“ว่าไงนะจะซื้อบ้าน !!!” ซาร่าอุทานออกมาทั้งๆที่ปากยังคาบขนมปังอยู่
“ใช่ผมว่าคอนโดมันเล็กเกินไปสำหรับพวกเราในอนาคต” สตีฟพูด
“แต่เราอยู่กันแค่สองคนนะสตีฟแค่คอนโดแค่นี้ก็พอแล้วนี่” ซาร่าวางขนมปังลงก่อนจะพูดกับสตีฟ
“ก็เผื่อในอนาคตเรามีเบบี๋ไงที่รัก ถ้าถึงเวลานั้นคอนโดเราจะเล็กลงทันทีเลยนะดูอย่างตอนที่พวกสองแฝดกับซาช่ามาอยู่กับเราที่โรงแรมสิ ขนาดห้องของโรงแรมมันใหญ่กว่าห้องนอนเราตั้งเยอะห้องยังแคบไปถนัดตาเลย” สตีฟพูด
“แต่คุณก็รู้ฉันน่าจะมีลูกยาก ถึงจะไม่เคยไปตรวจก็เถอะ” ซาร่าพูดเพราะขนาดเธออยู่กับสตีฟมานับสิบปีแถมกิจกรรมบนเตียงก็ไม่เคยขาดเธอยังไม่ท้องเลย
“ยากที่ไหนกันที่ผ่านมาผมแค่พยายามไม่พอต่างหาก” สตีฟพูดเขาไม่กล้าบอกหรอกว่าที่ผ่านมาเขานี่แหละที่ไม่มีน้ำยา
“แต่บ้านมันแพงนะสตีฟไม่เหมือนสมัยก่อนที่ไม่กี่ล้านเหรียญก็ซื้อได้ดูอย่างคอนโดนี่สิถ้าเป็นก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคสัตว์กลายพันธ์ คอนโดห้องนี้ซื้อได้ในราคาสามสี่แสนเหรียญด้วยซ้ำ แต่ดูตอนนี้สิเราซื้อมาตั้งสามสิบล้านเหรียญราคามันเพิ่มถึงร้อยเท่าเลยนะเท่ากับว่าตอนนี้จะซื้อบ้านดีๆหลังนึงคงไม่ต่ำกว่าพันล้าน” ซาร่าบอก
“เรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วงหรอกที่รักตอนนี้เรามีเงินเกือบสามพันล้านแน่ะพอดีเมื่อคืนลุงคนขายเนื้อแกโทรมาบอกว่าขายสินค้าหมดแล้วจึงโอนเงินมาให้เรา ยิ่งตอนนี้ในกระเป๋ามิติของผมมีซากสัตว์กลายพันธ์อยู่หลายพันตัวด้วยถ้าเอาไปขายคงได้เป็นหมื่นล้านเลยล่ะมั้ง” สตีฟพูด
“หลายพันตัวนี่กระเป๋านายจุได้มากขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่” ซาร่าอุทานเพราะครั้งล่าสุดกระเป๋ามิติของสตีฟยังเก็บได้แค่ร้อยกว่าตัวเท่านั้น
“อ้อคือเมื่อวานผมลืมบอกคุณไปตอนชำแหละเจ้าจรเข้นั่นผมเจอออร์บด้วยน่ะสิ” สตีฟพูด
“ออร์บอย่าบอกนะว่าเป็นลูกบาศก์มิติ” ซาร่าอุทานเบาๆเพราะนึกไม่ถึงว่าสตีฟจะได้มันมาเพราะปกติมันราคาหลายร้อยล้าน
“ใช่อันนั้นแหละพอได้มาผมเลยเอาไปอัพเกรดกระเป๋าซะเลย” สตีฟบอก
“นายนี่โชคดีจริงนะ” ซาร่าอดพูดไม่ได้
“เหอะๆถ้าผมโชคดีคงได้มาเป็นสิบแล้วมั้งผมฆ่าสัตว์กลายพันธ์มาตั้งมากพึ่งจะเคยได้เองกับมือนี่แหละชิ้นแรกก็เป็นคุณอีเกิ้ลอายให้มา” สตีฟพูด
“อืม..ก็โชคนายน้อยนี่เนอะ” ซาร่าพยักหน้า
