บทที่ 26 เข้าเฝ้า
จิงอวี่ได้ยินเสียงถอนหายใจของอู่เจวี๋ยเฉิง "องค์ชายหกหาใช่คนธรรมดา... ในภายภาคหน้าเขามีโอกาสได้เป็ถึงปรมาจารย์"
จ้าวิฝู่กล่าว "ใครจะรู้เื่ในภายภาคหน้าได้? ยามนี้ก็ยังไม่ได้เป็เลย! ท่านอาจารย์ก็บอกเองมิใช่หรือว่า ท่านพี่หกแค่มีโอกาสมากกว่ายอดยุทธ์ทั่วไปเท่านั้น ไม่แน่ว่าจะบ่มเพาะลมปราณแท้เซียนเทียนได้หรือไม่?"
"อีกอย่างถึงแม้เขาจะบ่มเพาะลมปราณแท้เซียนเทียนได้จริง เร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาอีกห้าหกปี เสด็จพ่อจะทนได้นานถึเพียงนั้นเชียวหรือ? ข้าว่าคงยาก... เมื่อถึงเวลาแย่งชิงบัลลังก์ ยอดฝีมือระดับหนึ่งคนเดียว ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใหญ่ได้"
อู่เจวี๋ยเฉิงนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยว่า "พระองค์นี่เป็เชื้อพระวงศ์ที่เหมาะจะเป็ฮ่องเต้จริง ๆ..."
จิงอวี่ไม่ได้ทำให้ทั้งสองคนตื่นตระหนก เขาควบแสงผ่านทุกข์ภัยกลับไปยังจวนแล้วชงชาอย่างดีที่ศาลาในสวนดอกไม้ พลางครุ่นคิดอย่างเงียบ ๆ
น้องเจ็ดของตนนี่ช่างมีความคิดวกวนไปมา ตนได้พูดชัดเจนแล้วว่าไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการชิงบัลลังก์ แต่เขากลับบังคับให้ตนต้องร่วมวงด้วย จะบอกว่าไม่คำนึงถึงน้ำใจพี่น้องก็คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ความผูกพันที่มีก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว
ส่วนเื่ที่ว่าเฉิงอวี้บุตรชายของพี่รองถูกจ้าวิฝู่ส่งคนไปลอบสังหารหรือไม่นั้น เมื่อครู่ทั้งสองคนไม่ได้พูดถึง ได้แต่บอกว่าเวลานี้เขามีความน่าสงสัยมากที่สุด เพราะอู่เจวี๋ยเฉิงในฐานะปรมาจารย์อันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรจ้าวผู้นำในยุทธภพ ย่อมมีนักยุทธ์ฝีมือดีอยู่ใต้บังคับบัญชามากมาย... แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็ไปได้ที่จ้าวิฝู่อาจฉวยโอกาสที่มีกลุ่มอื่นลอบสังหารหลานชายของตน แล้วใช้เป็ข้ออ้างในการก่อเื่
"ราชสกุลช่างไร้น้ำใจที่สุด..." จิงอวี่ถอนหายใจ สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าวังไปสักครั้ง
แม้การไปครั้งนี้จะเหมือนถูกใช้เป็เครื่องมือ เมื่อองค์ชายกล่าวทูลเื่แต่งตั้งรัชทายาท ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกผู้คนระแวง แต่ใน่หลายปีนี้จิงอวี่ไม่เคยละเลยการฝึกฝนวรยุทธ์ บัดนี้ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมร่างระดับสี่แล้ว เพียงแค่ร่างสมบัติก็สามารถต่อกรกับนักพรตขั้นก่อปราณระดับกลางได้ ในหมู่มนุษย์ธรรมดาแล้วหาคู่ต่อสู้ไม่ได้ ดังนั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝันใด ๆ ก็สามารถถอนตัวได้อย่างสบาย
ยามนี้ฮ่องเต้จ้าวมีพระวรกายไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็ยังไม่ทรงแต่งตั้งรัชทายาท หากวันใดเสด็จตขึ้นมา เมื่อถึงเวลานั้นราชวงศ์คงต้องฆ่าฟันกันเอง และพระราชวังคงเต็มไปด้วยสายฝนแห่งโลหิต ช่างเป็ภาพที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
จิงอวี่อาศัยอยู่ในอาณาจักรจ้าวมาเกือบยี่สิบปี แม้ความสัมพันธ์กับพี่น้องจะห่างเหินไปบ้าง แต่เขาก็ไม่อยากเห็นวันที่พวกเขาต้องชักกระบี่เข้าหากัน
หลังจากนั้นเขาก็ไม่รีรอ ไม่แม้แต่จะจัดเตรียมรถม้า ก้าวเดินออกไปนอกจวน
เมื่อจิงอวี่มาถึงวังหลวง ขันทีนำพาเขาไปยังห้องทรงอักษร ที่หน้าประตูมีขันทีชราร่างอ้วนท้วนผิวขาวยืนเฝ้าอยู่
ขันทีผู้แก่ชราร่างท้วมผิวขาวผู้นี้เป็ขันทีาุโในวังหลวง ติดตามรับใช้ฮ่องเต้จ้าวมานานหลายปี ตามที่เล่าลือกันว่าเขาเป็ยอดฝีมือที่เกือบจะก้าวขึ้นสู่ระดับปรมาจารย์เต็มขั้น หากไม่นับปรมาจารย์แล้ว แทบจะไม่มีคู่ต่อสู้เลยทีเดียว
"ขันทีหลี่ ขอรบกวนท่านช่วยทูลฝ่าาด้วย ข้าิจิ้งมีธุระขอเข้าพบเสด็จพ่อ" จิงอวี่กล่าวกับขันทีาุโอย่างสุภาพ
"ขอองค์ชายหกโปรดรอสักครู่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะเข้าไปทูลฝ่าา"
ขันทีหลี่รู้ดีว่าองค์ชายหกที่อยู่เบื้องหน้านี้มีวรยุทธ์ไม่ด้อยไปกว่าตนเองเท่าไร จึงรู้สึกชื่นชมในตัวจิงอวี่และตอบกลับอย่างสุภาพเช่นกัน ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องทรงอักษร
"เสด็จพ่อ..."
