ณ ลานกว้างในป่า
หลังจากที่่เช้ามีการแข่งประชันยิงธนู ่บ่ายเหล่าบุรุษกล้าทั้งหลายก็ต่างควบม้าเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์กันเสียส่วนใหญ่และมีสตรีที่สนใจเข้าร่วมอยู่ไม่น้อย
ส่วนคนที่เหลือก็เลือกที่จะออกไปชมนกชมไม้ หรือไม่ก็พักผ่อนตามอัธยาศัยซึ่งส่วนใหญ่เลือกที่จะจับกลุ่มพูดคุยกันเสียมากกว่า
"ชายารองลู่มิคิดว่าท่านจะกล้าเข้าร่วมงานนี้ด้วย" พระสนมหวางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงิ่เหยียด
ชินอ๋องผู้นี้ ช่างลำเอียงจนไม่แยกแยะว่าอะไรควรไม่ควรให้ชายารองออกงานแทนพระชายาเอก
เป็ที่ขบขันยิ่งนัก
ดีแล้วที่ข้าไม่แต่งเข้าตำหนักตงหยาง
นางเคยหมายตาตำแหน่งชายาเอกของชินอ๋อง หากแต่เมื่อตกเป็ของเสวียนเยี่ยนฟางก็แล้วไปเถอะเพราะพื้นเพตระกูลเสวียนต่อให้อยากอยู่ในตำแหน่งฮองเฮา ใต้หล้าก็ไม่รังเกียจ
หากแต่ว่าตำแหน่งชายารองที่คิดว่าจะเป็ของนางกลับมีลูกอนุของหมอหลวงมาโฉบไปแทน
ใจนางล้วนไม่ยอมรับ
เมื่อไม่อาจทำใจไปอยู่ตำแหน่งเดียวกันกับดอกบัวขาวเปื้อนโคลนตรงหน้านางจึงเลือกที่จะมาอยู่ในตำแหน่งที่สตรีคนนี้ต้องก้มหัวให้นางแทน จะดีกว่า
"ท่านชายเล็กร่างกายไม่แข็งแรงพระชายาจึงต้องอยู่ดูแล ท่านอ๋องจึงให้หม่อมฉันมาแทนเพคะ" ลู่หว่านเหลียนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
ต่อให้คนพวกนี้จะคิดเช่นไร แต่หากเป็ความประสงค์ของชินอ๋อง ใครจะกล้าขัด
ขนาดฮ่องเต้ยังไม่ตำหนิสักคำ
เป็เพียงแค่สนมคิดต่อกรกับชินอ๋อง ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย
"แต่ข้าได้ข่าวว่าท่านหญิงใหญ่จมน้ำ อาการเป็เช่นไรบ้าง ตำหนักตงหยางขนกันมามากมายถึงเพียงนี้ใครดูแลท่านหญิงใหญ่กัน" พระชายาอ๋องเก้าจึงเอ่ยถามบ้าง
พวกเ้าแม่ลูกก็มาทุกปี ยังคิดหาเหตุผลอื่นอีก
ชายารองลู่จึงหันไปตอบ "ท่านหญิงใหญ่เพียงอ่อนเพลียเล็กน้อยท่านอ๋องให้หมอหลวงมาตรวจอาการทุกวัน ขอบคุณพระชายาที่เป็ห่วงเพคะ"
ฮูหยินเซี่ยจึงแสร้งทำสีหน้ากังวล "เฮ้อ...ข้าก็ได้ข่าวว่าชายารองลู่รักท่านหญิงใหญ่ราวกับลูกในไส้นึกว่าท่านจะอยู่ดูแลท่านหญิงมากกว่า เห็นทีว่าคงเป็เพียงข่าวลือ"
ลู่หว่านเหลียนพยายามข่มอารมณ์ไว้แล้วตอบอีกครั้ง "หลันเอ๋อร์เป็เด็กรู้ความว่านอนสอนง่าย ช่างเจรจา ใครเห็นก็ล้วนต้องรักนางเพคะข้าเองก็รักและเอ็นดูหลันเอ๋อร์ไม่น้อย"
"ใช่แล้วท่านหญิงใหญ่น่ะ ใครเห็นก็ย่อมรัก เพราะนางน่าเอ็นดู"
“เอ้า เมื่อครู่ยังเรียกท่านหญิงใหญ่ ตอนนี้กลับเรียกหลันเอ๋อร์ได้คล่องปากฟังดูสนิทสนมกันดี ว่าหรือไม่”
“คนอย่างท่านหญิงใหญ่นะรึ อยากจะสนิทกับอนุ”
“ช่างไม่เจียม”
