ไป๋เหยียนและเด็กแฝดทั้งสองเดินลงเขามาแต่เช้า เข้าไปในหมู่บ้านเพื่อไปเอารถม้าเข้าเมือง ไป๋เหยียนมีรถม้าใช้สำหรับเดินทางประจำอยู่หนึ่งคัน จ้างให้คนในหมู่บ้านเป็ผู้ดูแลให้ ซึ่งจริง ๆ แล้วคนทั้งหมู่ไม่ขอรับรับค่าจ้างจากไป๋เหยียนแม้แต่อีแปะเดียว พวกชาวบ้านยินดีจะดูแลให้อย่างดี แต่ไป๋เหยียนไม่ยินยอมหากไม่รับค่าจ้างก็ไม่ให้ดูแล ไป๋เหยียนมีบุญคุณกับคนในหมู่บ้านนี้มาก เพราะเมื่อมีคนในหมู่บ้านเจ็บป่วยก็ได้รับการช่วยเหลือจากไป๋เหยียนมาตลอด โดยที่ไป๋เหยียนไม่คิดเงินสักอีแปะ หมู่บ้านนี้ห่างไกลจากตัวเมืองมาก หากไม่มีรถม้าก็จะลำบาก
เมื่อก่อนไป๋เหยียนไม่ค่อยได้ลงเขา แต่หลังจากที่รับเลี้ยงเด็กแฝด เขาต้องลงเขามาที่หมู่บ้านแห่งนี้แทบทุกวัน เพื่อมารับแม่นมไปเลี้ยงเด็กแฝด และได้ช่วยเหลือคนป่วยในหมู่บ้านั้แ่บัดนั้นเป็ต้นมา
ไป๋เหยียนขับรถม้าพาเด็กแฝดเข้าเมือง เมื่อถึงประตูเมืองไป๋เหยียนชูป้ายประจำตัวให้ทหารเฝ้าประตูตรวจ ทหารเห็นป้ายของอาจารย์แห่งเทียนชงอวี้ก็นอบน้อมเชิญเข้าเมืองทันที ใครบ้างในเมืองนี้ที่ไม่รู้จักสถานศึกษาเทียนชงอวี้ ที่เหล่าขุนนางทั้งหลายอยากส่งบุตรชายของตนเข้าเรียน ใครบ้างที่จะกล้ามีเื่กับสถานที่แห่งนี้แม่แต่องค์ฮ่องเต้ยังไม่กล้า
ไป๋เหยียนนำรถม้าผ่านประตูเมืองเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากข้างทางทำให้เด็กแฝดต้องเปิดม่านหน้าต่างดูอย่างอยากรู้อยากเห็น พ่อค้าแม่ค้ามากมายสองข้างทาง หมอดู ขอทานก็มีมาก
ลี่หลินแม้จะเป็สตรีตัวน้อยแต่ไป๋เหยียนไม่เคยเลี้ยงนางเช่นสตรีในห้องหอ เลี้ยงลี่หยางอย่างไร ก็เลี้ยงลี่หลินอย่างนั้น คนเก่ง แข๋งแกร่งและวรยุทธ์สูงส่งเท่านั้นที่จะปกป้องดูแลตัวเองได้ แต่ก็ใช่ว่าเธอจะไม่เคยเรียนงานฝีมือ หลินอวี้นั้นพร่ำสอนนางอยู่ทุกวัน
การแต่งกายของสองแฝดนั้นเหมือนกัน ทุกอย่างต่างกันแค่กระตายตัวหนึ่งเท่านั้น ทุกคนก็พึ่งรู้เมื่อไม่นานนี้ว่าเ้าเสี่ยวไป่นั้นเป็สัตว์อสูรขั้น 6 แม้มันจะตัวเล็กแต่มันก็ดุร้ายมาก
“พี่ลี่หยางนั้นมันสถานที่อะไรน่ะ คนเข้าไปเยอะจัง”
“เ้าถามข้างั่นรึ เ้าจะให้ข้าไปถามใคร”
“แห่ะแห่ะ”
สักพักรถม้าก็หยุดลง
“ถึงแล้ว ลงมาเถอะ”
