ยินจากปากของพ่อสามีเพราะหากว่าพ่อสามีอนุญาต นั่นหมายความว่าคำพูดทุกอย่างถือว่าเป็คำขาด
“ฉันบอกแล้วว่าเื่ยุ่งยากจะตามมาไม่จบไม่สิ้น” คุณแม่กู่แสยะยิ้มกับคำพูดของตัวเองคนเห็นแก่ตัวอย่างสะใภ้ใหญ่ต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน ผิดจากที่เธอพูดเอาไว้เสียที่ไหนกัน
“พี่สะใภ้ใหญ่จะมาเหมารวมแบบนี้มันก็ไม่ถูกนะคะถึงฉันจะไม่ได้ทำงานที่ทุ่งนา แต่สามีของฉันก็เป็คนส่งเงินเข้าบ้านทุกเดือนพี่อย่าลืมสิคะว่าค่าหนังสือ สมุด ดินสอ ของลูกๆพี่เป็เพราะเงินของใคร” พี่สะใภ้รองเลิกหลบจากมุมมืดเมื่อถูกพาดพิงหากจะอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ต้องแข็งข้อกว่าบรรดาสะใภ้คนอื่นๆ รวมไปถึงแม่สามีด้วยเช่นกัน
“เฮอะ ถึงสามีของฉันจะไม่ได้หาเงินเข้าบ้าน หล่อนก็อย่าลืมว่าข้าวทุกเม็ดที่หล่อนและลูกชายกินเข้าไปมาจากน้ำพักน้ำแรงของใคร”พี่สะใหญ่มีหรือจะยอมให้น้องสะใภ้มาหยามหน้าได้เธออดทนมานานมากแล้วที่ยอมให้สะใภ้รองมองอย่างดูถูกดูแคลนเพียงเพราะว่าสามีของหล่อนเป็นายทหาร
“หุบปาก” คุณพ่อกู่โมโหจนตัวสั่นนี่พวกหล่อนไม่เห็นหัวพ่อสามีอย่างเขาเลยหรืออย่างไรกันถึงได้เถียงกันข้ามหัวเขาไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร
“…..”
ทุกคนต่างอ้าปากค้างพร้อมทั้งสะดุ้งไปตามๆกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งคุณแม่กู่ที่นั่งตัวสั่นอยู่กินกันมาเกือบ 30 ปีมีหรือที่จะไม่รู้ว่าเวลาไหนที่สามีโกรธหรือไม่โกรธซึ่งในตอนนี้เธอรับรู้ได้เต็มสิบส่วน ว่าสามีกำลังโมโหหนัก สมควรที่เธอจะอยู่เฉยๆ เพื่อให้บรรดาลูกสะใภ้เป็ที่รองรับอารมณ์โมโหของสามี
“ฉันเลี้ยงลูกมา ไม่เคยมีสักครั้งที่จะบอกให้พี่น้องไม่รักและดูแลกันไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจหรือโอนเอียงไปทางครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเื่ที่จะให้สะใภ้สี่เลิกทำงานที่ทุ่งนานั้น ฉันไม่เห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง”ยังไม่ทันที่พ่อสามีจะพูดจบ เหล่าสะใภ้ก็ยิ้มเยาะด้วยความสะใจคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรเสีย พ่อและแม่สามีคงไม่ยอมอย่างแน่นอน
“แต่หากจะให้หยุดพักเพียงชั่วคราวนั้น พอจะอนุโลมให้ได้เนื่องจากว่าสะใภ้สี่ทำงานหนักมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ั้แ่ที่เธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหากเป็แบบนี้ลูกพอจะรับได้หรือไม่?” คุณพ่อกู่พูดจบก็หันไปถามลูกชายคนเล็กเขาเชื่อว่าลูกชายคนเล็กนั้นมีเหตุผลมากพอ แม้ว่าจะอายุน้อยที่สุดแต่หากเทียบกับพี่น้องทั้งหมดแล้ว เขาเป็คนที่มีวุฒิภาวะสูงที่สุดแล้ว
