ดินแดนมหัศจรรย์

    ตอนที่​53 ดินแดนมหัศจรรย์

    แต่เจ้าแวมไพร์เบลลิคก็ยังไวพอ

     เสี้ยววินาทีก่อนที่การโจมตีนั้นจะมาถึงตัว

     มันก็กลิ้งหลบไปได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นมันก็รวมพลังอีกเฮือก


     ก่อนจะรีบคลานไปหาแวมไพร์ทั้งสองตนที่อยู่ด้าน

     พร้อมกับร่ำร้องอย่างตื่นตระหนก 

    "พวกเจ้าทำอะไรสักอย่างสิโว้ยยยยย !!"


    "ผลึกเกล็ดน้ำแข็ง !!" ก่อนจะมีใครจะขยับตัว

     เวโรนิก้าก็พุ่งทะยานมาด้านหลังนายอาร์ต 

    พร้อมกับร่ายเวทย์ดังลั่น ไอเย็นจัดของเวทย์น้ำแข็งเลเวล 6


     ถูกปล่อยออกจากมือทั้งสองข้างของเธอทันที 

    แค่พริบตาเดียว

     ไอเย็นเหล่าก็เกาะกุมไปร่างของนายอาร์ตแล้ว



    เปลี่ยนเป็นผลึกน้ำแข็ง

     คลุมทั้งร่างของเขาไว้จนเหมือนรูปสลักน้ำแข็งก็ไม่ปาน 

    "หยุดมือก่อนเถอะค่ะท่านอาลูคาร์ด"


    "ฮ่าๆๆ ทำได้เจ๋งมากเวโรนิก้า" 


    เจ้าเบลลิคหัวเราะร่าอย่างสะใจ

     ที่เห็นร่างผู้ที่ไล่ต้อนมันเมื่อสักครู่สิ้นท่าอยู่ภายใต้ผลึกน้ำแข็ง

     และมันก็ไม่ปล่อยช่วงเวลานี้ไปเฉยๆแน่

     ว่าแล้วมันก็จัดการเอาคืนทันที


     "ทีกูละมึงงงงง !! ประกายแสงสายฟ้าฟาด"


    พลังธาตุสายฟ้าในอากาศถูกดึงดูดมารวมไว้

    ที่อุ้งมือของเจ้าแวมไพร์ยักษ์

     ก่อนจะรวมผสานเข้ากับพลังมาน่าในร่างของมัน


     เพื่อรวมเป็นมนต์ทำลายของธาตุสายฟ้าในระดับเลเวล 6

     ชั่วพริบตาที่การผสานเสร็จสมบูรณ์ 

    เจ้าเบลลิคก็ซัดพลังสายฟ้าที่รุนแรงนั้นเข้าในร่างน้ำแข็งตรงหน้าทันที


    "เจ้าโง่ .......... !!"เวโรนิก้าตวาดดังลั่น


     ที่เธอเลือกใช้เวทย์น้ำแข็งก็เพื่อเพียงจะหยุด

    การเคลื่อนไหวของร่างนายอาร์ต

    โดย​ให้เกิดการบาดเจ็บน้อยที่สุดเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่า


     เจ้าแวมไพร์หน้าโง่ตรงหน้ากับอาศัยโอกาสนี้

     ใช้เวทย์ของเธอไปเสริมกับเวทย์สายฟ้าของมันแทน

     โดยที่แม้แต่ตัวเธอก็ไม่อาจหยุดยั้งการโจมตีนั้นได้


     เนื่องจากตัวเธออยู่ในระหว่างใช้เวทย์ระดับสูงอยู่นั่นเอง

     ตัวเธอในตอนนี้ทำได้แค่เพียงมองดูกระแสไฟฟ้าแรงสูง

     พุ่งเข้าใส่ร่างชายหนุ่มตรงหน้าเท่านั้น


    "โล่พิทักษ์ธาตุลม"


    แต่ชั่วพริบตานั้นเอง .............

