บรรยากาศโดยรอบที่เราทั้งสองเดินผ่าน ทางเดินถูกปกคลุม
ไปด้วยเงาต้นไม้ใหญ่ คล้ายอยู่ในใจกลางป่าลึก ทุกตารางเมตรของพื้นดินล้วนเป็สีเขียวของหญ้า แสงดวงอาทิตย์สาดส่องผ่านกิ่งไม้ให้ความอบอุ่นแก่ผืนป่า ลมโกรกพัดเย็นสดชื่น หมู่มวลสรรพสัตว์ต่างออกมาวิ่งเล่น
รับแดดอ่อน ๆ กันอย่างมีความสุข กลิ่นดอกไม้หอมอบอวลล่องลอย
ตามสายลม
แต่เพียงไม่นานเมื่อเดินพ้นเงาร่มไม้ บรรยากาศทุกอย่าง
ก็เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว ทุ่งหญ้าที่เคยเขียวชอุ่มแปรเปลี่ยนเป็พื้นดินแตกแห้งไร้น้ำ อากาศร้อนระอุคล้ายกับเหยียบอยู่บนกองฟืนตลอดเวลา ไม่มีความเขียวสดของใบหญ้าให้เห็นแม้สักนิด เป็เส้นแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ระหว่างฝั่งที่เป็ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์กับฝั่งที่ผมก้าวเหยียบ
ณ ตอนนี้ เป็พื้นที่แห้งแล้งเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้ มดสักตัว
ยังไม่มี พบก็แต่เพียงละอองฝุ่นดินที่ปลิวลอยละล่องในอากาศ ััได้ถึงความแห้งแล้ง
มองไปทางซ้ายและขวา เห็นแต่เพียงตอไม้และม่านฝุ่นสีน้ำตาลหนาตา พอมองย้อนกลับไปข้างหลัง ก็มองไม่เห็นต้นไม้และทุ่งหญ้าที่เคยแสนอุดมสมบูรณ์เสียแล้ว เพราะในเวลานี้ทุกอย่างถูกปกคลุมไปด้วยม่านฝุ่น
“น้าเรากำลังจะเดินไปที่ไหนกันเหรอครับ ทำไมมันร้อนขนาดนี้”
ผมที่ถามชายร่างท้วมที่เดินอยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัยกับสิ่งรอบข้างที่ดูแปลกตา แต่พูดยังไม่สิ้นประโยค พายุฝุ่นจากเบื้องหน้าได้ก่อตัวขึ้นเป็พายุขนาดใหญ่สูงราวตึก 2 ชั้น หมุนพัดตรงมาทางผมแรงปะทะ
ที่ทำให้เด็กน้อยอย่างผมต้องล้มทั้งยืน
“น้า อยู่ไหน ผมกลัว”
ผมพยายามเรียกหาชายร่างท้วมที่ตอนนี้ไม่เห็นแม้เงา เพราะด้วยความหนาของฝุ่นจึงทำให้เราทั้งสองคลาดกัน ทัศนวิสัยตอนนี้แย่เหลือเกิน เวลานั้นผมกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เป็เพียงเด็กวัย 10 ขวบ แต่ต้องมาประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
ผมเหมือนหลุดเข้ามาในใจกลางพายุฝุ่นเพียงคนเดียว ดวงตาของผมทั้งสองพยายามเบิกกว้างเพื่อมองดูทาง แต่ยากที่จะทำได้ ละอองฝุ่นขนาดเล็กลอยเข้าโพรงจมูกจนผมสำลัก ผมมองไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่น้อย สองมือน้อยพยายามกวาดแกว่งคลำหาร่างชายที่เดินนำหน้าไป หวังเพียงว่าจะพบ แต่ก็ััเจอเพียงอากาศและความว่างเปล่า
“ฉันอยู่นี่ไอ้หนู บอกแล้วใช่ไหมว่าให้เดินตามหลังฉันมาติด ๆ”
เพียงไม่นาน เสียงที่คุ้นเคยดัง์มาโปรดก็ดังขึ้น มืออวบคว้าข้อแขนเด็กน้อย ดึงหลุดออกมาจากพายุฝุ่น