“มะ….” พี่สะใภ้ใหญ่กำลังจะอ้าปากเถียง แต่กลับถูกสามีเอามือปิดปากเอาไว้เสียก่อนแค่หยุดงานตลอดระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมาก็ถือว่ามากพอแล้วกับอีกแค่หัวแตกจะประคบประหงมอะไรกันนักกันหนา
“หุบปาก” พี่ชายใหญ่กระซิบบอกกับภรรยาให้ได้ยินกันแค่สองคนเขาเพิ่งกลับจากไปดูกับดักปลาที่ทุ่งนา ทำให้มาทันผู้เป็พ่อสรุปใจความสำคัญพอดี
“ว่าอย่างไรล่ะลูกสี่ แม่เห็นด้วยกับพ่อของลูกนะส่วนเื่ที่จะแยกบ้านนั้น แม่จะทำเป็ลืม และจะคิดซะว่าไม่ได้ยินมันก็แล้วกัน” คุณแม่กู่เอาน้ำเย็นเข้าลูบเพื่อคุยกับลูกชายเธอไม่มีวันยอมเสียแต้มค่าแรงชั้นดีอย่างสะใภ้สี่ไปแน่
“ผมยังยืนยันคำเดิมครับ” กู่เซียวจ้านพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหากเป็เมื่อก่อนเขาคงตกลงอย่างไม่ลังเล เพราะแค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้วแต่ไม่ใช่สำหรับตอนนี้อีกต่อไป
ทุกคนที่ได้ยินคำตอบของกู่เซียวจ้านต่างก็มองเขาเป็ตาเดียว ไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองเมื่อได้ยินเขายื่นคำขาดอีกทั้งยังยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าจะให้ภรรยาเลิกทำงานที่ทุ่งนาซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาต้องเลือกว่าจะยอมเสียค่าแรงของสะใภ้สี่แค่คนเดียวหรือจะยอมเสียของน้องชายสี่ไปด้วย
“น้องเล็ก”พี่ชายใหญ่พูดขึ้นเพื่อเตือนสติน้องชาย เขาอายุห่างจากน้องชายตั้ง 10 ปี เลี้ยงน้องชายเหมือนลูกชายคนโตเลยก็ว่าได้
“เถาฮวาเหลย แม่นางสะใภ้ตัวดี มัวแต่มุดหัวอยู่ที่ไหนออกมาดูความพินาศที่หล่อนทำเอาไว้เสียสิ อยู่ไหน มุดหัวอยู่ที่ไหนออกมาเดี๋ยวนี้นะ"คุณแม่กู่ได้ยินที่ลูกชายพูด ก็รู้สึกโมโหเืขึ้นหน้า โทษว่าต้นตอของเื่ทั้งหมดเป็เพราะลูกสะใภ้ขี้โรคที่ทำให้เื่ทุกอย่างแย่ลง
“แม่ครับพอเถอะครับ ทุกคนเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็เพราะใครที่ผ่านมาผมยอมมามากแล้วนะครับ แม้กระทั่งในวันที่ภรรยาของผมถูกทำร้ายยังไม่มีใครพูดถึงคนร้ายเลยด้วยซ้ำผมไม่สามารถอยู่ร่วมชายคากับคนใจดำอมหิตได้อีกต่อไปแล้วล่ะครับ”กู่เซียวจ้านรู้สึกผิดหวังกับพี่น้องมากไม่คิดเลยว่าทุกคนจะทำเป็ว่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ภรรยาของเขาาเ็สาหัสขนาดนั้น