พระชายาและสนมหลายคนป้องปากหัวเราะ เหล่าฮูหยินของขุนนางชั้นสูงต่างก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย
การได้เยาะเย้ยถากถางบุตรอนุ คือ ความสุขของพวกนาง
และยิ่งเป็บุตรอนุที่ไม่เจียมเนื้อเจียมตนแล้วละก็ พวกนางยิ่งชอบ
ลูหว่านเหลียนกำมือใต้ชายเสื้อแน่นนางถูกคนที่เรียกตัวเองว่าชนชั้นสูงพูดจาดูิ่ประชดประชันทั้งทางตรงและทางอ้อมั้แ่วันแรกที่มาถึง
นางเป็บุตรอนุแล้วอย่างไร
อย่างน้อยนางก็ปีนป่ายจนได้มาเป็ชายารองของบุรุษที่สตรีล้วนใฝ่หา และยังเป็สตรีที่บุรุษผู้นี้รักอีกด้วย
สิ่งที่พวกเ้าไม่สามารถคว้ามาได้ อยู่ในกำมือข้านี่แหละ
แค่เพียงตำแหน่งพระชายาเท่านั้นที่นางรอคอย
ตอนนี้ ในเมื่อสมรสพระราชทานหย่าขาดไม่ได้หากราชวงศ์ไม่เห็นชอบ ดังนั้นจึงต้องดึงอำนาจมาไว้กับนางให้ได้มากที่สุดก่อน เชื่อว่าวันข้างหน้าย่อมเป็วันของนาง
"เสด็จแม่/เสด็จแม่" สองพี่น้องแซ่หลิวะโเรียกมารดาต่อหน้าทุกคนซึ่งดูไร้มารยาทเป็ที่สุดสำหรับสตรีที่มีตำแหน่งหลายคน
พวกนางที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับแสดงสีหน้าราวกับได้พบสิ่งแปลกประหลาด
คำว่า เสด็จแม่ สามารถใช้เรียกได้เฉพาะพระชายาแต่ลู่หวานเหลียนเป็เพียงชายารองกลับกล้าสั่งสอนบุตรให้เรียกเสด็จแม่โดยไม่รู้สึกอาย
ทำให้พวกนางรู้สึกสมเพชครอบครัวของชินอ๋องยิ่งนัก
และก็เป็พระชายาของอ๋องเก้าที่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดูแคลน"เด็กน้อยเอ๋ย เ้าถึงกับเรียกนางว่าเสด็จแม่?"
หลินฟางซินจึงตอบ "อืม"
เพราะถือดีว่าตนเองเป็บุตรสาวคนโปรดของบิดาหลินฟางซินจึงไม่ใคร่เห็นหัวใคร เวลาออกงานต่างๆล้วนมีแต่คนที่มีศักดิ์ต่ำกว่าบิดาของนาง นางจึงรู้สึกลำพองตนพอสมควร
"หึหึชายารองลู่ช่างสอนลูกได้ดียิ่งนัก แต่สำหรับตัวข้า คงไม่กล้า" พระชายาอ๋องเก้าปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่าพอใจขณะที่คนอื่นใช้มือป้องปากเอาไว้
แล้วเสียงของชินอ๋องก็เอ่ยแทรก "เื่ในครอบครัวของข้าคงไม่รบกวนน้องสะใภ้หรอก"
สตรีเรือนหลังต่างย่อกายเพื่อทำความเคารพผู้เป็ชินอ๋อง
แล้วพระชายาอ๋องเก้าก็เอ่ยต่อ"น้องสะใภ้ไม่ยังอาจยุ่งเื่ครอบครัวผู้ใดหรอกเพคะ แต่ว่าชินอ๋องพระองค์ก็เป็คนในราชวงศ์ เหตุใดถึงได้บกพร่องธรรมเนียมปฏิบัติให้ชายารองออกหน้าออกตาก็แล้วไปเถอะ แต่ถึงขนาดให้ท้าย เรียกชายารองว่าเสด็จแม่เต็มปากเต็มคำ รู้ถึงไหน ข้าที่เป็คนในราชวงศ์ก็อับอายถึงที่นั่น
บุตรของท่านทั้งที่เป็แค่บุตรชายารอง ถ้าจะพูดให้ถูกก็เพียงบุตรอนุแต่กลับถือดีว่าบิดามีตำแหน่งสูงส่ง เห็นพระสนมไม่เคารพ เห็นข้าพระชายาไม่อ่อนน้อมพูดจาไม่มีสัมมาคารวะ ไม่รู้ว่าสั่งสอนกันมาแบบไหนอ้อ..ข้าลืมไป คนสอนก็คงไม่รู้จักธรรมเนียมของคนชั้นสูงส่วนชินอ๋องก็ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาอยู่แล้ว"