เมื่อผมหลุดออกมาจากพายุฝุ่น สองมือน้อยลูบปัดฝุ่นที่เปื้อนใบหน้าของตนออกก่อนจะขยี้ตา และพยายามเบิกตากลมโตสำรวจ
ดูรอบข้าง แต่ก็ต้องใผวาในทันที
ภาพเบื้องหน้าเผยให้เห็นกองกระดูกและศพมนุษย์ทับถมสูงเท่าูเา ท้องฟ้าแดงกร่ำราวสีเื คล้ายกับครั้งที่เกิดฝนตกขึ้นในวันนั้น
่ก่อนที่ผมจะมาอยู่ในที่แห่งนี้ และในที่สุดผมก็พบสัตว์ที่สามารถอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ได้ นั่นก็คือนกแร้ง ที่มีจำนวนมากพอ ๆ กับศพมนุษย์ที่ผมพบเห็น ร่างมนุษย์มีทั้งที่ยังมีลมหายใจแต่ก็โรยรินเต็มที และร่างที่ไร้ความรู้สึกนอนแน่นิ่งกลายเป็ศพ
ศพเหล่านี้ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งไปทั่วบริเวณ หนอนชอนไชกินร่างั้แ่ดวงตาจนถึงแกนกะโหลก ทำเด็กน้อยอย่างผมใกลัวจนร้องไห้ เกาะแขนชายร่างท้วมไว้แน่น ท้องไส้ปั่นป่วนพะอืดพะอมขึ้นมาในทันที
ระหว่างที่ตัวผมยืนแข็งทื่อ สยดสยองกับกองศพมหึมา ชายร่างท้วมแตะไหล่เบา ๆ เพื่อเรียกสติ
“นี่ไอ้หนู อย่าห่างจากฉันอีกเด็ดขาดนะ เกาะแขนฉันไว้แน่น ๆ ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเอ็ง อย่าเที่ยวเดินไปทั่ว ฉันกำลังจะพาเอ็งกลับบ้าน ถ้ามีใครมาเรียก ห้ามขานรับเด็ดขาด เข้าใจใช่ไหม”
หลังสิ้นคำจากชายร่างท้วม มีหนึ่งประโยคที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมในทันที น่ากลัวซะขนาดนี้ ใครบ้าที่ไหนจะกล้าเดินไปทั่ว
“น้า ผมกลัว”
เสียงสั่นเครือ น้ำตาเอ่อล้นออกจากดวงตากลมโต ไหลอาบร่องแก้มอาการที่แสดงออกภายนอก ช่างขัดกับเสียงที่ผุดขึ้นภายในหัวสุด
ยียวนของผมเหลือเกิน
ชายร่างท้วมเห็นเด็กน้อยตัวสั่นและร้องไห้ จึงโอบกอดและปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมััหัวด้วยความอ่อนโยน
“ไม่ต้องกลัว อยู่กับฉันไม่มีใครทำอะไรเอ็งได้”
มืออวบลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ คลายความกลัวของผมไปได้มาก
ระหว่างที่เราทั้งสองพูดคุยกัน เสียงโหยหวนร้องโอดครวญของมนุษย์ ที่พอยังมีลมหายใจก็ดังแทรกขึ้น เพราะตอนนี้กำลังถูกฝูงนกแร้งเจาะกินร่างทั้งเป็ โดยไม่สามารถมีใครช่วยเหลือเขาได้ แม้แต่ผมเองก็ทำได้เพียงยืนมองด้วยความอนาถใจ
ฉากนี้ทำผมใกลัวหนักกว่าเดิม กำแขนชายร่างท้วมแน่น น้ำตาพรั่งพรูไหลอาบแก้ม ที่แห่งนี้มันช่างโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กวัยอย่างผม ทั้งอากาศที่ร้อนละอุอย่างกับไฟเพลิงแผดเผ่าร่างกายอยู่ตลอดเวลา บวกกับภาพที่น่าสยดสยองของซากศพรอบข้าง บัดนี้ยังมีเสียงโหยหวนของชายแปลกหน้าที่ถูกนกแร้งเจาะกระชากเนื้อเข้ามาเพิ่มอีก