“เอาล่ะ พ่อจะให้เวลาลูกทบทวนคำพูดของตัวเอง 3 วันหากครบกำหนดแล้วลูกยังไม่เปลี่ยนใจ พ่อก็จะเคารพการตัดสินใจของลูกแยกย้ายเตรียมตัวไปทำงาน” คุณพ่อกู่พูดแค่นั้นก็เดินออกไปนอกบ้านในทันทีนั่นหมายความว่าในเช้าของวันนี้จะไม่มีใครได้กินมื้อเช้า รวมไปถึงเด็กๆทุกคนด้วย
“เฮงซวยจริงๆ ลูกของฉันเลยต้องหิ้วท้องไปโรงเรียน”สะใภ้รองบ่นพร้อมทั้งเดินสะบัดตูดกลับเข้าห้องไป เธออาศัยอยู่กับลูกชายแค่สามคนส่วนสามีนานๆครั้งเขาถึงจะกลับมาบ้าน เพราะเป็ทหารอยู่ต่างเมืองมีเพียง่ปีใหม่เท่านั้นที่จะมีโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้านซึ่งเขาไม่ได้กลับบ้านมาเกือบ 2 ปีแล้ว
ทางด้านเถาฮวาเหลยได้ยินทุกอย่างที่ทุกคนพูดคุยกันรู้สึกใที่ได้ยินสามียืนยันหนักแน่นเื่ของเธอ เห็นสามีฮึดขึ้นสู้ก็ทำให้หญิงสาวใจชื้นขึ้นมาบ้างว่าเขาไม่ได้ทอดทิ้งอีกทั้งยังต่อสู้เพื่อความถูกต้องให้กับเ้าของร่างนี้อีกด้วยน่าเสียดายที่ความทรงจำเกี่ยวกับเื่นี้หายไปไม่อย่างนั้นคงได้เอาตัวคนทำผิดส่งให้กับทางการ แม้ว่าเธอจะไม่ได้เรียนหนังสือแต่ก็พอจะรู้มาบ้างว่าการทำร้ายผู้อื่นจนทำเสียชีวิตอย่างน้อยๆ ก็ต้องถูกขังจนลืมหรือไม่อาจจะโดนทหารแดงจับตัวไปไม่มีโอกาสได้กลับมายังบ้านเกิดอีกต่อไป
“ตื่นแล้วหรือครับ” กู่เซียวจ้านเข้ามาในห้องเพื่อเอาอาหารเข้ามาให้ภรรยาหลังจากทุกคนแยกย้ายเขาก็เข้าไปต้มข้าวให้กับภรรยาที่ในครัว ใครจะอดก็อดไป แต่สำหรับภรรยาของเขาแล้วนั้นห้ามอดเด็ดขาด
“มันจะดีหรือคะที่พูดกับคุณพ่อคุณแม่ไปแบบนั้น” เถาฮวาเหลยพูดออกไปเธอรู้สึกไม่สบายใจที่เป็ต้นเหตุให้แม่ลูกต้องมาทะเลาะกันเพราะเธอ
“ผมทำเพื่อคุณขนาดนี้ คุณยังไม่ดีใจอีกหรือครับ คุณเองก็ต้องทำเพื่อผมเหมือนกันนะครับต่อไปนี้ห้ามอ่อนแอเด็ดขาด คุณต้องรู้จักสู้คนบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นรังแกอยู่แบบนี้”กู่เซียวจ้านจูงมือภรรยามานั่งบนเตียง แน่นอนว่าภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบนี้ ไม่ได้มีพื้นที่กว้างพอสำหรับโต๊ะหรือเก้าอี้สำหรับเอาไว้นั่งเล่น
“ฉัน…ไม่กล้า” เถาฮวาเหลยพูดออกไปเสียงเบา เธอมักจะเป็คนขี้ขลาดแบบนี้เสมอมันเป็นิสัยที่แก้ไม่หายแล้วอย่าว่าแต่สามีเลยเธอเองยังรู้สึกเบื่อหน่ายกับความขี้ขลาดของตัวเอง
“ถ้าคุณไม่กล้าคุณก็จะกลายเป็คนขี้แพ้ ถูกคนอื่นรังแกอยู่ร่ำไปแม้กระทั่งหลานของผมเอง พวกเขายังแทบจะเหยียบหัวคุณอยู่แล้ว”กู่เซียวจ้านพูดพร้อมทั้งถอนหายใจ คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าภรรยาจะต้องปฏิเสธ
