(ทางผู้เขียนได้ทำการปรับแต่งเนื้อหาตอนที่ 29ใหม่ในวันที่ 1 ธันวาที่ผ่านมาจึงขอแจ้งเอาไว้ที่ต้นตอนที่ 30 นะครับ)
ตอนที่ 30
จำกัดเวลา
“สายสืบหรือขอรับ..” หลังจากหวังอี้ฝู่กลับมาพบกันชุนหยางในห้องหนังสือหวังอี้ฝู่ก็ได้เล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ชุนหยางได้ฟังโดยเว้นเอาไว้เพียงฐานะที่แท้จริงของเทียนอวี้เท่านั้นตอนนี้ชุนหยางเลยทราบแต่เพียงว่าทางผู้นำของสำนักปราบมารไม่ยินยอมให้ชุนหยางรักษาตัวอยู่ในเรือนของหวังอี้ฝู่ยกเว้นแต่เพียงว่าชุนหยางจะยอมเป็สายสืบให้กับสำนักปราบมารเท่านั้น
“ถูกต้อง ท่านผู้นำยื่นเงื่อนไขมาว่าเ้าจะต้องไปเป็สายสืบให้กับสำนักปราบมารในอีกหนึ่งปีข้างหน้าไม่อย่างนั้นก็ต้องสังหารเ้าเสียตรงนี้ ข้าเองก็ไม่อยากจะบังคับเ้าหรอกแต่ข้าก็ทำได้เพียงยื่นทางเลือกให้เ้าเท่านั้น”หวังอี้ฝู่ถอนหายใจออกมาก่อนจะมองไปทางชุนหยางและจูอิงด้วยท่าทีเห็นใจ พวกเขาอุตส่าห์เดินทางดั้นด้นมาจากเมืองกวางจิ้งและเทียนฉีแต่พวกเขาได้รักษาตัวอยู่ไม่ถึงเดือนก็โดนบังคับให้ออกไปเสียแล้ว
“ทางเลือกหรือเ้าคะ”จูอิงกะพริบตาปริบๆก่อนจะมองไปทางหวังอี้ฝู่ด้วยท่าทีสงสัย ในเมื่อผู้นำคนนั้นยืนยันจะให้พวกนางออกไปแล้วจะเหลือเส้นทางใดให้เลือกอีก
“มันก็เหลือทางเลือกอยู่ไม่มากอย่างแรกคือเ้ากับชุนหยางต้องฝึกฝนวิชาเพื่อเข้าไปเป็สายสืบของสำนักปราบมารส่วนทางเลือกที่สองก็คือพวกเ้าเพียงเรียนวิชาเพื่อตบตาผู้ตรวจสอบของท่านผู้นำแล้วใช้เวลาหนึ่งปีนี้หาทางรักษาให้สำเร็จส่วนทางที่สามก็คือ พวกเ้าจะต้องหนีไปั้แ่ตอนนี้แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก” ทางเลือกแต่ละทางที่หวังอี้ฝู่ยื่นมานั้นช่างเลือกได้ยากเย็นยิ่งนักข้อแรกหากส่งชุนหยางและจูอิงเข้าไปเป็สายสืบในดินแดนมารบัญญัติที่มีแต่พวกผู้ฝึกฝนวิชามารตัวจริงละก็ชุนหยางและจูอิงจะสามารถรอดชีวิตได้นานแค่ไหนกันเชียว ส่วนข้อสองนั้นดูจะเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดแต่การแก้ไขเคล็ดวิชานั้นยังดำเนินไปไม่ถึงไหนเลย แค่พยายามหาข้อผิดพลาดใน่แรกๆของวิชาก็ทำเอาชุนหยางาเ็ไปหลายรอบแล้วการจะเร่งหาทางแก้ใน 1 ปีนั้นแทบจะเป็ไปไม่ได้แน่นอนว่าทางเลือกที่จะทำให้ชุนหยางรอดชีวิตได้ง่ายที่สุดก็คงจะเป็ทางเลือกสุดท้ายกระมัง