“รีบกินเถอะที่รักเดี๋ยวผมไปซุปเปอร์ก่อนผมจะเอาสัตว์กลายพันธ์ในกระเป๋าส่วนหนึ่งไปปล่อยให้ลุงแกซักหน่อย จากนั้นเราค่อยไปสำนักงานบ้านจัดสรรกัน” สตีฟพูด
“เฮ้อ...สรุปจะซื้อบ้านให้ได้สินะ” ซาร่าถอนหายใจออกมาก่อนจะกินข้าวเช้าให้เสร็จก่อนสตีฟจะออกไปซุปเปอร์คนเดียวเพราะมันไม่ไกลจากคอนโดเท่าไหร่
ซุปเปอร์มาร์เก็ต
“นี่มันคุณสตีฟไปเยลโล่สโตนมางั้นเหรอ” ลุงคนขายเนื้อถามหลังจากเห็นซากไบซันมากมาย
“ใช่ครับผมกับภรรยาไปลุยที่นั่นมา” สตีฟพยักหน้าดูเหมือนข่าวเกี่ยวกับเยลโล่สโตนยังมาไม่ถึงนิวยอร์คคงต้องรออีกหลายวันกว่าชาวเมืองนิวยอร์คจะรู้เรื่องว่าเยลโล่สโตนมันกลายเป็นรังมังกรไปแล้ว
“ว่าแต่คุณมีมันเท่าไหร่คุณสตีฟ” ลุงคนขายเนื้อถาม
“มีมากจนคุณนึกไม่ถึงเลยล่ะ” สตีฟเลือกไม่ตอบเพราะเดี๋ยวแกตกใจ
“งั้นผมเอาสักพันตัวคุณพอจะมีให้ผมมั้ยพอดีรอบที่แล้วได้กำไรมามากผมจึงจ้างรถและจ้างฮีโร่มาหลายคนตอนนี้ผมกำลังจะขยายกำลังการส่งสินค้าไปทั่วประเทศอยู่” ลุงคนขายเนื้อบอกกับสตีฟ
“ได้ว่าแต่คุณมีที่เก็บมั้ยล่ะ” สตีฟถามแก
“มีผมเช่าตึกไว้ห่างจากนี่ไปสามบล็อค ผมเช่ามันเพื่อเอาไว้เก็บเนื้อสัตว์กลายพันธ์โดยเฉพาะ” ลุงแกบอกก่อนจะพาสตีฟไปเมื่อสตีฟไปถึงตึกที่ลุงแกเช่าเอาไว้เมื่อเข้าไปด้านในสตีฟก็เห็นคนงานมากมายชำแหละเนื้อสัตว์กลายพันธ์กันอยู่ก่อนจะส่งมันไปแช่แข็งเพื่อเตรียมตัวเอาออกขาย
ลุงคนขายเนื้อแกพาสตีฟมาที่ห้องว่างๆห้องหนึ่งลุงแกบอกให้สตีฟเอาซากสัตว์กลายพันธ์ที่เก็บเอาไว้ออกมา
ตึง !! สตีฟเอามากองไว้ได้ประมาณสองร้อยตัวทำให้ห้องขนาดใหญ่แน่นไปหมด
“มีแต่ตัวที่พึ่งตายทั้งนั้นเลยแถมยังไม่ชำแหละด้วยเนื่องจากเราเป็นหุ้นส่วนกันผมจะจัดการเรื่องชำแหละเองส่วนถ้าเจอออร์บอะไรผมจะส่งให้คุณนะคุณสตีฟ” ลุงแกบอก
“ได้ครับ” สตีฟพยักหน้า
“ว่าแต่ลุงสนใจเนื้อบ้องตันมั้ย” สตีฟถาม
“เนื้อบ้องตันอย่าบอกนะว่าของจรเข้ !!” ลุงแกอุทาน
“ใช่พอดีผมได้มาเลเวลของมันค่อนข้างสูงเลยล่ะ” สตีฟตอบ
“อืม...ในอเมริกาหาคนกินมันค่อนข้างยากแต่ก็มีกลุ่มคนเอเชียที่นิยมกินอยู่พวกนั้นว่ากันว่ามันเป็นอาหารบำรุงกำลัง ถ้าผมเจาะจงไปขายที่กลุ่มนั้นน่าจะได้ราคาดี” ลุงแกพยักหน้าก่อนจะบอกให้สตีฟเอามันออกมา
“นี่มันเลเวลสองร้อยกว่าเลยงั้นเหรอแถมบ้องขนาดนี้มันหนักกี่ร้อยกิโลกัน !!!” ลุงแกเห็นขนาดของบ้องตันที่ว่าก็ต้องตกใจเพราะมันยาวเกือบร้อยเมตรแถมขนาดของมันใหญ่ยังกับเสาไฟฟ้า