จิงอวี่เงี่ยหูฟัง ก็พบว่ามีเสียงคนสนทนากันอยู่ในห้องทรงอักษร ในใจรู้สึกสงสัย ‘เสียงของท่านพี่สี่? เหตุใดเขาจึงมาถึงก่อนข้าเสียแล้ว?’
ไม่นานนัก เสียงของฮ่องเต้จ้าวดังแว่วมาจากต้องพระอักษร "ให้เขาเข้ามาด้วยเถอะ"
ขันทีหลี่เปิดประตูเดินออกมา ประสานมือคำนับ "องค์ชายหก ฝ่าาเรียกพบพ่ะย่ะค่ะ เชิญพ่ะย่ะค่ะ!"
จิงอวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ในตอนนั้นเสียงขององค์ชายสี่จ้าวิเฉิงดังชัดเจนอยู่ไม่ไกล
"เสด็จพ่อ เื่แต่งตั้งรัชทายาทไม่อาจรั้งรอต่อไปได้อีกแล้ว ไม่ว่าเสด็จพ่อจะโปรดปรานบุตรคนใด ก็ควรตัดสินใจแต่เนิ่น ๆ... บัดนี้ข้าราชบริพารในราชสำนักต่างพากันหงาดหวั่น ขุนนางหลายคนแอบรวมหัวกันลับ ๆ
หากเกิดความไม่สงบขึ้น ราชวงศ์ของเราต้องเผชิญโศกนาฏกรรมพี่น้องเข่นฆ่ากันเป็แน่ ทว่าเื่นี้ยังเป็เื่รอง ข้ายิ่งไม่อยากเห็นองครักษ์และทหารใต้บังคับบัญชาของเหล่าราชวงศ์ต้องสละชีวิตเปล่าเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของพวกเรา พวกเขาล้วนเป็ชายชาติทหารที่ดีของต้าจ้าวทั้งสิ้น..."
จิงอวี่ชะงักฝีเท้า ได้ยินดังนั้นถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
‘ท่านพี่สี่ก็มาเพื่อเื่การแต่งตั้งรัชทายาทเช่นกันหรือ?’
แต่ท่านพี่สี่จ้าวิเฉิงเป็คนที่มีอุปนิสัยมั่นคง หนักแน่น และสุขุมรอบคอบมาโดยตลอด เหตุใดวันนี้จึงต้องมาเป็ผู้นำในเื่นี้ได้เล่า?
ฮ่องเต้จ้าวเห็นจิงอวี่เข้ามาก็แค่นเสียงเบา ๆ "วันนี้ช่างคึกคักเสียจริง ต่างทยอยกันมาหาข้าทีละคน"
"เสด็จพ่อ!"
จิงอวี่ไม่ได้คำนับอย่างเป็พิธีการ เพียงแค่ประสานมือคำนับเบา ๆ
เขาแอบเงยหน้าขึ้นมองชายชราที่กำลังจะมีอายุหกสิบปีผู้นี้ พบว่าบนศีรษะของพระองค์เต็มไปด้วยเส้นผมสีเงินยวง ในกลุ่มผมสีขาวนั้นมีเส้นผมสีดำแทรกอยู่เพียงไม่กี่เส้น พระพักตร์ดูอ่อนล้า เบ้าพระเนตรลึกโหล ริ้วรอยที่หางพระเนตรดูลึกยิ่งกว่าเบ้าพระเนตรเสียอีก สง่าราศีแห่งองค์ฮ่องเต้ที่เคยมีนั้นไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป กลับดูเหมือนคนชราธรรมดาที่ผอมแห้งไปเสียมากกว่า
จิงอวี่ชะงักงัน ‘เสด็จพ่อชราลงถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อใดกัน?’