ถ้อยคำติหนิถากถางของนางถือเป็การไม่ไว้หน้าชินอ๋องอย่างมาก
แต่นางรึจะกลัว
ตระกูลอันของนางไม่ด้อยไปกว่าตระกูลเสวียน และมากกว่าตระกูลมารดาของชินอ๋องด้วยซ้ำไป
ใครบ้างไม่รู้ว่า แต่เดิม เสวียนเยี่ยนฟางมีใจปฏิพัทธ์กับอ๋องห้าหาใช่บุรุษโง่เง่าผู้นี้แต่เพื่ออำนาจที่มั่นคงของฮ่องเต้ ไทเฮากลับแยกคู่ยวนยางประทานสมรสให้กับองค์ชายปลายแถวที่เกิดจากสนมไร้สกุล ที่พระนางรับมาเลี้ยงดูแล้วแต่งตั้งเป็ชินอ๋อง
ซึ่งตำแหน่งชินอ๋องนั่นก็ควรจะเป็ของสวามีนาง กลับเป็ของบุรุษตรงหน้าได้ไปแม้จะเก่งกาจในด้านรบทัพจับศึก หากแต่โง่เขลา ยกก้อนกรวดเหยียบก้อนเพชร
นางและเสวียนเยี่ยนฟางเป็คู่แข่งกันมานาน สวามีก็ย่อมไม่ต่างกัน ดังนั้นนางจึงเกลียดครอบครัวของชินอ๋องเป็ที่สุด
เหยียบได้ ข้าเหยียบ
ข้ามได้ ข้าข้าม
เมื่อพระชายาอ๋องเก้าสะบัดตัวเดินออกไปอย่างเสียมารยาทคนอื่นก็ทยอยออกไปเช่นกัน พร้อมกับทิ้งสายตาสมเพชให้กับพ่อแม่ลูกทั้งสี่คน
"เกิดอะไรขึ้นใยหน้าตาจึงบูดบึ้งเช่นนี้" อ๋องเก้าเอ่ยถามชายาของตนเมื่อเดินออกมาพ้นจากกลุ่มคนแล้ว
นางจึงถอนหายใจพลางตอบ "ไม่มีอะไรเพคะ แค่เื่เล็กน้อย"
ผู้เป็สามีมีหรือจะไม่รู้ว่าชายาของตนไปมีเื่กับคนของชินอ๋องจึงปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อน "เฮ้อ....อย่างไรก็เื่เรือนหลังของผู้อื่น อย่าได้ยื่นปากไปยุ่งเลยปวดหัวเสียเปล่า ชินอ๋องไร้มารดาเลี้ยงดู ถูกโยนเข้ากองทัพตั้งห้าขวบ เป็คนหยาบคายกระด้างกระเดื่องมาแต่ไหนแต่ไร"
"เสด็จพี่แล้วเหตุใด ลู่หว่านเหลียนจึงจับพลัดจับผลูแต่งเข้าเป็ชายารองได้เล่าเพคะ" ชายาอันจึงถามสวามีเพราะเื่นี้นางไม่รู้ สอบถามใครก็ต่างพากันปิดปากเงียบ
ท่านอ๋องเก้าอธิบาย "ก็ตอนนั้น มีโรคท้องร่วงระบาดที่เมืองตงหยางตอนนั้นชินอ๋องตั้งทัพรบอยู่ที่นั่น เสด็จพ่อส่งหมอหลวงไปหลายสิบคน ลู่หว่านเหลียนแอบติดตามหมอหลวงลู่ไปด้วยและนางก็เป็คนที่คิดค้นวิธีการรักษาโรค ชินอ๋องจึงเกิดความประทับใจทูลขอพระราชทานสมรสกับนาง ตอนนั้นฮองเฮาไม่เห็นด้วย กลับราชทานเหลียนเยี่ยนฟางให้แทนพร้อมกับแต่งตั้งเป็ชินอ๋อง"
ชายาอันจึงพยักหน้า "ที่แท้ เพราะเกี่ยวพันกับชื่อเสียงของนางจิ้งจอกนี่เอง ฮึ!มองดูจากยอดเขายังรู้เลยว่า สองพ่อลูกวางแผนกัน"
นางรู้มาว่า มารดาของลู่หว่านเหลียนเป็คนที่หมอหลวงลู่รักและลุ่มหลงยิ่งนักแม้เป็อนุแต่ความเป็อยู่กลับดีกว่าภรรยาเอกเสียอีก
ผู้เป็สามีจึงปราม "อย่าไปคิดเื่ของผู้อื่นเช่นนั้นเลยน่าปวดหัวเสียเปล่า"