หลังจากจัดการเรื่องสัตว์กลายพันธ์ที่เอาไปให้ลุงแกขายเสร็จสตีฟก็กลับคอนโดเพื่อไปรับซาร่าก่อนทั้งคู่จะพากันเดินทางไปที่สำนักงานบ้านจัดสรร
สำนักงานบ้านจัดสรร
“ยินดีต้อนรับค่ะไม่ทราบว่าคุณลูกค้าต้องการบ้านแบบไหนคะ” พนักงานสาวถามก่อนจะตรวจสอบสถานะของซาร่าเธออดดีใจไม่ได้เพราะถ้าเจอฮีโร่เลเวลเยอะแบบนี้แสดงว่าต้องกระเป๋าหนักหลังจากนั้นเธอก็ลองตรวจสอบสถานะของสตีฟดูก่อนจะอึ้งจนอ้าปากค้างเพราะเลเวลของสตีฟมันเยอะมากจนเธอเหวอไปเลย
“ดูเหมือนพนักงานจะตกใจเลเวลนายแน่ะสตีฟดูสิอ้าปากค้างไปเลย” ซาร่าแกล้งแซวสตีฟ
“เฮ้อสงสัยคงต้องอีกสักพักล่ะมั้งกว่าคนอื่นจะชิน” สตีฟถอนหายใจออกมาก่อนจะลองเรียกคุณพนักงานดู
“ขะ ขะ ขอโทษค่ะว่าแต่ท่านต้องการบ้านแบบไหนดีคะ” พนักงานเปลี่ยนคำเรียกจากคุณลูกค้ากลายเป็นท่านทันที
“ท่าน !!” สตีฟอุทานเบาๆนี่พนักงานคนนี้ถึงกับเรียกเขาว่าท่านเลยงั้นเหรอนี่พนักงานคนนี้คิดว่าเขาเป็นประธานาธิปดีหรือยังไงกัน
“คือเรามองหาบ้านเดี่ยวที่มีหลายๆห้องหน่อยน่ะค่ะเอาที่ไม่อยู่นอกเมืองนะคะ” ซาร่าพูด
“ได้ค่ะเอาเป็นย่านนี้เป็นไงคะ” พนักงานพยักหน้าก่อนจะหยิบแคตตาล็อกออกมาซึ่งแคตตาล็อกเล่มนี้เป็นบ้านจัดสรรย่านที่คนรวยเขาอยู่กัน
“โหแต่ละหลังราคาขั้นต่ำก็พันล้านแน่ะ” สตีฟอุทานเบาๆหลังจากเห็นราคา
“ดูหลังนี้สิสตีฟหนึ่งหมื่นสามพันล้าน นี่มันบ้านหรือวังกันเนี่ย” ซาร่าชี้ให้ดูบ้านในหน้าสุดท้ายราคามันสูงจนเวอร์มาก
ทั้งคู่เลือกบ้านไปเรื่อยๆโดนพนักงานก็คอยแนะนำหลังที่น่าสนใจหลายหลังให้สตีฟแต่ทุกหลังที่พนักงานแนะนำนั้นราคามันเกินห้าพันล้านทั้งนั้น
“ผมจะเอามันไปทำอะไรล่ะครับคุณพนักงานดูหลังนี้สิมีห้องนอนตั้งยี่สิบสองห้อง” สตีฟพูดหลังจากเห็นหลังที่พนักงานแนะนำให้เขา
“ขะ ขะ ขอโทษค่ะ” พนักงานรีบก้มหัวขอโทษ
“เอ่อ...ช่างเถอะครับนี่ซาร่าเธอว่าหลังนี้เป็นไง” สตีฟชี้ไปที่ภาพบ้านหลังหนี่งซึ่งราคามันอยู่ที่ราวๆสองพันล้าน
“ก็ดีนะห้าห้องนอนไม่มากจนเกินไป มีสระน้ำ เนื้อที่ยี่สิบไร่” ดูเหมือนซาร่าจะชอบหลังนี้
“ผมชอบหลังนี้พาผมไปดูได้มั้ยถ้าถูกใจผมจะเอาหลังนี้เลย” สตีฟถามพนักงาน
“ได้ค่ะเราจะจัดรถให้ในสามนาที” พนักงานพยักหน้าแต่ก่อนที่เธอจะโทรไปแจ้งให้คนจัดรถให้สตีฟก็เบรคเอาไว้เสียก่อน
“ไปกับพวกเราดีกว่า ถ้าให้นั่งรถไปมีหวังเสียเวลาเป็นชั่วโมง แถบนี้มันไกลจากที่นี่พอตัวเลย” สตีฟพูดทำให้พนักงานทำหน้างง
“ไม่ต้องงงหรอกค่ะพอดีฉันมีสกิลที่เหาะไปบนฟ้าได้ มันน่าจะสะดวกกว่าเดินทางด้วยรถ” ซาร่าอธิบายหลังจากเห็นหน้าพนักงาน
