ดวงใจเหนือบัลลังก์

    ตอนที่ 6 อยากเห็นด้วยตาตัวเอง

    “ไป๋เจิน เ๽้าได้ยินข้าหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยถามเป็๲ครั้งสุดท้าย ก่อนจะเห็นหนูตัวเล็กวิ่งผ่านไปมา ด้วยความหิวนางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แล้วตัดสินใจตะครุบหนูตัวเล็กที่ส่งเสียงร้องขอชีวิต น้ำตาของหลันหนิงไหลอาบแก้ม นางหลับตาลงแล้วตัดสินใจทุบหนูตัวเล็กในทันที ก่อนมันจะแน่นิ่งไป พลันเอื้อมไปหยิบตะเกียงที่ส่องแสงอยู่ห่าง ๆ นางค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเข้ามาหาตัวทีละนิด จนหยิบตะเกียงเข้ามาในกรงขังสำเร็จ


    หญิงสาวกลืนน้ำลายลงลำคอ พลันย่างหนูตัวน้อยทั้งน้ำตา กลิ่นของหนูที่ถูกเผาด้วยตะเกียงชวนสะอิดสะเอียน แต่เวลานั้นความหิวโหยทำให้หลันหนิง ในร่างของพระชายาคิดเพียงให้มีชีวิตรอด นางตัดสินใจหยิบชิ้นเนื้อเข้าปากด้วยความหิวโหย รอวันฝนตกอาศัยหยดน้ำที่รั่วจากหลังคาดื่มกิน เพื่อประทังชีวิต


    จากพระชายาแสนงดงาม ที่องค์ชายสวี่เหวินรักใคร่และเมตตา กลับกลายเป็๲พระชายาหมดแล้วซึ่งอำนาจ ร่างกายซูบผอม ผิวพรรณดำคล้ำ และแววตาที่หวาดหวั่นส่องประกายไปมาอยู่ตลอดเวลา


    องค์ชายสวี่เหวินก้าวเท้าเดินออกจากตำหนักหลวงของฮ่องเต้ หลังจากถูกเรียกพบเพื่อปรึกษางานราชการ วรกายในชุดสีขาวขลิบทองเดินผ่านตำหนักต่าง ๆ ท่ามกลางเหล่าทหารและนางกำนัลน้อมกายเคารพอย่างอ่อนน้อม ทว่าใบหน้าที่เคยแช่มชื่นกลับมีเพียงความทุกข์ระทม ที่เก็บซ่อนไว้ไม่แสดงออกให้ผู้ใดได้เห็น


    “หลายเดือนมานี้ ข้าไม่เห็นองค์ชายสวี่เหวินพาพระชายาไปไหนมาไหนเหมือนก่อน” นางกำนัลตำหนักเหริน แอบกระซิบพูดคุยกัน เมื่อเห็นร่างขององค์ชายสวี่เหวินเดินผ่านไป


    “หรือว่าองค์ชายสวี่เหวิน จะเบื่อพระชายาเสวี่ยนหนิงแล้ว”


    “หากเป็๲เช่นนั้นจริง เ๱ื่๵๹ที่องค์ชายสวี่เหวินเคยประกาศว่าจะไม่รับพระสนมคนใดเข้าไปที่ตำหนักตงเป่ย จะทำเช่นไรล่ะ ด้วยฐานะของพระองค์ไม่อาจกลับคำพูดได้”


    “ยามรักพูดได้ทุกอย่างนั่นแหละ ดูอย่างองค์ชายเซวียนตี้ มีพระชายาถึงสองพระองค์ก็ยังไม่แปลก” เมื่อซุบซิบกันจบแล้ว พวกนางก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ก่อนร่างของฮองเฮาจะทำให้องค์ชายสวี่เหวินค่อย ๆ หยุดเดินแล้วจับจ้องไปยังอีกฝ่ายด้วยสายตาแน่นิ่ง ก่อนจะน้อมกายลงเล็กน้อย


    “ถวายพระพรฮองเฮา” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หญิงสูงศักดิ์ยิ้มเล็กน้อย แล้วหันมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม


    “พระชายาเสวี่ยนหนิงล่ะ พักนี้ข้าไม่เห็นองค์ชายตัวติดกับนางเหมือนก่อน” คำถามของอีกฝ่ายพร้อมสายลมอ่อนพัดโชยมาปะทะกายทำให้ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย


