บทที่ 9 พบกันอีกครั้ง
หน้าธนาคาร
เสิ่นเจียพยุงเมิ่งเจียงอวี่ที่ยังอ่อนแรงมากให้ยืนอยู่ได้ ก่อนจะะโเรียกเสิ่นเมิ่ง
“เมิ่งเมิ่ง ฉันได้ติดต่อเพื่อนที่สามารถถอนเงินได้โดยไม่ต้องจองคิวล่วงหน้าแล้ว เขากำลังรอเธออยู่ข้างใน เธอรีบเข้าไปเถอะ”
“ได้ค่ะ”
เสิ่นเมิ่งตอบรับ ก่อนจะรีบลอดผ่านช่องเล็ก ๆ ที่เหลือไว้ใต้ประตูใหญ่เข้าไป ไม่นานนัก เธอก็ถือกระเป๋าใบใหญ่ออกมา
“เรียบร้อยแล้ว”
“งั้นรีบขึ้นรถไปสนามบินเถอะ อย่าเสียเวลา ยังทันเครื่องไปประเทศ M อยู่ มา… ฉันจะช่วยเธอถือกระเป๋า”
เสิ่นเจียกวาดตามองกระเป๋าใบใหญ่ที่ตุงนั้น ปลายลิ้นอดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนจะยื่นมือไปรับกระเป๋า
แต่ไม่คาดคิดว่าเสิ่นเมิ่งกลับเลื่อนกระเป๋าไปด้านหลังเพื่อหลบมือของเสิ่นเจีย เสิ่นเจียชะงักไปครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ แต่กลับเห็นเสิ่นเมิ่งยิ้มกว้างพร้อมกับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
“พี่สาว เรามาเปลี่ยนรถกันเถอะ แท็กซี่ไม่ปลอดภัย พ่อแม่ของฉันจะตามรอยเราได้ง่าย ฉันเพิ่งเรียกรถผ่านแอปตีตีมา รถจะมาถึงในอีกสักครู่”
“อืม เธอคิดรอบคอบกว่าฉันจริง ๆ”
เสิ่นเจียถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอช่างประสาทไวเกินไปจริง ๆ ยายคนโง่นี่จะมาสังเกตเห็นอะไรผิดปกติได้ยังไงกัน
“เอี๊ยด!”
รถเบนซ์ S400 สีดำคันหนึ่งจอดอยู่หน้าธนาคาร เสิ่นเมิ่งรีบเดินเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น เปิดประตูรถแล้วโยนกระเป๋าสีดำใบใหญ่เข้าไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันมาเรียก
“อาอวี่ รีบขึ้นรถเถอะ”
เมิ่งเจียงอวี่ถูกเสิ่นเจียประคองขึ้นรถ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นคนที่ห่มผ้าห่มนอนหลับสนิทอยู่ที่เบาะหลัง เขาขมวดคิ้ว
“ทำไมเบาะหลังถึงมีคนอยู่ด้วยล่ะ”
“นั่นน้องชายฉันเอง เขาดื่มเหล้าเมาแล้วหลับไป จะไม่รบกวนพวกคุณหรอก ไม่ต้องสนใจเขาก็ได้”
เสียงหวานใสอ่อนโยนดังมาจากเบาะคนขับ
เสียงนั้นเต็มไปด้วยแรงดึงดูด ทำให้ใจคนอ่อนยวบ หัวใจของเสิ่นเมิ่งเต้นผิดจังหวะไปครึ่งที
เธอเพิ่งเปิดประตูฝั่งผู้โดยสาร พอเงยหน้าขึ้นก็ประสานสายตากับใบหน้าหล่อเหลาคมคาย หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ในชั่วพริบตา เืทั้งตัวพากันไหลขึ้นสู่ศีรษะ เธอรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกรีดร้องสั่นเทาของตัวเอง
ใบหน้าเ็าดุดันนี้ สายตาแหลมคมดั่งมีด รวมถึงบรรยากาศคมกริบที่ลอยอยู่รอบตัวเขา ต่างก็ตราตรึงลึกในใจของเสิ่นเมิ่ง เธอไม่มีวันลืม ความเย็นเยียบและสายตาเฉยชาของชายคนนี้ก่อนที่เธอจะตาย...
ถึงแม้จะมีชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่ความหนาวเหน็บและความกลัวที่ฝังลึกก็ยังทำให้เธอขนลุกและอยากจะหนีลงจากรถ ทำไมถึงได้มาเจอเขาอีก
อย่างไรก็ตาม เสิ่นเมิ่งสามารถข่มความรู้สึกอยากกรีดร้องของตัวเองได้สำเร็จ และยังข่มความปรารถนาที่จะหนีออกจากรถได้ด้วย
เธอเปิดประตูรถ ทำท่าทางให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุดแล้วนั่งลงไป จากนั้นก็พูดเตือนอย่างเป็ธรรมชาติ
“คนขับ พวกเรารีบ รบกวนขับเร็ว ๆ หน่อยนะคะ”
เธอเกิดใหม่แล้ว!
ชาตินี้เธอจะต้องเปลี่ยนชะตาชีวิตของตัวเอง จะไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องพบกับจุดจบอันน่าสังเวชที่ครอบครัวแตกแยกและคนตายอีก และจะไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องตายอย่างน่าสังเวชต่อหน้าชายคนนี้อีก!
ตอนนี้เธอคือนายจ้าง ส่วนเขาคือลูกจ้าง พวกเขาแค่ทำธุรกิจด้วยกันเท่านั้นเอง!
ใจเย็น ๆ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก!
อวิ๋นโม่เทียนเลิกจ้องมองใบหน้าของเสิ่นเมิ่ง สายตาจับจ้องไปข้างหน้าอย่างหนักแน่น มือเปลี่ยนเกียร์อย่างคล่องแคล่ว
“ดี! นั่งให้มั่นคงล่ะ!”
“บรื้น!”
เสียงรถราวกับสัตว์ร้ายที่คำรามก้อง พุ่งออกไปราวกับสายฟ้าแลบ เสิ่นเมิ่งยังไม่ทันได้คาดเข็มขัดนิรภัย ศีรษะก็กระแทกกับเบาะอย่างแรง รู้สึกมึนงงไปหมด
เมิ่งเจียงอวี่ที่นั่งอยู่ด้านหลังก็ไม่ทันระวัง ทับแผลของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ความเ็ปราวกับถูกฉีกทึ้งหัวใจ!
เขารีบกุมเป้ากางเกงไว้ ร้องเสียงหลง
“นายไม่เห็นหรือไงว่าฉันยังมีแผลอยู่! ขับช้า ๆ หน่อย!”
คำสั่งของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง รถสีดำราวกับิญญาที่วิ่งไปในความมืดมิด ไม่เพียงไม่ลดความเร็วลง แต่ยังเพิ่มความเร็วขึ้นเป็สองเท่า
เมิ่งเจียงอวี่สบถคำหยาบคายในใจ พยายามยันตัวจับราวเหนือศีรษะ หันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง มองไปเรื่อย ๆ แล้วก็ใกับสิ่งที่ค้นพบอีกอย่าง
นี่ไม่ใช่ทางไปสนามบินนี่นา!