“ฉันจะ…พยายามค่ะ” ได้ยินเสียงถอนหายใจพร้อมทั้งสีหน้าผิดหวังของสามีเถาฮวาเหลยก็รู้สึกหดหู่ใจเธอไม่อยากให้เขาต้องมาคอยห่วงหน้าพะวงหลัง ทั้งๆ ที่หน้าที่ความรับผิดชอบเขาก็มีมากพออยู่แล้ว
“แค่นี้ก็ดีมากแล้ว เรามาพยายามไปด้วยกันนะครับ” กู่เซียวจ้านยิ้มออกมาเขาแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินในสิ่งที่ภรรยาพูด แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ขอแค่เพียงเธอคิดจะลองเขาก็พร้อมที่จะคอยอยุ่เคียงข้างเพื่อให้กำลังใจ
หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ออกไปทำงานที่ทุ่งนาไม่ลืมใส่กุญแจห้องจากทางด้านนอก เขาไม่ห่วงเื่ถ่ายหนักเบาของภรรยาเพราะเตรียมพร้อมทุกอย่างเอาไว้หมดแล้วรอให้ภรรยาหายดีกว่านี้ก่อนถึงจะเบาใจว่าปล่อยให้เธออยู่บ้านเพียงลำพังโดยที่ไม่ขังเธอไว้ได้
พี่สะใภ้รองที่อยู่บ้านเดียวกับเถาฮวาเหลยก็รู้สึกโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงเดิมทีตั้งใจว่ารอให้คนในบ้านออกไปทำงานที่ทุ่งนาให้หมดก่อนแล้วเธอจะเข้าไปด่าสั่งสอนสะใภ้สี่ ที่จู่ๆก็ทำตัวอ่อนแอเรียกร้องความสนใจจากสามีจนเป็เหตุทำให้ลูกชายทั้งสองของเธออดกินมื้อเช้าก่อนที่จะไปโรงเรียน
โชคดีที่เธอมีเงินเก็บอย่างลับๆเก็บเอาไว้กับตัวบ้าง ใครจะโง่ยกให้แม่สามีจนหมดเงินเดือนของสามีเธอเพิ่มขึ้นจากเดิม 12หยวน ใน่ 2 ปีที่ผ่านมาเงินเดือนเขาขึ้นมาเป็เดือนละ 15 หยวนจากเดิมที่สามีเคยส่งให้ทางบ้าน เดือนละ 12 หยวนก็กลายเป็ว่าส่งมาเดือนละ 15 หยวน ซึ่งส่วนต่าง 3 หยวน นี้สะใภ้รองเป็คนเก็บเอาไว้เอง
ช่วยไม่ได้ในเมื่อมีแม่สามีขี้งกวันๆ กินแต่ข้าวกับน้ำพริกผักลวก โชคดีที่เธอคลอดลูกชายออกมาทั้งสองคนจึงเป็ที่โปรดปรานของทางพ่อแม่สามีอยู่บ้าง ไม่ผอมแห้งแรงน้อยเหมือนเด็กๆ บ้านใหญ่ที่แทบจะเป็โครงกระดูกเดินได้แข่งอะไรแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนาเห็นทีจะเป็เื่ยาก
“ทำไมเดือนนี้ถึงได้มากกว่าทุกเดือนล่ะครับ”กู่เซียวจ้านเอ่ยถามประธานคณะกรรมการเนื่องจากว่าเงินเดือนของเขาเพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้วมา 2 หยวนจากเดิมได้เงินเดือนจากการเป็คณะกรรมการหมู่บ้านเดือนละ 5 หยวน
“ชู่ว…เบาเสียงหน่อย ไม่ใช่ว่าจะได้กันทุกคนหรอก” ชายวัยกลางคนทำมือให้ชายหนุ่มที่เขาเอ็นดูเหมือนลูกหลานเบาเสียงเพราะผลงานของเขาโดนเด่น อีกทั้งยังเป็คนกล้าแสดงความคิดเห็นจึงมักจะมีโอกาสได้เข้าไปรายงานผลผลิตต่างๆ กับหน่วยงานประจำอำเภอรวมไปถึงมณฑลอยู่เสมอ