“ท่านพ่อที่นี่คือที่ใดเ้าคะ ใหญ่โตยิ่งนัก”
“ร้านสมุนไพรของวังหลวงน่ะ ข้าจะเอาสมุนไพรมาขายให้ที่นี่”
“ทำไมท่านพ่อต้องมาขายให้ที่นี่ด้วยขอรับ ร้านยาที่อื่นก็มีหลายร้าน”
“หากเราจะขายสมุนไพรที่หายาก และราคาแพงเราต้องขายให้ร้านที่มีการรับประกันความปลอดภัย สำหรับผู้ขาย และเก็บความลับเราได้”
“วังหลวงมากเล่เพทุบาย เขาจะเก็บความลับของเราได้มากน้อยเท่าไรกันเชียวเ้าคะท่านพ่อ”
“หึหึ เด็กน้อย ถึงแม้ว่าร้านนี้จะเป็ของวังหลวง แต่เ้าของก็ไม่ใช่คนในวังหลวง เพื่อที่เขาจะได้มีสมุนไพรดีๆ เขาย่อมต้องรักษาความลับ หน้าที่เขาเพียงแค่หายาและสมุนไพรส่งให้วังหลวงเท่านั้น และได้รับประกันความคุ้มครองจากทหารวัง”
“อ่อ”
ทั้งสามเข้ามาในร้านยาและได้รับการต้อนรับอย่างดีจากผู้ดูแล
“ท่านมาแล้ว เชิญด้านในขอรับ นายท่านรออยู่”
ไป๋เหยียนพยักหน้า ทุก ๆ 1 ปีเขาจะลงเขาเข้าเมือง3ครั้ง เว้น่3เดือน เมื่อก่อนนั้นเขามาเพียงปีละครั้งเท่านั้น นับั้แ่ลี่หลินพบโสมและเห็ดหลินจือ เขาต้องทยอยเอามาขาย ไม่ได้เอามาหมดในทีเดียว เห็ดหลินจือในค่ายกลของลี่หลินนั้นโตเร็วมาก เก็บออกแล้วดอกใหม่ก็งอกขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์เก็บเท่าไรก็ไม่มีวันหมด ไป๋เหยียนเคยถามว่าค่ายกลนี้เธอทำอย่างไร ลี่หลินตอบกลับมาว่า
“ลี่หลินจำไม่ได้ ตอนฝึกทำมิได้ตั้งใจรู้แต่ว่าลองทำมั่ว ๆ เอา ก็พอใช้เก็บสิ่งของได้แต่ไม่คิดว่ามันจะมีปรานวิเศษขึ้นมา”
ตอนนั้นลี่หลินเพียง 5 ขวบปีเท่านั้น สามารถสร้างค่ายกลวิเศษนี้ขึ้นมาได้โดยบังเอิญเป็พร์โดยแท้จริงหรือแค่เพราะบังเอิญก็ไม่อาจรู้ได้ แต่พอให้ทดลองทำใหม่เธอก็ทำแบบเหมือนของเดิมไม่ได้แล้ว ไป๋เหยียนจึงต้องปล่อยเลยตามเลย ค่ายกลนี้มีเพียงไป๋เหยียนและลี่หยางเท่านั้นที่รู้
ไป๋เหยียนนำโสมหมื่นปีและเห็ดหลินจือหมื่นปีมาขายให้ร้านยาจำนวนมากในแต่ละครั้ง แต่ก็ใช่ว่าจะหมดไป ในค่ายกลลี่หลินก็มีเกิดขึ้นมาอีกมาก ครั้งนั้นลี่หลินโยนโสมที่แก่จัดและมีเมล็ดใส่ไปในค่านกล เมล็ดโสมนั้นได้กระจายไปทั่วบริเวณค่ายกล และมันก็เติบโตขึ้นซึ่งไป๋เหยียนก็ไม่รู้สาเหตุอีกเช่นกัน