“อ๋อค่ะ” พนักงานพยักหน้าจากนั้นทั้งสามคนก็พากันออกไปด้านนอกก่อนซาร่าจะจับมือพนักงานสาวไว้ส่วนมืออีกข้างก็จับมือสตีฟเอาไว้
“ว้าย !!!” พนักงานร้องอย่างตกใจหลังจากจู่ๆที่ร่างเธอก็ลอย
“ไม่ต้องเกร็งค่ะไม่ตกหรอกตราบใดที่คุณไม่ปล่อยมือฉัน” ซาร่าหันไปพูดกับพนักงานสาวทำให้เธอจับมือซาร่าแน่นเข้าไปใหญ่เพราะกลัวตก
ยี่สิบนาทีต่อมา
ซาร่าพาสตีฟและพนักงานมาจนถึงย่านที่เธอกำลังจะซื้อบ้าน
“แถวนี้ดูเหมือนจะเหลือไม่กี่หลังนะครับ” สตีฟพูดหลังจากเห็นว่าบ้านแถวๆนี้น่าจะมีคนอยู่หมดแล้ว
“ค่ะส่วนใหญ่จะมีคนซื้อไปหมดแล้วที่นี่เหลืออีกประมาณสามสี่หลังเท่านั้นที่ยังขายไม่ออกอ๊ะหลังนั้นค่ะ” พนักงานเห็นบ้านที่สตีฟและซาร่าสนใจแล้วจึงชี้ให้ดู
“ใหญ่โคตร !!” สตีฟอุทานออกมาหลังจากเห็นบ้านจริงๆเพราะจากในภาพเขาไม่นึกว่าหลังมันจะใหญ่ขนาดนี้
ตุบ !! ซาร่าเหาะลงที่หน้าบ้าน
สตีฟมองดูรอบๆมีบ้านแค่สองหลังที่เป็นเพื่อนบ้านที่สวนบ้านหลังทางซ้ายสตีฟเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเล่นกับสัตว์เลี้ยงอยู่หน้าบ้านใกล้ๆกันมีผู้หญิงอีกคนยืนอยู่แต่เนื่องจากมันไกลหลายร้อยเมตรสตีฟจึงเห็นหน้าไม่ชัดแต่สตีฟรู้สึกคุ้นๆกับเด็กผู้หญิงคนนี้ยังไงชอบกล
“สตีฟทำอะไรอยู่ไม่เข้ามาดูข้างในบ้านหรือไง” ซาร่าถามสตีฟหลังจากเห็นสตีฟยังยืนนิ่งอยู่
“กำลังจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ” สตีฟตอบก่อนจะเดินตามซาร่าและพนักงานที่กำลังทำหน้าที่อธิบายส่วนต่างๆของบ้านอยู่
อีกด้าน
“พี่อลิเชียร์หนูหิวน้ำเอาน้ำให้หน่อย” เด็กผู้หญิงอายุราวๆสิบขวบคนหนึ่งตะโกนบอกหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“นี่ค่ะคุณหนูแอนนา” อลิเชียร์หยิบเอาน้ำส้มจากกระเป๋ามิติของเธอมาให้เด็กสาวที่ชื่อแอนนา
ใช่แล้วเด็กสาวคนนี้คือแอนนาที่สตีฟเคยเจอบนรถบัสประจำทางนั่นเองและผู้หญิงข้างๆกันคือบอดี้การ์ดประจำตัวของแอนนา
“อ๊ะพี่อลิเชียร์บ้านนั้นมีคนมาด้วยล่ะนั่นมันบ้านว่างไม่ใช่เหรอคะ” แอนนาชี้ไปที่บ้านหลังข้างๆ
“ดูเหมือนจะมาดูบ้านนะคะ” อลิเชียร์พูดเธอนั้นจำสตีฟไม่ได้จึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
“อ๊ะไวท์อย่ากัดสิอยู่นิ่งๆ แล้วก็เลิกปล่อยน้ำแข็งด้วยมือมันเย็นนะ” แอนนาพูดกับสัตว์เลี้ยงบนมือซึ่งมันก็คือกระรอกน้ำแข็งที่สตีฟเคยไล่จับนั่นเอง
จบ...
ภาพตัวอย่างบ้าน