บทที่ 1 พรสัมฤทธิ์
ลมเย็นและฝนหิมะโถมกระหน่ำตลอดทั้งคืน ขอทานน้อยผู้น่าสงสาร นามว่าอ้ายฉิง นอนแข็งทื่อด้วยลมหายใจอันรวยริน ใบหน้าเล็กเรียวขาวโพลนไร้ฝาดเื ริมฝีปากบางแห้งกร้านไร้เฉดสี ผิวที่ซีดเหลืองไม่สม่ำเสมอ บ่งบอกความถี่ของชีพจรชีวิต
สาวน้อยผู้น่าสงสารนามว่าอ้ายฉิงจวนจะหนาวตาย…
“ข้าสามารถให้พรแก่เ้าได้หนึ่งข้อ”
ท่ามกลางกระแสลมหายใจอันรวยรินจวนจะสิ้น ในที่สุดก็มีเสียงนางฟ้านาง์ดังกระจ่างอยู่ข้างใบหู อ้ายฉิงน้อยฝืนใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายเพื่อขานรับ แล้วดวงตาที่พร่าเลือนจวนจะปรือปิด มองเห็นเรือนร่างอรชรของคนผู้หนึ่ง
ทว่าคนผู้นี้ไม่ได้มีท่วงท่าสง่างามเหมือนนางฟ้านาง์ เฉกเช่นที่อ้ายฉิงจินตนาการไว้ หญิงสาวสูงเจ็ดฉื่อ หุ่นเพรียวบางน่าหลงใหล สวมหมวกไม้ไผ่มีผ้าคลุมที่ขาวโปร่งปกปิดใบหน้า เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ ไม่ใช่รูปแบบของคุณหนูตระกูลใหญ่ แต่เป็อาภรณ์ในลักษณะของมือสังหาร
ชุดสีดำทมิฬแม้ไม่มีลวดลายที่บ่งบอกว่าอยู่ฝ่ายใด แต่กลิ่นอายแห่งความตายที่รายล้อมอยู่รอบกาย บ่งบอกฐานะและอาชีพของคนผู้นี้ได้เป็อย่างดี อ้ายฉิงผู้น่าสงสารไม่มีแม้แต่แรงที่จะอ้าปากพูด นางได้แต่ครุ่นคิดแล้วเอ่ยกับตัวเองลำพังในใจว่า
“หรือว่านี่จะเป็ทูตแห่งความตาย? ผู้เดินทางมารับดวงิญญาของข้าสู่ปรโลก”
ทันใดนั้นนิ้วมือเรียวยาวของแม่นางชุดดำ ยื่นมาเชยคางอ้ายฉิงแล้วนาบลานแก้มที่ซูบตอบ ออกแรงบีบเพียงเล็กน้อยกระดูกกรามของอ้ายฉิงผู้น่าสงสาร ก็สามารถแตกหักผิดรูปได้ง่าย ๆ อ้ายฉิงน้อยเป็เพียงคนเร่ร่อน ไร้ที่ซุกหัวนอน บางครั้งก็มีคนเรียกว่าขอทาน นางเองก็ไม่แน่ใจว่านางเป็ตัวอะไรกันแน่?