“ก่อนอื่นเลย ข้าคงเลือกทางเลือกที่สามไม่ได้หากทำแบบนั้นพวกท่านคงจะเดือดร้อนเป็แน่” ชุนหยางเลือกที่จะตัดตัวเลือกที่สามออกเพราะผู้นำที่หวังอี้ฝู่พูดถึงได้ทราบเื่แล้วว่าชุนหยางและจูอิงอยู่ภายใต้การดูแลของหวังอี้ฝู่และเหล่าองครักษ์ทั้งสี่ด้วยระดับฝีมือของเหล่าองครักษ์ไม่มีทางเลยที่ชุนหยางและจูอิงจะหนีไปได้เฉยๆหากชุนหยางหนีไปทุกคนในห้องนี้ต้องโดนลงโทษอย่างแน่นอน
“แล้วเ้าอยากจะเลือกเส้นทางไหนล่ะ”หวังอี้ฝู่ไม่คิดว่าชุนหยางจะเลือกข้อสามอยู่แล้วเลยไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่ แต่ยามได้เห็นว่าชุนหยางแสดงความเป็ห่วงพวกตนออกมาอย่างใสซื่อเช่นนี้กลับทำให้หวังอี้ฝู่ยิ่งรู้สึกคุ้มค่าแล้วที่เลือกปกป้องเขาในฐานะมนุษย์เด็กหนุ่มที่ชื่อชุนหยางนั้นเป็มนุษย์ที่ดีงามยิ่งกว่าตัวหวังอี้ฝู่หลายเท่านัก
“ทำไมเราไม่ทำทั้งสองทางควบคู่กันไปล่ะเ้าคะ”ระหว่างกำลังรอคำตอบจากชุนหยาง จูอิงผู้นั่งอยู่ด้านหลังก็เสนอทางเลือกใหม่ขึ้นมาพวกนางไม่จำเป็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งก็ได้มิใช่หรือ
“ไม่ได้หรอก การแก้ไขเคล็ดวิชาต้องใช้สมาธิสูงมากข้าไม่สามารถแก้ไขเคล็ดวิชาและสอนวิชาให้ชุนหยางไปด้วยกันได้แถมท่านผู้นำก็ยังวางเงื่อนไขให้ข้าคิดค้นหาวิธีควบคุมพวกเ้าระหว่างเข้าไปเป็สายลับด้วยตัวข้าไม่สามารถทำทั้งหมดนั่นได้ในเวลาเดียวกัน” หวังอี้ฝู่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจทางเลือกนี้หวังอี้ฝู่ก็คิดไว้แล้วแต่ความสามารถของหวังอี้ฝู่นั้นมีจำกัดไม่อาจทำทั้งหมดได้ในเวลาเดียวกันจริงๆ
“เช่นนั้นก็ให้หน้าที่สอนวิชาเป็หน้าที่ของพวกข้าก็ได้นี่ขอรับ”หลังจากได้ยินคำตอบจากหวังอี้ฝู่ คนที่เดินออกมาเสนอความช่วยเหลือกลับเป็ฉินิผู้สวมใส่หน้ากากกวางโดยมีศิษย์น้องทั้งสามยืนพยักหน้าอยู่ด้านหลัง
“ส่วนเื่หาทางควบคุมนั้นข้าพอจะมีความคิดอยู่เื่นั้นท่านหมอหวังให้ข้าจัดการก็ได้เ้าค่ะ” จูอิงเองก็คิดเื่นี้เอาไว้แล้วเช่นกันอย่างน้อยนางก็น่าจะแบ่งเบาหน้าที่มาได้อย่างหนึ่งเพียงแต่การคิดค้นสูตรยาสำหรับควบคุมผลกระทบของวิชามารคงจะต้องหยุดชะงักไปก่อนเท่านั้นและเมื่อรวมกับความช่วยเหลือของพวกฉินิแล้วหน้าที่ของหวังอี้ฝู่ก็จะเหลือเพียงแก้ไขเคล็ดวิชาเช่นเดิมเท่านั้นเอง