    “นางอยู่ที่ตำหนักตงเป่ย ข้าไม่สะดวกพานางมาด้วย เพราะการปรึกษางานราชการ ไม่เกี่ยวกับสตรี”


    “แต่ก่อนหน้า ไม่ว่าไปที่ใดองค์ชายก็พานางติดกายด้วยเสมอ หรือเพราะว่าเบื่อนางแล้ว” สายตาจับผิดของฮองเฮาทำให้ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจ


    “เบื่อหรือไม่ ตัวข้าย่อมรู้ดีที่สุด” เขากล่าวจบจึงเบี่ยงกายเดินจากไป


    “เช่นนั้น รบกวนองค์ชายฝากบอกพระชายาหน่อยได้หรือไม่ ว่าให้นางมาพบข้าที่ตำหนักเหรินบ้าง ไม่ได้เจอหลายเดือนแล้ว รู้สึกคิดถึงบอกไม่ถูก”


    “แล้วข้าจะบอกให้” เขายิ้มมุมปาก ก่อนจะก้าวเท้าเดินจากไป ท่ามกลางสายลมอ่อนพัดโชยมาปะทะกายของฮองเฮา ที่หันมอง ไปยังร่างสง่างามของเขากำลังเดินลับสายตาไป


    เมื่อองค์ชายสวี่เหวินกลับมาถึงตำหนักตงเป่ย เหล่าทหารและหญิงรับใช้พากันเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด ชายหนุ่มสัดส่ายสายตาไปมาพร้อมความคิด ก่อนจะหันไปยังทหารนายหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น


    “เรียกซือเถามาพบข้า”


    “พ่ะย่ะค่ะ” ไม่นานนัก ซือเถาราชองครักษ์ประจำกายที่เติบโตมาด้วยกัน๻ั้๹แ๻่เด็ก ก็เดินเข้ามาน้อมกายลงด้วยกิริยานอบน้อม


    “กี่วันแล้วที่พระชายาอดอาหาร คิดว่ามากพอทำให้นางตายได้หรือยัง”


    “ครบสิบเจ็ดวันแล้วพ่ะย่ะค่ะ ร่างกายบอบบางเช่นพระชายาไม่อาจทนอยู่ได้นานเพียงนั้น” องค์ชายสวี่เหวินพยักหน้า แล้วเตรียมเบี่ยงตัวเดินไปยังห้องขังหลังตำหนัก


    “องค์ชายจะเสด็จไปพบพระชายาเหรอพ่ะย่ะค่ะ”


    “ข้าจะไปให้เห็นกับตา ว่านางตายจริงหรือไม่ เมื่อนั้นข้าจะส่งศพนางคืนกลับไปที่ฮองเฮา” สุรเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นด้วยความคับแค้นใจ ก่อนราชองครักษ์จะเอ่ยทัดทาน


    “แต่ภาพของพระชายาอาจไม่น่ามอง ทั้งกลิ่นก็อบอวลชวนสลดยิ่งนัก ข้าน้อยเกรงว่าจะทำให้องค์ชาย...”


    “ข้าอยากเห็นด้วยตา...” กล่าวจบ วรกายขององค์ชายสวี่เหวินก็เดินตรงไปยังห้องขังในทันที พร้อมด้วยซือเถาตามไปติด ๆ


    เสียงประตูห้องขังเปิดขึ้น พบเพียงแสงสว่างจากตะเกียงที่จุดทิ้งไว้ พร้อมซากกระดูกหนู กองทับถมกันจำนวนมาก สายพระเนตรขององค์ชายสวี่เหวิน เลื่อนมองความทุกอย่างด้วยหัวใจสั่นไหว ก่อนจะเห็นร่างอันซูบผอมของพระชายาเสวี่ยนหนิงพยายามเกาะกรงขังอย่างอ่อนแรง


    “พระชายายังไม่ตายพ่ะย่ะค่ะ” ซือเถาหันมารายงานด้วยท่าทาง๻๠ใ๽ไม่ต่างกัน ก่อนองค์ชายสวี่เหวินจะโกรธจนเ๣ื๵๪ขึ้นหน้า พลันดึงกระบี่จากมือของซือเถา มุ่งตรงไปยังห้องขัง พร้อมยกกระบี่ขึ้นทาบคออีกฝ่ายหมายปลิดชีพ ท่ามกลางสายตาสั่นไหวของซือเถาที่ยืนมองเหตุการณ์อย่างเงียบ ๆ