     โล่พิทักษ์ธาตุลมสีขาวก็ถูกกางขึ้นหน้าร่างชายหนุ่ม

     โล่นั้นดูดกลืนพลังเวทย์อีกสายที่แพ้ทางเข้าไปจนหมด


     ก่อนจะสะท้อนเวทย์สายฟ้านั้นกลับไปยังผู้ร่าย

     จนเจ้าเบลลิคถึงกับล้มทั้งยืน ไม่แค่นั้น

     ผลึกน้ำแข็งที่เกาะกุมทั่วร่างของชายหนุ่มนั้น


    ก็ระเบิดออกกระจัดกระจายไปทั่ว 

    เศษน้ำแข็งก้อนหนึ่งก็พุ่งใส่ร่างเวโรนิก้า 

    จนตัวเธอต้องเซถลาไปตามแรง ได้รับบาดเจ็บไปเช่นกัน


    "ร่ายเวทย์โล่ห์พิทักษ์ได้ ทั้งๆที่โดนผนึก

     พร้อมกับใช้เวทย์ธรรมดาสะลัดผลึกน้ำแข็งจากภายใน

     ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ .... ระดับของท่านอาลูคาร์ด 

    ต่างจากพวกเราจนเกินไป"


     เจ้าแวมไพร์มาโฮนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเลย

    สามารถเข้าใจได้ในทันที


     "จัดการแวมไพร์ระดับแม่ทัพได้ 2 ตัวในชั่วพริบตา

     แล้วแบบนี้เราจะทำไงดีว่ะ"


    แต่ชายหนุ่มตรงหน้า

     นอกจากจะไม่ยินดียินร้ายในผลงานของตัวเองแล้ว 

    ตรงกันข้าม ดูท่าเขาจะไม่สบอารมณ์อีกด้วย


     "การผสานร่างยังไม่สมบูรณ์ 

    พลังของข้าโดนลดทอนไปมากขนาดนี้เลยรึ 

    เจ้านั่นโดนข้าโจมตีไปถึง 3 ครั้ง แต่มันก็ยังรอดมาได้ 

    แถมเวทย์ของนางแวมไพร์นั่น ข้าก็ป้องกันไม่ทัน ฮึ !

     ท่าทางข้าจะยังควบคุมร่างนี้ไม่ได้ดั่งใจง่ายๆแน่"


    เขาค่อยๆเดินเข้าไปช้าๆ

     เป้าหมายก็คือแวมไพร์ร่างยักษ์ตรงหน้า

    ที่พึ่งโดนเวทย์สายฟ้าสะท้อนเข้าไปจังๆ 


    นับว่าเจ้าเบลลิคนี่อึดไม่น้อยเลย 

    โดนเข้าไปขนาดนี้แต่ก็ยังทนอยู่ได้ 

    แต่สภาพของมันก็ร่อแร่เกินทน

     ชายหนุ่มไม่รีบร้อนเข้าไปจู่โจมนัก 

    เพราะเขามีบททดสอบอย่างอื่นที่อยากทดสอบมากกว่า


    "ขอยืนเจ้าเป็นเป้าทดสอบพลังเวทย์ของข้าหน่อยน่ะ"

     เขาเอ่ยเบาๆแต่แผงไว้ด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

     มวลพลังธาตุมหาศาลในอากาศ 


    โดนดึงดูดเข้ามาร่ายล้อมรอบตัวเขา

     ก่อนที่เขาจะใช้พลังมาน่าระดับแวมไพร์ใน 

    ตำนานหน่วงพลังธาตุเหล่านั้น


     ก่อนจะเปลี่ยนเป็นให้กลายเป็นลูกไฟทรงกลมขนาดใหญ่

    ราวกับพระอาทิตย์ก็ไม่ปาน 

    "เริ่มจากเวทย์ธาตุไฟเลเวล 9 นี่แหละ ........... จักรพรรดิแดง !"