ฮ่องเต้จ้าวส่งเสียงที่ปิดบังความเหนื่อยล้าไม่มิดแล้ว "องค์ชายหก เ้ามาทำอันใดก็ว่ามาเถิด"
"เสด็จพ่อ ข้าได้ยินว่าบุตรชายคนโตของท่านพี่รองถูกลอบสังหาร..."
จักรพรรดิจ้าวหรี่ตาลง "ใช่ แล้วเ้ารู้อะไรอีกบ้าง?"
"ข้าเพียงแต่ได้ยินว่ามีคนถูกลอบสังหาร แต่ไม่ทราบว่าเป็องค์ชายองค์ใด และเกิดเหตุร้ายหรือไม่" องค์ชายหกพูดอย่างคลุมเครือ ที่จริงจิงอวี่ไม่ได้โกหก เพระเขาไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงจริง ๆ
"เฉิงอวี้ตายแล้ว" ฮ่องเต้จ้าวหลับพระเนตรลงทันที
‘เป็จ้าวเฉิงอวี้จริง ๆ ด้วย หลานชายที่โปรดปรานเป็ที่สุด ทั้งยังตายทันทีเสียด้วย…’
จิงอวี่รู้สึกใจสั่นสะท้าน รีบถามทันที "จับตัวผู้ลงมือได้หรือไม่ขอรับ?"
"ผู้ลงมือคือนักดนตรีหญิงจากหอชิงอิน... เฉิงอวี้นัดสังสรรค์กับสหาย นางเป็ผู้ที่ได้รับเชิญมาบรรเลงดนตรีที่จวนอ๋อง ใครจะรู้ว่าระหว่างงานเลี้ยง นางจะชักกระบี่ที่ซ่อนไว้ในฉินออกมาลงมือ..."
จ้าวิเฉิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ดึงแขนเสื้อจิงอวี่พลางกระซิบเบา ๆ "เมื่อครู่ข้าได้ฟังรายงานจากด้านล่าง มือสังหารหญิงผู้นี้วรยุทธ์ไม่ธรรมดา คาดว่าอย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระดับชั้นหนึ่ง ด้วยวรยุทธ์ของนาง กอปรกับที่อยู่ใกล้เฉิงอวี้มาก องครักษ์ประจำตัวขวางไม่ทัน เฉิงอวี้ถูกกระบี่ฟันคอตายในทันที ถึงเทพเซียนก็ช่วยไม่ได้แล้ว"
"มือสังหารหญิงผู้นั้นเมื่อลงมือสำเร็จก็กัดยาลูกกลอนพิษใต้ลิ้นทันที ชั่วพริบตาก็สิ้นใจด้วยพิษ...ดูเหมือนจะเป็ทหารพลีชีพ"
จิงอวี่พึมพำ "เป็เช่นนี้นี่เอง... ถึงกับสามารถใช้ยอดฝีมือระดับหนึ่งเป็ทหารพลีชีพได้ ผู้อยู่เื้ัการลอบสังหารครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว"
จ้าวิเฉิงยิ้มขื่น "ตอนนี้ท่านพี่รองเสียสติไปแล้ว นางนำทหารองครักษ์ล้อมหอชิงอินจนน้ำไม่รั่ว นางคณิกาในหอชิงอินหลายสิบคนถูกกักตัวอยู่ข้างใน ว่ากันว่ายังมีแขกที่มีฐานะหลายคนถูกกักตัวไว้ด้วย..."
จิงอวี่ขมวดคิ้วกล่าว "เสด็จพ่อ เื่การแต่งตั้งรัชทายาทไม่อาจรอช้าได้อีกแล้ว หลายปีมานี้ท่านพี่รอง ท่านพี่สาม และท่านพี่ห้าต่างแย่งชิงบัลลังก์กันไปมา บัดนี้ถึงกับเกิดการลอบสังหารเกิดขึ้น เสียราชวงศ์ไปหนึ่งคน... หายนะกำลังใกล้เข้ามาแล้วขอรับ!"
ฮ่องเต้จ้าวทรงนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะถอนพระทัย "เราก็คิดว่าถึงเวลาแล้วเช่นกัน"
"องค์ชายสี่ เ้าว่าอย่างไร เ้าถึงกับมาโน้มน้าวข้าเื่การแต่งตั้งรัชทายาทด้วยตัวเขาเอง แล้วเ้าเล่าองค์ชายหก เ้าก็มาด้วยตัวเองเช่นกันหรือ?"
จิงอวี่พูดเสียงทุ้มต่ำว่า "น้องเจ็ดเคยมาหาข้าครั้งหนึ่ง พูดเื่นี้เล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครบังคับให้ข้ามา เื่นี้สมควรทำมาั้แ่ห้าปีก่อนแล้ว แต่กลับลากยาวมาจนถึงบัดนี้"
ทันใดนั้นคำพูดของฮ่องเต้ก็ดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาดลงมา
"องค์ชายหก เ้าอยากครองบัลลังก์หรือไม่?"