บทที่ 1 สำนักกระบี่ิญญารับศิษย์
ณ เชิงเขาสำนักกระบี่ิญญา ในดินแดนเทพตะวันออก
ผู้คนยืนเบียดเสียดกันแน่นขนัด มองไปสุดลูกหูลูกตาไม่เห็นที่สิ้นสุด
วันนี้เป็วันที่สำนักกระบี่ิญญาเปิดรับศิษย์
ในฐานะหนึ่งในเจ็ดสำนักบำเพ็ญเพียรแห่งดินแดนเทพตะวันออก
การรับศิษย์ของสำนักกระบี่ิญญาเป็เื่ใหญ่ที่สั่นะเืทั่วทั้งดินแดนเทพตะวันออก
มีคำพูดแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านว่า ‘ขอเป็สุนัขบนเขาเซียนยังดีกว่าเป็จักรพรรดิในโลกมนุษย์’
จากคำพูดนี้แสดงให้เห็นถึงความใฝ่ฝันของผู้คนที่มีต่อสำนักเซียน
เซียวอวิ๋นยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
เขารู้สึกราวกับย้อนกลับไปในชาติก่อนที่กำลังเบียดเสียดกันบนรถไฟใต้ดิน
เขาข้ามภพมาได้ปีกว่าแล้ว แต่ระบบก็ยังไม่ปรากฏสักที
ด้วยไม่มีทางเลือก เซียวอวิ๋นจึงจำต้องหาหนทางเอาตัวรอดเอง
เมื่อได้ยินว่าสำนักกระบี่ิญญารับศิษย์ เซียวอวิ๋นก็รีบมาทันที
ชายหนุ่มคิดว่าด้วยความพิเศษของตนที่ข้ามมิติมา อย่างไรเสียก็ต้องมีท่านผู้เฒ่าสักคนเล็งเห็น และรับเป็ศิษย์เอกแน่นอน
เซียวอวิ๋นไม่เคยสงสัยในพร์ของตนเองเลย
เพราะหลังจากที่เขาข้ามมิติมายังโลกนี้
เขาฝึกวิชามวยเพียงเดือนเดียวก็สามารถเอาชนะอาจารย์มวยในหมู่บ้านได้ นี่เป็หลักฐานยืนยันว่าตัวเขามีพร์พิเศษ
แน่นอนว่าการฝึกวิชามวยไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของเซียวอวิ๋น
นี่คือโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร เขาจะเก่งวิชามวยไปเพื่ออะไร?
“เฮ้ย! เ้าเบา ๆ หน่อยสิ อย่าเบียดกัน ข้าก็อายุอานามไม่ใช่น้อย ย่อมจวนจะทนไม่ไหวแล้วนะ! ขืนทำเช่นนี้ต่อ มีหวังสาวด้านหน้าโน้นคงคิดว่าข้าเป็คนวิปริตเป็แน่!”
เซียวอวิ๋นหันไปบ่นอย่างไม่พอใจกับหญิงสาวที่พยายามเบียดเขาอย่างแรง
เขาในตอนนี้ถูกสี่สาวล้อมรอบอย่างแ่าทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย และขวา เท้าทั้งสองข้างลอยจากพื้นโดยไม่ล้ม
การจะขยับตัวเองนั้นเป็ไปไม่ได้เลย
ชายหนุ่มทำได้เพียงไหลไปตามกระแส เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วช้าราวเต่าคลาน
หญิงสาวที่เบียดเขาจากด้านหลังอย่างบ้าคลั่งก็เป็คนใจร้ายนัก นางจ้องเขาด้วยสายตาดุดันแล้วพูดว่า “ฟ้าใกล้มืดแล้ว เ้าไม่อยากเป็ศิษย์ แต่ข้าอยากเป็! ถ้าเ้าไม่รีบ ก็หลีกไป!”
เซียวอวิ๋นมองดูท้องฟ้า พระอาทิตย์เอนเอียงไปทางทิศตะวันตกแล้วจริง ๆ
แม้ว่าจะยังเหลือเวลาอีกนานกว่าจะตกดิน แต่ทะเลมนุษย์เบื้องหน้าที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตานั้นแทบไม่ขยับเขยื้อนเลย
ด้วยความเร็วเช่นนี้ ต่อให้เข้าแถวจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ก็คงไม่ถึงคิวของเขา
แย่แล้ว เขาเพลิดเพลินกับความรู้สึกเหมือนถูกเบียดในรถไฟใต้ดินจนลืมตัว
เวลาผ่านไปเร็วขนาดนี้ได้ยังไง?