    ลูกไฟขนาดใหญ่ที่เกิดจากเวทย์มนต์ระดับเลเวล 9

     สาดแสงส่องประกายไปทั่วบริเวณ 

    เปลี่ยนเอาท้องฟ้าที่มืดมิดของยามค่ำสว่างไสวราวกับเวลาเที่ยงวัน




     บ่งบอกถึงอานุภาพของมันได้เป็นอย่างดี

     และก็บ่งบอกได้ถึงชะตาของเป้าหมาย

     ว่าไม่มีทางที่จะหลุดพ้นลูกไฟดวงนี้ไปได้เลย


     เจ้าเบลลิคได้แต่สั่นเป็นเจ้าเข้าอย่างตื่นกลัว 

    ของเสียในร่างกายไหลทะลักราวกับเขื่อนแตก 

    ครั้นจะใช้สมองหาทางรอด 


    ปัญญาของมันก็ด้อยเกินกว่าจะคิดอะไรได้ทัน

     สุดท้ายมันก็ทำได้แต่เพียงนั่งรอความตาย

    ที่กำลังคลืบคลานมาตรงหน้าเท่านั้นเอง


    บรึมมมมมมมม !!


    แต่ชั่วพริบตานั้นเอง 

    ลูกไฟขนาดใหญ่ราวกับพระอาทิตย์ดวงน้อยนั้น

    ก็ระเบิดสั่นกลางอากาศ


     ท่ามกลางความตื่นตกใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงหน้า

     ไม่เว้นแม้แต่ราชาแวมไพร์อาลูคาร์ดที่อยู่ในร่างชายหนุ่ม

     เพราะอะไรกัน ทำไมอยู่ๆดวงไฟเวทย์ของเขาจึงระเบิดไปก่อน


     เพราะมาน่าของเขาไม่พอจะหน่วงพลังธาตุของดวงไฟงั้นเหรอ ไม่ใช่

     มันเกิดมาจากที่เขายังไม่สามารถควบคุมร่างนี้ได้เต็มที่

     พลังมาน่าก็เช่นกัน เขาไม่อาจะหน่วงรั้งพลังไว้ได้ตลอด



     เมื่อเขาทดลองใช้พลังเวทย์ชั้นสูง มันจึงระเบิดไปก่อนนั่นเอง

     แต่ไม่ทันที่เขาจะได้คิดอะไรต่อ

     แรงระเบิดจากดวงไฟก็กระแทกร่างเขาลอยกระเด็นออกไปทันที


    "แฮ่ก ๆๆๆๆๆ" ชายหนุ่มหอบหายใจอย่างแรงตัวโยน

     เหงื่อกาฬของเขาผุดขึ้นเต็มร่าง จนเสื้อผ้าของเขาเปียกโชกไปหมด 

    เล่นเอาเขาสิ้นเรี่ยวแรงแม้แต่จะเอ่ยคำใดๆออกมาเลยทีเดียว


     แต่ดูท่าผลกระทบจะไม่ได้มีแค่นั้น

     เพราะวิญญาณอาลูคาร์ดในร่างของเขา

    ไม่อาจทนกระแสพลังที่ปั่นป่วนในตัวได้


     สุดท้ายก็หลุดออกจากร่างเข้ากลับไปสู่โลกของจิตใต้สำนึกอีกครั้ง 

    และเป็นวิญญาณของนายอาร์ตที่กลับเข้ามาครองร่างใหม่

     เท่ากับว่า ทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนดังเดิม


    แต่ดูท่างานนี้ คนที่ดีใจที่สุดก็คงไม่พ้นเจ้าแวมไพร์ยักษ์เบลลิคนี่แหละ

     เมื่อครู่นี้มันเกือบจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปอยู่แล้ว 