“เื่นี้ผมขอให้เป็ความลับรู้แค่เราสองคนได้หรือเปล่าครับ?"กู่เซียวจ้านเอ่ยถามขึ้นครั้งนี้จะเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อครอบครัวแต่ไม่คิดเสียใจแม้แต่น้อยที่ตัดสินใจทำลงไป
“อืม นายวางใจเถอะลุงไม่เอาเื่นี้ไปบอกใครหรอก แม้กระทั่งพ่อของหลานเอง”ประธานคณะกรรมการเอ่ยขึ้น เขาพอจะรับรู้เื่ราวภายในบ้านของลูกน้องคนนี้มาบ้างไม่บ่อยนักที่คนไม่ค่อยพูดหรือว่าร้ายใครจะเอ่ยปากปรึกษาหากว่ามันไม่ร้ายแรงเกินกว่าที่เขาจะรับมือได้จริงๆ
“ขอบคุณครับ” กู่เซียวจ้านมองหน้าชายที่แทนตัวเองว่าลุงอย่างซาบซึ้งใจ
“หลานสะใภ้อาการเป็ไงบ้าง ดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง?”
“ครับ” กู่เซียวจ้านพยักหน้า
“ดีแล้ว ต่อไปนี้ก็ดูแลเธอให้ดี ให้เหมือนกับที่รับปากทางนั้นเอาไว้ บ้านเถาใช่ว่าจะขี้ริ้วขี้เหร่มีหน้ามีตากับเขาอยู่บ้าง หากทราบข่าวว่าลูกสาวถูกกดขี่ข่มเหงเห็นทีว่าจะอยู่กันลำบาก”กู่เซียวจ้านเห็นด้วยกับเื่นี้ เขาไม่คิดว่าเป็คำขู่เลยสักนิดเพราะล้วนแล้วแต่เป็ความจริง จึงทำให้เขารู้สึกผิดอยู่ในใจมาจนถึงตอนนี้
“…..”
ทางด้านเถาฮวาเหลยที่อุดอู้อยู่แต่ในห้องรู้สึกเบื่อจึงหาอะไรทำแก้เบื่อ นั่นก็คือการทำความสะอาดห้องนอนแม้ว่าจะไม่มีอะไรให้ทำมากนัก แต่หยากไย่ก็เกาะอยู่เต็มผนังห้อง นี่ก็เป็อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ภายในห้องมีฝุ่นเห็นแบบนั้นหญิงสาวจึงเริ่มลงมือทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูกห้องให้ดูน่าอยู่มากขึ้น
“หืม กล่องอะไร?” เถาฮวาเหลยปีนเตียง เอื้อมมือขึ้นไปเช็ดฝุ่นบนหลังตู้เสื้อผ้าคาดไม่ถึงว่าเจอกับกล่องบางอย่างเข้า จึงนำลงมานั่งปลายเตียงเพื่อที่จะเปิดดูว่าภายในกล่องนั้นมีอะไร
แต่แล้วเมื่อเปิดดูภายในกล่องถึงกับต้องตาโต มือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูกเพราะภายในกล่องมีเงินที่ม้วนๆกันอยู่ เปิดออกมานับดูกลับมีมากถึง 300 หยวน เป็ไปได้อย่างไรกัน ยุคสมัยนี้เงิน 300 หยวนนี่มันจำนวนมหาศาลแค่ไหนกันนะแม้กระทั่งในยุคที่เธอจากมาก็ยังไม่เคยมีเงินมากถึงขนาดนี้จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่นับคือมีเงินเก็บอยู่แค่ 50 หยวนเท่านั้นเชื่อแล้วว่าการกลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้ ชีวิตของเธอจะต้องดีขึ้นจากเมืื่อก่อนอย่างแน่นอน