“แต่แบบนี้ภาระทุกอย่างจะไปตกที่ชุนหยางมิใช่หรือนอกจากจะต้องฝึกฝนวิชาแล้วเ้ายังต้องทดลองเคล็ดวิชาให้ข้าอีก”หวังอี้ฝู่ยังคงลังเล ถึงหน้าที่ต่างๆจะโดนแบ่งเบาไปทั้งหมดแต่คนที่ต้องทำทุกอย่างเหมือนเดิมก็คือชุนหยางนั่นเองการฝึกของสำนักปราบมารไม่ใช่เื่เล่นๆแล้วพอฝึกฝนจนจบก็ต้องมาทดสอบเคล็ดวิชาที่จะทำให้ชุนหยางาเ็ทุกครั้งไปอีกงั้นหรือ
“ในเมื่อมันเป็หนทางรอดก็เลือกเส้นทางนี้กันเถอะขอรับข้าเหนื่อยสักหน่อยก็ไม่เป็ไรหรอก” ชุนหยางยิ้มออกมาหน้าตาเฉยเพราะทางเลือกนี้ก็เป็ทางเลือกที่เขาเห็นด้วยที่สุดแล้วเพราะหากเลือกทางเลือกที่สองแล้วมันไม่สำเร็จก็มีแต่ตายเท่านั้นแต่หากเลือกทางนี้ต่อให้การแก้ไขเคล็ดวิชายังทำไม่ได้ชุนหยางก็ยังมีโอกาสรอดด้วยการเข้าไปเป็สายสืบให้ทางสำนักปราบมารอีกบอกตามตรงสำนักปราบมารเป็สำนักที่ชุนหยางชื่นชมมากการได้เป็สายสืบของสำนักปราบมารออกจะเป็หน้าที่ที่ชุนหยางรู้สึกภูมิใจเสียด้วยซ้ำ
.
.
.
“ในเมื่อเ้าจะเข้าไปเป็สายสืบให้พวกเราสิ่งแรกที่เ้าจะต้องเรียนรู้ก็คือการใช้เคล็ดวิชาตัวเบาและศาสตร์เร้นกาย” เมื่อชุนหยางตกลงรับเข้าการฝึกฝนจากองครักษ์ทั้งสี่เหล่าองครักษ์ก็พาชุนหยางและจูอิงมาร่วมฝึกฝนด้วยกันในทันทีโดยผู้ฝึกสอนคนแรกมอบหน้าที่ให้กับอี้เทียนเฉินผู้สวมใส่หน้ากากอินทรีในสำนักปราบมารนั้นมีวิชาหลากหลายมากมายให้เรียนรู้แถมยังมีกระทั่งวิชาระดับสูงเตรียมพร้อมให้กับเหล่าศิษย์อีกด้วยเพียงแต่ชุนหยางและจูอิงหาใช่ศิษย์สำนักปราบมารไม่เหล่าองครักษ์ทั้งสี่ก็เลยไม่อาจนำวิชาของสำนักปราบมารมาสอนได้เหล่าองครักษ์ทั้งสี่ก็เลยต้องสอนวิชาที่พวกตนมีมาก่อนจะเข้าเป็ศิษย์สำนักปราบมารมาสอนให้พวกชุนหยางแทนโดยอี้เทียนเฉินนั้นเคยทำหน้าที่เป็มือลอบสังหารมาก่อนทำให้เขาเป็คนที่รู้ดีที่สุดว่าชุนหยางและจูอิงจะต้องเรียนรู้อะไร
“จงจำเอาไว้ปิดกั้นพลังิญญาและลดลมหายใจให้น้อยที่สุด หากศัตรูของเ้าััได้ถึงพลังิญญาของเ้าแม้เพียงน้อยตอนนั้นเ้าก็อาจจะตายไปแล้วก็ได้”ท่าทีของอี้เทียนเฉินต่างไปจากเวลาปกติอย่างสิ้นเชิงเพราะในยามปกติอี้เทียนเฉินมักจะไม่พูดไม่จาและคอยตามติดหวังอี้ฝู่อยู่ห่างๆแต่วันนี้อี้เทียนเฉินกลับสั่งเอาๆอย่างกับครูฝึกของค่ายทหารไม่มีผิด