“ขอพรของเ้ามา แล้วข้าจะไม่พูดซ้ำเป็ครั้งที่สอง”
อ้ายฉิงััได้ถึงกระแสความอบอุ่นจากปลายนิ้วที่บีบอังอยู่บนร่องแก้ม พลันรู้ในทันทีว่าแม่นางชุดดำคืุ์ที่มีเืเนื้อเฉกเช่นเดียวกันกับตน ไม่รู้ว่าอะไรดลใจขอทานน้อย อ้ายฉิงผู้ไร้ทางสู้ถึงได้เอ่ยความปรารถนาของตนเองออกไปอย่างไขสือ
พรที่นางขอนั้น...เรียกเสียงหัวเราะส่อแววดูแคลนจากผู้ฟังไปปราดหนึ่ง
“ข้าอยากเป็สตรีที่มีกินมีใช้ไปชั่วชีวิต ไม่เป็แล้วสตรีเร่ร่อนข้างถนน”
หญิงสาวเอ่ยปากขอพรด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้พรข้อนี้ของนางจะดูมักน้อยเกินไปหน่อย แต่เป็ที่พึงพอใจสำหรับนักฆ่าสาวเป็อย่างมาก รอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมไม่ค่อยน่าไว้วางใจ ของหญิงปริศนากล่าวกับอ้ายฉิงว่า
“ข้าจะทำให้พรข้อนั้นเป็จริง นับตั้งนี้เป็ต้นไปเ้าจะกลายเป็สตรีที่มีกินมีใช้ไปชั่วชีวิต แล้วเ้าจะต้องขอบคุณข้าในภายหลัง”
ได้ยินคำตกลงปลงใจจากปากอีกฝ่าย อ้ายฉิงน้อยผู้ไร้เดียงสารู้สึกชาหนึบไปทั้งตัว แล้วดวงตาที่หย่อนยานของนางก็เริ่มปรือปิดอย่างไม่อาจควบคุม ต่อให้การหลับใหลครั้งนี้ เป็การหลับใหลที่ไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก อ้ายฉิงน้อยก็ไม่คิดเสียดาย
หากชาติหน้ามีจริง สามารถเลือกเกิดใหม่ได้ นางขอวอนต่อ์ ได้โปรดทำให้พรข้อนั้นเป็จริงด้วยเถิด
.
.
เฮือก! เฮือก!
ลมหายใจเฮือกใหญ่กระพือพัด คล้ายตื่นจากฝันร้ายอันยาวนาน อ้ายฉิงพยายามลืมตาตื่นอีกครั้งอย่างยากลำบาก ภายในช่องคอเหือดแห้งกระหายน้ำและหิวโหย นางรู้สึกเบาหวิวเหมือนตนเองตายแล้วเกิดใหม่ ยอมรับว่ามีวูบหนึ่งที่คิดว่าตนเองกำลังอยู่บนสรวง์
ไม่นานนักปลายจมูกของนางที่ไวต่อกลิ่น เริ่มได้กลิ่นกระสายยาเข้มข้น ชวนให้นึกถึงครั้งที่นางยังเป็เด็ก ความทรงจำเ่าั้สะท้อนว่า ยามอ้ายฉิงเจ็บป่วย ท่านแม่มักต้มยาหลายหม้อจนฉุนไปทั่วบ้าน นางไม่ชอบกลิ่นยาพวกนี้เลยแม้แต่น้อย รสชาติที่ขมเฝื่อนยังคงติดอยู่บนปลายลิ้น
ดวงตากลมโตพยายามเบิกมองให้ทั่วบริเวณ สถานที่แห่งนี้ตัวนางเองไม่เคยชินแม้แต่น้อย มันคล้ายบ้านเรือนที่มีคนอาศัยอยู่ ห้องนอนก็ดูสะอาดสะอ้านสบายตา เครื่องไหตลอดจนแจกันที่ประดับอยู่ตามมุมบ้าน ต่างเป็ชิ้นส่วนที่ราคาแพง
อ้ายฉิงน้อยที่อับจนมาชั่วชีวิต ประเมินได้ว่าภาพนิมิตลวงตาของแดน์ช่างดีงามนัก แม้แต่ที่นั่งตั่งเตียง ยังเนรมิตได้เสมือนของจริงขนาดนี้ หรือว่านี่จะเป็ชีวิตหลังความตายของนาง?