สำนักกระบี่ิญญาคงไม่เปิดรับศิษย์แค่วันเดียวหรอกใช่ไหม?
สำนักกระบี่ิญญาเป็หนึ่งในเจ็ดสำนักบำเพ็ญเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนเทพตะวันออก
พลาดโอกาสนี้ไปแล้วจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีก
เซียวอวิ๋นจึงไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเบียดแทรกเข้าไปหาหญิงสาวคนข้างหน้าอย่างรุนแรง!
……
ณ กลางเขาของสำนักกระบี่ิญญา
ชายหญิงหนุ่มสาวหลายสิบคนยืนอยู่บนลานกว้าง
พวกเขาล้วนเป็ผู้ที่ผ่านการทดสอบและถูกคัดเลือกโดยสำนักกระบี่ิญญา
ผู้าุโบังคับใช้กฏมองดูฝูงชนมากมายที่อยู่เบื้องล่างูเาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
แต่เดิมการรับศิษย์ของสำนักกระบี่ิญญาถูกปิดเป็ความลับ มีเพียงเชื้อพระวงศ์และขุนนางของแต่ละเขตแคว้นเท่านั้นที่จะได้รับข่าวสาร
ครั้งนี้ไม่รู้ว่าใครเป็คนเปิดเผยความลับ ทำให้ทั่วทั้งดินแดนเทพตะวันออกรู้ว่าสำนักกระบี่ิญญากำลังจะรับศิษย์
โลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนอัจฉริยะ
สิ่งที่ขาดคือทรัพยากร
ดังนั้นการรับศิษย์จึงควรเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ตอนนี้มีคนมากมายมาขอเป็ศิษย์ ทำให้สำนักกระบี่ิญญาเผชิญกับปัญหายากลำบาก
ผู้าุโบังคับใช้กฏขมวดคิ้วถามศิษย์หนุ่มข้างกาย
“มีกี่คนที่ผ่านการทดสอบ?”
“ขอรายงานท่านอาจารย์ มีห้าสิบห้าคนที่ผ่านการทดสอบแล้วครับ”
“พวกเขามีพร์ระดับใดบ้าง?”
“รากฐานิญญาระดับต่ำห้าสิบคน ระดับกลางห้าคน ส่วนระดับสูงกว่านั้นยังไม่พบ”
“ช่างน่าเสียดาย ทุกวันนี้พร์ของสามัญชนลดลงเรื่อย ๆ คัดกรองมามากมายขนาดนี้ กลับไม่พบแม้แต่คนเดียวที่มีรากฐานิญญาระดับสูง”
ผู้าุโบังคับใช้กฏถอนหายใจ หยิบป้ายหยกออกมาจากอกเสื้อส่งให้ศิษย์ที่อยู่ข้างกาย แล้วกล่าวต่อว่า
“จงถือสัญลักษณ์ของข้าไปที่ยอดเขาั เพื่อขอยืมกระจกิญญาเซียนจากท่านผู้เฒ่าเฉียว บอกเขาว่ามีผู้มาขอเป็ศิษย์มากเกินไป จำเป็ต้องใช้กระจกิญญาเซียนเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ”
“รับทราบ ศิษย์จะรีบไปเดี๋ยวนี้”
......
ณ เชิงเขา
ท่ามกลางฝูงชน
เซียวอวิ๋นใช้ความพยายามอย่างมากมายก็ยังไม่สามารถแทรกตัวออกจากฝูงชนได้สำเร็จ
ยังคงถูกสี่สาวบีบอยู่ตรงกลาง
ช่างเถอะ ปล่อยให้ไหลไปตามกระแสแล้วกัน
เมื่อเซียวอวิ๋นกำลังจะยอมแพ้และหลับตาลงเพื่อรับชะตากรรม ทันใดนั้นแสงสว่างจ้าก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
กระจกทรงกลมลอยวนอยู่กลางอากาศ
แสงสว่างนั้นแผ่ออกมาจากตัวมัน
แสงสว่างยิ่งทวีความเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ปกคลุมผู้คนที่อยู่เชิงเขาทั้งหมด
เซียวอวิ๋นรู้สึกว่าแสงสว่างนั้นส่องมาถูกร่างของเขา ให้ความอบอุ่นและสบายอย่างมาก
คนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
ในชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์
ผู้าุโบังคับใช้กฏยืนอยู่กลางเขา เร่งใช้กระจกิญญาเซียนจนกระทั่งปกคลุมผู้ที่มาขอเป็ศิษย์ทั้งหมดแล้ว จึงเอ่ยปากตวาดขึ้นว่า “จงสงบ”
เสียงตวาดนี้ทรงพลังอย่างยิ่ง ราวกับฟ้าผ่าดังสนั่นข้างหู
ฝูงชนที่เดิมอึกทึกครึกโครมก็พลันเงียบกริบลงในทันที