    แต่เพราะเหตุใดมันก็ไม่รู้ อยู่ๆเจ้าดวงไฟนั่นก็ระเบิดไปก่อน


     แถมพลังมาน่าของเจ้ามนุษย์ที่ไล่ต้อนมันเมื่อครู่

    ก็กำลังลดระดับลงจนไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไป เมื่อเป็นเช่นนี้

     ความคิดชั่วร้ายบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว มันค่อยๆลุกขึ้นช้าๆ



     ก่อนจะเดินโซเซไปที่ร่างของนายอาร์ต 

    มือข้างหนึ่งของมันดูดเอาพลังธาตุมารวมกันจนเกิดประกายแสงออกมา

     พร้อมกับคำรามอย่างกราดเกรี้ยว


     "เมื่อกี้ทำกูแสบนักน่ะมึง กูขอเอาคืนหน่อยเถอะว่ะ ..... ทุบหินผา !"


    หมัดที่รวบรวมพลังธาตุของเจ้าเบลลิคถูกปล่อยเข้าใส่ทันที

     พร้อมกับเสียงร้องลั่นอย่างเจ็บปวด


    "อ๊ากกกกก"


    แต่เสียงร้อง กับเป็นเสียงของเจ้าเบลลิคซะเอง

     เพราะทันทีที่มันปล่อยหมัดออกไปนั้น

    ก็มีร่างบางร่างหนึ่งมาขวางกลางพร้อมกับร่ายเวทย์


     โล่พิทักษ์ธาตุไฟ ขึ้นมาขวาง

     และทันทีที่หมัดธาตุดินปะทะเข้ากับโล่ธาตุไฟ

     เจ้าแวมไพร์ยักษ์ก็ต้องร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด


    "ทำอะไรของเจ้าว่ะ เวโรนิก้า !"

     มันร้องถามแวมไพร์สาวตรงหน้าอย่างเดือดดาด



    "ข้าต่างหากที่ต้องถาม เจ้าคิดจะทำอะไรเบลลิค 

    เจ้าจะทำร้ายท่านอาลูคาร์ดหรือไง"


     แวมไพร์สาวเอ่ยตอบเสียงเรียบ

     แต่คำถามของเธอก็เล่นเอาเจ้าแวมไพร์ยักษ์ถึงกับสะอึก

     แต่ไม่ทันที่มันจะพูดอะไรตอบ แวมไพร์คู่หูของมันก็เอ่ยแทรกขึ้นมา


    "ก็ทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่างไงล่ะเวโรนิก้า" 

    เจ้าแวมไพร์มาโฮนเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะทะยานเข้ามาร่วมวง 


    "เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ 

    เมื่อครู่ท่านอาลูคาร์ดคลุ้มคลั่ง

    ไม่สามารถควบคุมพลังของตนเองได้

     ถ้าส่งท่านไปทั้งอย่างนี้


     ก็อาจจะเป็นอันตรายต่อท่านลินคอร์นหรือท่านเลอเซอโร่ก็ได้

     ยังไงเราก็หาทางควบคุมท่านอาลูคาร์ดก่อนไม่ดีกว่าเหรอ"


    "แค่หักแขนหักขาสักหน่อยไม่เป็นอะไรหรอกน่าเวโรนิก้า

     ถึงยังไงเดี๋ยวเราก็ใช้เวทย์รักษาทีหลังได้ไม่ใช่เหรอ"


     เจ้าเบลลิคพูดจบก็เค้นเสียงหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย

     แวมไพร์สาวก็ได้ขบกรามกรอดอย่างเจ็บใจ

     เธอรู้ดีว่าไอ้เหตุผลที่พวกมันยกมาเมื่อครู่นี้น่ะก็แค่ข้ออ้างชัดๆ


     พวกมันแค่อยากเอาคืนท่านอาลูคาร์ดเท่านั้น

     แต่ในเมื่อเธอไม่สามารถหาเหตุผลใดมาหักล้างพวกมันได้

     เธอก็ไม่อาจขวางมันได้อีกแล้ว