ผม ณ เวลานั้น ทำอะไรไม่ถูก ทำได้เพียงเกาะชายร่างท้วมเอาไว้แน่น
“ไม่ต้องกลัว ๆ”
มืออวบลูบหัวเด็กน้อยอีกครั้ง เพื่อปลอบปะโลนด้วยความอ่อนโยน พร้อมเดินประคองเด็กน้อยอยู่ไม่ห่าง
“น้า ถ้าเื่ทั้งหมดที่น้าเคยเล่าให้ฟังเป็เื่จริง แสดงว่าที่นี่ต้องเป็นรกใช่ไหม”
“ก็ไม่เชิงนะ ที่แห่งนี้เหมือนเป็มิติคู่ขนานของโลกมนุษย์เสียมากกว่า เป็เหมือนประตูชำระบาปด่านแรก ก่อนจะส่งไปยังนรกอีกที หากเป็นรกจริง ๆ โหดร้ายกว่านี้เป็ร้อยเท่า เสียงโหยหวนของผู้คนคงดังไม่ต่างจากเสียงเวลาที่สัตว์โดนเชือด เอ็งไม่ต้องไปสนใจนักหรอก มองทางกลับบ้านของเอ็งนู่น”
ชายร่างท้วมชี้นิ้วไปที่ประตูหินทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางพื้นที่โล่งกว้างสุดแห้งแล้ง ที่อยู่เบื้องหน้าไม่ไกลจากพวกเรานัก
แต่สิ่งที่ยากสำหรับผมก็คือ การที่จะไปถึงยังพื้นที่นั้น ต้องเหยียบข้ามร่างที่ไร้ิญญาที่เน่าเปื่อยทับถมเป็ทางเดิน ที่นี่เป็พื้นที่โล่งก็จริง แต่ทุกตารางเมตรถูกแทนที่ไปด้วยศพมนุษย์ ที่นี่มันเกลื่อนไปด้วยร่างมนุษย์ ผมยากที่จะอธิบายให้คุณเห็นภาพนะ แต่เชื่อผมเถอะว่า ถ้าเป็คุณก็คงไม่อยากก้าวเข้ามาอยู่ในที่แห่งนี้
ตอนนี้ผมเชื่อหมดใจแล้วว่า เื่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็เื่จริง เพราะผมได้พิสูจน์มันด้วยประสาทััทั้งห้าของผมเอง ไม่ว่าจะเป็ รูป รส กลิ่น เสียง และัั เื่ที่เกิดขึ้นนั้นอยู่เหนือธรรมชาติ
และวิทยาศาสตร์ ยากจะเล่าให้ใครฟังได้ หากไม่ได้มาััด้วยตัวเอง
แต่เวลานี้คงต้องจำใจเชื่อจริง ๆ
“เราต้องข้ามศพไปจริง ๆ เหรอน้า มีทางเลือกอื่นหรือเปล่า
ผมกลัว”
เด็กน้อยอ้อนวอน เขย่าแขนยมเพราะความกลัว การที่จะเหยียบร่างคนอื่นด้วยเท้าของตนนั้นดูจะเป็เื่ที่ผิดกาลเทศะ แถมร่างนั้นยังเน่าเปื่อยเหม็นคลุ้ง หากเหยียบไปคงติดเท้าเหม็นตามตนไปแน่
“เอ็งนี่เอาใจยากจริง ๆ มานี่ เดี๋ยวฉันอุ้ม”
ชายร่างท้วมจำใจต้องอุ้มเด็กน้อย เพราะเบื่อความเซ้าซี้ หากมัวแต่โต้เถียง คงจะไม่ทันเวลา หากเป็ในละครรัก ฉากนี้ดูเหมือนจะเป็ตอนที่ฟินจิกหมอน แต่ในสถานการณ์นี้ สร้างความทุลักทุเลให้แก่ยมเป็อย่างมาก เพราะตนก็เดินเหินลำบากอยู่แล้ว บัดนี้ยังต้องมาอุ้มเด็กน้อยอีก
เด็กน้อยกอดคอชายร่างท้วมแน่น หันหลังให้กลับทางที่เดินไป หลับตาไม่อยากเห็นภาพใด ๆ ชายร่างท้วมค่อย ๆ เดิน เหยียบกองศพที่ทับถม ด้วยความยากลำบาก เพราะบางศพก็เน่าเละขนาดที่เหยียบแล้วยุบ
ลงไป
ชายร่างท้วมเดินเซซ้ายเซขวา เพราะความหนักของเด็กน้อย