“เคล็ดวิชาััไอมาร และวิธีการรับมือกับเหล่ามารพวกนี้เป็สิ่งที่ท่านาุโหวังคิดค้นเองและท่านก็ยืนยันว่าให้พวกข้านำมาสอนเ้าได้หลังจากนี้พวกเ้าจะต้องจดจำคุณลักษณะพิเศษของผู้ฝึกฝนวิชามารแต่ละสาย และเ้าจะต้องแยกแยะให้ออกว่าผู้ฝึกฝนวิชามารที่เ้ากำลังรับมือคือผู้ฝึกฝนวิชามารแบบใด”หลังจากผ่านการฝึกกับอี้เทียนเฉินมาตลอดทั้งเช้าใน่บ่ายระหว่างพักชุนหยางและจูอิงยังต้องเข้าเรียนกับเยี่ยนเหวินผู้สวมใส่หน้ากากหมูไปด้วยในเมื่อชุนหยางและจูอิงจะต้องเผชิญหน้ากับเหล่าผู้ฝึกฝนวิชามารจะมีอะไรดีไปกว่าการเรียนเคล็ดลับที่เหล่าศิษย์สำนักปราบมารใช้รับมือกับผู้ฝึกฝนวิชามารอีกเพียงแต่เยี่ยนเหวินยามสอนหนังสือนั้นกลับไม่เหมือนอาจารย์ผู้เคร่งครัดเสียเท่าไหร่ภายใต้หน้ากากหมูของเขาเยี่ยนเหวินเป็พวกร่าเริงแจ่มใส ยามบอกเล่าเนื้อหาในตำรากลับทำเหมือนสหายกำลังคุยฟุ้งเื่โม้ให้ฟังทำให้ชุนหยางและจูอิงจดจำเนื้อหาได้โดยไม่ทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ
“บอกตามตรงนะ ข้าเองก็อยากเห็นใบหน้าพวกเ้าก่อนจะฝึกวิชามารราคะเหมือนกันได้ยินว่าแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปตามรูปหน้าเดิมของตัวเอง แต่มันก็ไม่บอกว่ามันจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนนี่สิ”เยี่ยนเหวินยิ่งคุยก็ยิ่งสนิทสนม เมื่อก่อนเพราะหน้าที่เยี่ยนเหวินก็เลยไม่เข้าใกล้ชุนหยางและจูอิงเสียเท่าไหร่แต่พอรับหน้าที่เข้ามาสอนสั่งวิชาแล้วเยี่ยนเหวินกลับคุยราวกับน้ำไหลไฟดับเลยทีเดียว
“แต่หน้าตาข้ามันไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนะขอรับ”ฝ่ายชุนหยางระหว่างฟังที่เยี่ยนเหวินเล่าก็รู้สึกประหลาดใจอยู่นิดหน่อย หน้าตาของชุนหยางแทบไม่เปลี่ยนไปเลยทำเอาชุนหยางรู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกันหรือว่าเขาฝึกเคล็ดวิชามาผิดงั้นหรือ
“หากท่านเห็นข้าก่อนหน้านี้ท่านคงจำข้าไม่ได้หรอกเ้าค่ะ”ถึงชุนหยางจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรไปนักแต่ฝ่ายจูอิงกลับเปลี่ยนไปมากเสียจนจำไม่ได้ตอนนี้หากนางกลับไปที่บ้านรับรองว่าครอบครัวของนางคงจะจำนางไม่ได้แน่ๆ
“แบบนี้ก็แล้วแต่คนสินะถ้าหล่อหรือสวยอยู่แล้วก็เปลี่ยนไปไม่มากงั้นเหรอแบบนี้ถ้าข้าฝึกวิชามารราคะก็เปลี่ยนแปลงไม่มากนะสิ” เยี่ยนเหวินว่าพลางยึดอกอย่างมั่นใจอีกครั้งน่าเสียดายที่พวกชุนหยางไม่อาจให้ความเห็นกับเยี่ยนเหวินได้เพราะเขาสวมใส่หน้ากากหมูอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
ตึง...