ผู้าุโบังคับใช้กฏกล่าวต่อไปว่า “เส้นทางการบำเพ็ญเพียรไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับวาสนา แต่ยังขึ้นอยู่กับพร์ด้วย”
“วันนี้พวกเ้าสามารถปรากฏตัวที่ประตูสำนักกระบี่ิญญาของพวกเรา นั่นคือวาสนาของพวกเ้า แต่การที่จะสามารถเข้าร่วมสำนักกระบี่ิญญาของพวกเราได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพร์ของพวกเ้า”
“วัตถุวิเศษบนฟ้านั้นมีชื่อว่ากระจกิญญาเซียน สามารถรับรู้ถึงความเข้ากันได้ของพวกเ้ากับปราณ”
“ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเ้าอย่าได้ตื่นตระหนก จงยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างว่าง่าย”
“กระจกิญญาเซียนจะเลือกผู้ที่มีพร์ดีเยี่ยมให้เป็ศิษย์ของสำนักกระบี่ิญญาของพวกเราเอง”
“คนที่ไม่ได้รับเลือกจากกระจกิญญาเซียนก็อย่าได้ท้อแท้”
“มรรคาใหญ่มีสามพันสาย ชีวิตยังอีกยาวไกล พวกเ้าจะได้เดินบนเส้นทางที่เป็ของพวกเ้าเอง”
“เอาล่ะ ข้าจะไม่พูดมากไปกว่านี้ ทุกคนจงตั้งสมาธิ ใช้ใจรับรู้ถึงปราณที่กระจกิญญาเซียนโปรยลงมา”
เมื่อสิ้นเสียงของผู้าุโบังคับใช้กฏ เซียวอวิ๋นก็รู้สึกว่าความอบอุ่นบนร่างกายของเขาเข้มข้นขึ้น
ทันใดนั้น เขาก็ถูกพลังงานที่มองไม่เห็นห่อหุ้มเอาไว้ ทั้งร่างลอยขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้อย่างช้า ๆ
ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของผู้คนรอบข้าง เซียวอวิ๋นลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ
จากนั้นก็ค่อย ๆ บินไปยังกลางเขาของสำนักกระบี่ิญญา
เซียวอวิ๋นที่อยู่กลางอากาศมีสีหน้ายินดีปรีดา
นี่คือการถูกเลือกโดยกระจกิญญาเซียน
เขามีพร์พิเศษจริง ๆ
ตำแหน่งศิษย์ผู้สืบทอดวิชานั้นแน่นอนแล้ว!
เขามองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ปากอ้าตาค้างของผู้คนเบื้องล่าง
เซียวอวิ๋นเห็นอารมณ์หลากหลายบนใบหน้าของพวกเขา ทั้งความอิจฉา ริษยา และอื่น ๆ
ในตอนนั้นเอง เซียวอวิ๋นนึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมา
หากคนที่ลอยขึ้นมาเป็หญิงสาวที่สวมกระโปรง จะไม่เป็การ...
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา ไม่ไกลข้างหน้ามีเงาร่างสีแดงเพลิงค่อย ๆ ลอยขึ้น
รูปร่างอ้อนแอ้น ผมยาวสยาย
ดวงตาของเซียวอวิ๋นเป็ประกาย นั่นคือสตรี!
และนางยังสวมชุดสีแดงอีกด้วย!
เซียวอวิ๋นรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ดวงตาจ้องมองหญิงสาวในชุดแดงที่ลอยขึ้นไปอย่างไม่กะพริบตา
เขาเพียงแค่้าพิสูจน์ความคิดในใจเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะแอบดูอะไร
หากความคิดเป็จริง เขาจะรายงานเื่นี้ต่อสำนัก เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องนี้
เซียวอวิ๋นคิดในใจอย่างเงียบ ๆ ดวงตาจับจ้องสตรีชุดแดงที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นไป
เมื่อนางลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ เซียวอวิ๋นพบว่าใต้เท้าของอีกฝ่ายมีแสงสีขาวกลุ่มหนึ่ง
หญิงสาวดูราวกับยืนอยู่บนก้อนเมฆ เมฆปกคลุมถึงน่องขา ปิดบังอย่างมิดชิด
“บัดซบ!” เซียวอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะสบถเบา ๆ
“สำนักกระบี่ิญญาคิดรอบคอบจริง ๆ ข้าคิดมากไปเอง”