“นางหนูในที่สุดเ้าก็ฟื้นแล้ว”
ทันใดนั้นเสียงบานประตูเคลื่อนช้า ๆ ตามด้วยเสียงชายผู้เฒ่าดังเข้ามารบกวน อ้ายฉิงน้อยตื่นกลัวสุดขีด ลนลานวิ่งหาที่ซ่อนอย่างประหม่า ท่าทางไร้เดียงสาของนางชวนให้ชายผู้เฒ่าเวทนาแม่นางน้อยยิ่งนัก เขาเพียงเดินไปนั่งบนโต๊ะน้ำชาช้า ๆ แล้วเทยาลงชามเขียว ผายมือให้นางดื่มอย่างหน้าตาเฉย
“ท่านเป็ใคร รู้จักข้าได้อย่างไร”
น้ำเสียงหวานของหญิงสาวเอ่ยถามอย่างคับข้องใจ จนแล้วจนรอดนางก็ไม่ยอมออกจากที่ซ่อน จนกว่าชายผู้เฒ่าจะตอบคำถามของนาง
“ออกมาเถอะนางหนู ไม่ต้องซ่อนตัวแล้ว ข้าคือหมอาุโ เ้ารอดมาได้ก็เพราะฝีมือการรักษาของข้าอย่างไรล่ะ หากตาเฒ่าอย่างข้าจ้องจะทำร้ายเ้า ลำพังตัวเ้าคงตายไปนานแล้ว”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของชายผู้เฒ่า เสมือนคำชี้แนะให้อ้ายฉิงตาสว่าง จากคราแรกที่นางเข้าใจว่าตนตายไปแล้ว ทว่าวิเคราะห์จากประโยคเมื่อครู่ที่ท่านผู้เฒ่าพูด แสดงว่านางยังไม่ตายงั้นหรือ
“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร จำได้ว่าก่อนหลับตาลงท่ามกลางฝนหิมะที่หนาวเย็น ค่ำคืนนั้นข้าได้เจอกับ…เอ่อ…”
สาวน้อยเผลอพูดถึงสตรีชุดดำ มาถึงตอนนี้ตัวนางเองก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่า การได้เจอกับสตรีชุดดำ คือเื่จริง หรือว่าเป็เพียงฝันอันเลือนรางของนาง เป็ไปได้มากว่าอ้ายฉิงสติเลอะเลือนถึงขั้นเห็นภาพหลอน อย่างนั้นคนที่เจอในราตรีนั้นคือท่านหมอผู้เฒ่าคนนี้ใช่หรือไม่?
ต่อให้อ้ายฉิงยอมออกจากที่ซ่อน แล้วตรงเข้าหาท่านหมอาุโอย่างนอบน้อม ทว่าสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจนางยังไม่กระจ่าง ก็จริงอย่างที่ท่านหมอว่า หากท่านหมอ้าจะเอาชีวิตนาง อ้ายฉิงคนนี้คงตายไปนานแล้ว
“ข้านึกว่าคนอ่อนแออย่างเ้า จะตายไปแล้วเสียอีก”
ทันใดนั้นมีเสียงของหญิงสาวอีกคน แทรกเข้ามาทางหน้าประตูใหญ่ อ้ายฉิงน้อยที่กำลังยกชามยาดื่มอย่างเกรงใจ จำต้องสำลักยาขมอย่างรุนแรงจนแทบอาเจียนออกมาเมื่อเห็นว่า สตรีต้นเสียงที่กำลังย่างกรายเข้ามาในเรือน มีใบหน้าเหมือนตนเองไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่จุดเดียว
“ใจเย็นลงหน่อยนางหนู เชื่อฟังข้า… แล้วมันจะดีกับเ้า”
ชายผู้เฒ่าเห็นกริยาตอบสนองของนางหนูอ้ายฉิง ก็เกิดเป็ห่วงขึ้นมา สำหรับอ้ายฉิงคงนึกแปลกใจเล็กน้อย เหตุไฉนท่านหมอผู้เฒ่าที่เพิ่งพบกัน ถึงได้ออกอาการห่วงใยนางขนาดนั้น ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่
ทว่านั่นก็คือมุมมองด้านเดียวของอ้ายฉิงเท่านั้น ยังมีอีกมุมมองหนึ่งที่นางไม่รู้ คือท่านหมอาุโเฝ้าดูแลรักษานางไม่ต่ำกว่าสองเดือน เช่นนั้นก็ไม่แปลกที่ท่านหมอผู้เฒ่าจะนึกเอ็นดูนางเหมือนกับบุตรหลานของตน
่เวลาอันยาวนานที่อ้ายฉิงหลับใหล ท่านหมอผู้เฒ่าเฝ้าพร่ำพูดอยู่ข้างหูนางตลอด ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่เว้นแม้แต่ว่า พระอาทิตย์ตกฝั่งไหน นกร้องเสียงอะไร ท่านหมอผู้เฒ่าต่างอ่อนโยนและมีเมตตากับนางมาก
ทันทีที่แม่นางน้อยอ้ายฉิงฟื้นคืนชีพ ได้สติคืนสู่ร่างครบแปดส่วน สิ่งแรกที่ท่านหมอผู้เฒ่าอยากเอ่ยกับนาง ก็คงจะเป็เื่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับนางต่อไปนี้...
นิยายเื่ : เมื่อต้องสวมบทบาทเป็ภรรยา ของท่านราชเลขาธิการ
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า