แต่ก็พยายามเดินตรงไปอย่างมุ่งมั่นจนมาถึงยังจุดหมาย ก็คือหน้าประตูหินขนาดใหญ่ที่ภายในนั้นเป็ม่านสีดำมืดสนิด
“เอาล่ะไอ้หนู คราวนี้เองต้องลงเดินเองแล้วล่ะ ฉันเหนื่อยเต็มที
ที่ต้องอุ้มเอ็งแล้ว หันหน้าและเดินตรงไป อย่าอยู่ที่นี่นานเลย ฉันจะพาเอ็งกลับบ้าน เพราะที่นี่ไม่ใช่บ้านของเอ็ง”
ชายร่างท้วมพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ เพราะด้วยความทุลักทุเลและความหนักของเด็กน้อยที่ตนอุ้มมาตลอดทาง
“ละแวกนี้มีงูอยู่ด้วยเหรอครับเนี่ย ทำไมผมได้ยินเสียงฟ่อนะ”
เด็กน้อยพูดด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ลอยหน้าลอยตา และหัวเราะขบขันอย่างชอบใจ เพราะชายร่างท้วมพูดด้วยน้ำเสียงหอบแห้งหน้าถอดสี เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังเป็่ ๆ บวกกับท่าทีอาการที่ดูไม่สู้ดีนักราวกับไก่ป่วย
“ยังไม่เลิกยียวนกวนประสาทอีกนะเอ็ง ฉันไม่ปล่อยให้เอ็งเดินเหยียบซากศพมาก็ดีแค่ไหนแล้ว เดินเข้าไปในประตูได้แล้ว และอย่าหันหลังกลับมาอีก”
เด็กน้อยยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าประตู คิดในหัวว่าตนจะเดินเข้าไปดีหรือเปล่า หากเดินเข้าไปจะอันตรายหรือไม่ ยืนครุ่นคิดได้ไม่นาน มืออวบประคองหลังเด็กน้อยดันเข้าประตูโดยที่เด็กน้อยไม่เต็มใจมากนัก
เพราะภายในประตูนั้นช่างมืดและสุดแสนจะน่ากลัว มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของปลายทาง ความมืดกับผมช่างเป็อะไรที่ไม่ควรมากัน ในใจผมนึกกลัวเสมอว่าจะต้องพบอะไรแปลก ๆ อีกหรือเปล่า แต่ก็ยังดีที่มีชายร่างท้วมเดินอยู่ข้าง ๆ จึงทำให้ผมอุ่นใจขึ้นได้มาก
ผมหลุดเข้ามาในอุโมงค์แห่งหนึ่ง ซึ่งมืดสนิด และเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงเท้าและเสียงหายใจของตัวผมเอง มืออวบประคองตัวเด็กน้อยอยู่ไม่ห่าง ค่อย ๆ พาผมเดินมุ่งตรงไปเรื่อย ๆ จนมาถึงยังปลายอุโมงค์ จากม่านความมืดก็ค่อย ๆ แปลเปลี่ยนเฉดสี เผยให้เห็นแสงสีขาวสว่างจ้าสาดส่องมาแยงตา
ผมเอามือทั้งสองข้างยกขึ้นเพื่อป้องแสง และค่อย ๆ หรี่ตามองจ้องเข้าไปยังแสงสีขาวที่ส่องผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วมืออันน้อย ๆ ม่านแสงสีขาวค่อย ๆ จางออก และปรากฏให้เห็นภาพของตึกอาคารพาณิชย์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยประติมากรรมสุดล้ำสมัย ตั้งเรียงเป็แนวยาวอยู่ระหว่างสองข้างทางถนนคอนกรีตสองเลน ที่มีรถแล่นผ่านไปมานับสิบคัน คล้ายว่าผมอยู่บริเวณใจกลางเมืองหลวงของที่ไหนสักแห่งหนึ่ง เพราะที่นี่ดูเจริญผิดหูผิดตากับที่หมู่บ้านของผมลิบลับ แต่เอ๊ะเราอยู่ที่ไหนกันนะ...