เมื่อขายสมุนไพรเสร็จแล้วไป๋เหยียนก็พาเด็กแฝดไปร้านฝากเงิน ซึ่งเงินทั้งหมดเข้าบัญชีของเด็กสองทั้งหมด ไป๋เหยียนแบ่งใส่บัญชีให้เท่า ๆ กัน ซึ่งก็ได้รับการยินยอมจากลี่หลินตลอดมา
เมื่อฝากเสร็จก็คืนป้ายให้เด็กแฝดเก็บไว้ เพราะเด็กทั้งสองโตพอที่จะรับผิดชอบสิ่งของได้แล้ว
ไป๋เหยียนพาเด็กน้อยไปเดินตลาดซื้อของใช้และอาหารแห้งไปเก็บไว้ แล้วพาเด็ก ๆ ไปนั่งกินซาลาเปา ลี่หยางเห็นเด็กชายผอมแห้งเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่ง พยายามแบกหญิงคนหนึ่งใส่รถลาก หญิงคนนั้นหมดสติ หน้าซีดเซียวเหมือนคนป่วยหนัก เขาลากรถมาถึงโรงหมอ แต่ถูกไล่ออกมา เขานั่งคุกเข่ากอดหญิงผู้นั้นแล้วร้องไห้อยู่หน้าโรงหมอไม่ไปไหน
“ท่านพ่อ ช่วยเขาสักหน่อยเถิดขอรับ”
ไป๋เหยียนก็อยากดูทักษะการรักษาขอทั้งสองอยู่เช่นกันจึงตกลง
“ได้ ไปดูสักหน่อยเถอะ”
ทั้งสามเดินไปดูใกล้ ๆ เด็กชายเห็นมีคนเดินมาหาเขาจึงวิงวอนขอร้องให้ช่วย
“นายท่านโปรดช่วยท่านแม่ของข้าน้อยด้วยเถิดขอรับ ข้าน้อยจะยอมเป็วัวเป็ความรับใช้นายท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
“ลี่หยางเ้าตรวจ”
ลี่หยางจับชีพจรเปิดเปลือกตาดู
“ท่านพ่อนางป่วยไข้ธรรมดาและร่างกายนางขาดอาหาร ไม่ได้รับการรักษาทำให้นางหมดสติขอรับ”
“เช่นนั้นต้องรักษาอย่างไร”
ลี่หยางยังไม่ตอบแต่หันไปสั่งให้เด็กน้อยคนนั่นพาแม่กลับบ้าน
“เ้าพานางกลับบ้าน ข้าจะตามไปรักษาต่อที่บ้านเ้า”
เมื่อทุกคนมาถึงบ้านร้างที่ทั้งสองแม่ลูกใช้เป็ที่หลับนอน ก็ถอนหายใจ
“แม่เ้าตัวร้อนเ้าต้องเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้นาง นี่ยาลดไข้เ้าเอาไปต้มให้แม่เ้าดื่ม ข้าวสารนี่เอาไว้ต้มให้แม่เ้ากิน”
“ขอบคุณนายท่านทั้งสามมากขอรับ”
เด็กคนนั้นก้มโขกพื้นหลายครั้งจนหน้าผากแดง
“พอเถอะ เ้าอย่าโขกพื้นเลยเจ็บเปล่า ๆ”
“อย่าลืมเช็ดตัวให้นางบ่อยๆ นะ นี่เงิน 1 ตำลึงเ้าเก็บไว้ ซื้อเนื้อบดต้มใส่ข้าวให้นางกินบ้าง”
ลี่หยางยื่นเงินให้พร้อมกำชับ เด็กชายมองทั้งสามอย่างทราบซึ้ง
“นายที่ทั้งสามข้าชื่อ ิเยี่ย นายท่านผู้มีพระคุณโปรดบอกชื่อแซ่แก่ข้าน้อยด้วยเถิดขอรับ”
“ข้าชื่อลี่หยางนี่น้องข้าลี่หลินเ้ารู้แต่นี้ก็พอ ข้าคงต้องไปแล้วดูแลนางให้ดี ๆ”