“เลือกอาวุธของพวกเ้าซะ”หลังจากผ่านการฝึกกับอี้เทียนเฉินและเยี่ยนเหวินมาแล้ว ในตอนบ่ายชุนหยางและจูอิงก็ต้องเข้ารับการฝึกฝนกับศิษย์พี่ใหญ่อย่างฉินิผู้สวมใส่หน้ากากกวางจนได้ในสี่องครักษ์ฉินินับเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดและเป็ผู้เชี่ยวชาญอาวุธหลากหลายประเภทถึงตัวฉินิจะเชี่ยวชาญการใช้กรงเล็บัเป็พิเศษแต่ก่อนเข้ามาเป็ศิษย์สำนักปราบมารฉินิก็เคยเดินทางทั่วแผ่นดินมาก่อนทำให้วิชาที่ฉินิเรียนรู้ก่อนจะเข้าสำนักนั้นมีหลากหลายวิชาและหลากหลายอาวุธไปด้วย
“ของข้าขอเป็เ้านี่ก็แล้วกันเ้าค่ะ”จูอิงมองไปบนโต๊ะที่ฉินินำอาวุธหลากหลายรูปแบบมาให้พวกตนเลือกก่อนจะหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมาถึงนางจะกลายเป็ผู้ฝึกฝนพลังิญญาแล้วแต่จะให้นางไปถือดาบถือกระบี่ก็ดูจะไม่เข้ากับนางเท่าไหร่นางก็เลยเลือกมีดที่ดูเบาและใช้งานได้ง่ายมากกว่า
“ส่วนข้า...” ชุนหยางนิ่งไปครู่หนึ่งเพราะไม่ทราบจะเลือกอาวุธอะไรดีตลอดมาชุนหยางฝึกฝนแต่วิชาต่อสู้มือเปล่าแต่ก็ไม่ได้รู้สึกชื่นชอบอะไรเป็พิเศษแถมเวลาฝึกยังทำให้นึกถึงซูเยว่เซียงที่เป็คนสั่งให้ชุนหยางฝึกอีกต่างหาก
“ข้าขอเลือกชิ้นนี้ขอรับ”ในเมื่อไม่อยากฝึกวิชาต่อสู้มือเปล่าชุนหยางก็เลยเลือกหยิบกระบี่ขึ้นมาเล่มหนึ่งอย่างน้อยชุนหยางก็เคยเห็นไป๋ซิงซินใช้กระบี่มาก่อน ดูแล้วกระบี่ก็เป็อาวุธที่ดูดีไม่น้อยเลย
“ดี...เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเลย”ยามเห็นรอยยิ้มของฉินิอยู่ๆชุนหยางและจูอิงก็หนาวสั่นขึ้นมาเสียเฉยๆ แม้ตอนแรกจะไม่ทราบว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้นแต่พอฝึกฝนกับฉินิได้ไม่นานในที่สุดพวกชุนหยางก็ได้รู้แล้วว่าภายในองครักษ์ทั้งสี่ใครคือผู้โเี้ที่สุด
“ฮ้าๆท่าทางวันแรกจะเหนื่อยน่าดูเลยนะ แต่พวกเรามีเวลาไม่มากชุนหยางเ้ามาทดสอบเคล็ดวิชาเลยก็แล้วกัน”หลังจากสะบักสะบอมมาทั้งวันชุนหยางก็ไม่อาจพักผ่อนได้ ในขณะที่จูอิงขอแยกไปทำงานส่วนของตัวเองหวังอี้ฝู่ก็เตรียมเคล็ดวิชาที่แก้ไขเอาไว้แล้วมาให้ชุนหยางได้ลองฝึกฝนทันทีแน่นอนว่าเคล็ดวิชาเ่าั้ก็ไม่อาจแก้ไขได้ในเวลาอันสั้นสุดท้ายชุนหยางก็ต้องาเ็ไปอีกหลายครั้งและรอให้หวังอี้ฝู่นำข้อผิดพลาดกลับไปแก้ไขอีกรอบ
“พี่ชุนหยาง เหนื่อยหน่อยนะเ้าคะ”เห็นสภาพชุนหยางเป็เช่นนี้จูอิงที่กำลังพาชุนหยางกลับไปที่ห้องพักก็ได้แต่โอบกอดแขนของชุนหยางเอาไว้อย่างอบอุ่นพร้อมทั้งปลอบโยนชุนหยางอย่างอ่อนหวานไปตลอดทั้งทาง
“วันนี้ท่านพยายามได้ดีมากเลยเช่นนั้นให้ข้าช่วยเติมพลังิญญาให้ท่านนะเ้าคะ” เดินเข้ามาถึงห้องพักของทั้งสองอยู่ๆจูอิงก็ดันหน้าอกของตัวเองเข้ามาแนบชิดแขนของชุนหยางเสียอย่างนั้นถึงเวลาทำร่วมกันทั้งสองจะได้ฟื้นฟูพลังิญญาด้วยกันทั้งคู่ก็เถอะ แต่ท่าทางความเหนื่อยล้าทางกายของชุนหยางจะไม่จบลงง่ายๆเป็แน่