ซูเจินเป็คนที่ชอบสรรหาของอร่อยทานมาก เธอทานอาหารและขนมได้ทุกประเภท อีกทั้งเธอยังชอบทำอาหารเป็ชีวิตจิตใจ ดังนั้นในชีวิตที่แล้ว แม้ว่าเธอจะทำงานยุ่งมากแค่ไหน แต่เธอก็พยายามหาเวลาว่างเพื่อไปเข้าคอร์สเรียนทำอาหารและขนมอยู่เสมอ หรือแม้แต่ศึกษาจากคลิปวิดีโอจากเว็บต่างๆ ทำให้ซูเจินมีทักษะในการทำอาหารอยู่ในระดับดีทีเดียว อีกทั้งซูเจินยังมีห้องครัวที่มีอุปกรณ์ที่ครบครันและทันสมัย ซูเจินจึงมีโอกาสได้ฝึกฝนฝีมือของเธออยู่ตลอด แต่นั่นมันก็เป็เื่ในอดีต เพราะตอนนี้เธอคงพึ่งพาได้แค่ไมโครเวฟสุดรักของเธอเครื่องนี้เท่านั้น
ซูเจินตัดสินใจทำคุกกี้ช็อกโกแลตชิพและเค้กส้มหน้านิ่มที่ใช้ไมโครเวฟแทนการใช้เตาอบ ซูเจินทำขนมจนดึกถึงได้เข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย
“เจินเจิน ขนมที่แกทำอร่อยมาก ว่างๆ แกสอนฉันทำบ้างสิ” จูจื่อรั่วกินขนมพร้อมกับชมเพื่อนไม่หยุด
นอกจากซูเจินจะทำขนมมาขอบคุณจูจื่ออันแล้ว เธอยังทำขนมมาเผื่อเพื่อนรักของเธอด้วย
“อร่อยแกก็กินเยอะๆ เลยนะ” ซูเจินยกกล่องขนมขึ้นมาอีกหลายกล่อง “จื่อรั่ว วันนี้ฉันมีงานสอนพิเศษ ยังไงฉันฝากขนมกล่องใหญ่นี้ให้จื่ออันด้วยนะ ส่วนอีกสองกล่องเล็ก ฉันฝากแกเอาไปให้วั่งเจี๋ยและฟางซินแทนฉันที”
“ได้สิ ฉันจะเอาไปให้พวกเขาก่อนที่ฉันจะไปโรงพยาบาลก็แล้วกัน”
“ขอบใจแกมาก อย่าลืมขอบคุณจื่ออันแทนฉันด้วยนะ ฉันไปล่ะ” พูดจบซูเจินก็เดินไปขึ้นรถประจำทาง
เย่ชิงเฉินนั่งมองกล่องขนมที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้านิ่งสงบ แต่ดวงตากลับเต้นระริกแอบซ่อนความดีใจเอาไว้
“นี่นายจะนั่งมองให้มันได้อะไรขึ้นมา ฉันบอกว่าขนมพวกนี้ซูเจินเป็คนทำมาขอบคุณสำหรับรูปถ่ายที่เราส่งไปให้ ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว รูปถ่ายพวกนั้นเป็นายที่ส่งไปให้ ดังนั้นขนมหวานเพื่อแทนคำขอบคุณพวกนี้ควรจะเป็ของนาย” จูจื่ออันบอกกับเพื่อน
“ขนมพวกนี้ยัยขี้เหร่ ไม่ใช่สิ...ซูเจินเป็คนทำเองทั้งหมดเลยเหรอ” เย่ชิงเฉินถามอย่างแปลกใจ
“จื่อรั่วบอกมาอย่างนั้นนะ นี่ชิงเฉิน ฉันถามจริงๆ เถอะนะ นายสนใจซูเจินอยู่ใช่ไหม” จูจื่ออันมองเพื่อนอย่าง้าคำตอบ
“สนใจเหรอ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“ปกติแล้วเวลาที่นายเห็นใครเดือดร้อน ฉันก็ไม่เห็นว่านายอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยใครเลย หรือแม้แต่เวลาที่มีผู้หญิงเข้าใกล้นาย นายก็จะไม่พอใจและพยายามปลีกตัวออกห่างทุกครั้ง แต่กับซูเจิน ฉันเห็นว่านายจะคอยสนใจและคอยช่วยเหลือเธออยู่ตลอด หรือแม้แต่...นายยังไม่เคยหลบเธอเลยสักครั้งเวลาที่เธอเดินผ่านพวกเรา นายอย่าคิดที่จะปฏิเสธ แค่มองสายตาของนายตอนนี้ฉันก็แทบจะรู้คำตอบแล้ว”
“ฉันก็ยังสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน กับผู้หญิงคนอื่น อย่าว่าแต่เข้าใกล้ฉันเลย แค่มองหน้าหรือส่งสายตามาให้ฉัน ฉันก็รู้สึกไม่ดีแล้ว แต่กับเพื่อนพี่สาวนายคนนี้ ฉันไม่เพียงแต่ไม่อยากหลบเธอ กลับกลายเป็ว่าฉันอยากรู้เื่ราวทุกอย่างของเธอ หรือแม้แต่...ฉันอยากเห็นรอยยิ้มของเธออยู่ตลอด” เย่ชิงเฉินตอบจูจื่ออันอย่างไม่ปิดบังความรู้สึก
“แสดงว่านายชอบซูเจินจริงๆ ล่ะสินะ นายอยากให้ฉันช่วยอะไรเป็พิเศษไหม” จูจื่ออันถาม
“ยังไม่ต้องหรอก ฉันอยากให้ตัวเองมั่นใจอะไรให้มากกว่านี้ก่อน นายก็รู้นิสัยฉันดีว่าถ้าฉันอยากได้อะไร เมื่อฉันลงมือทำลงไปแล้ว ฉันไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง”
“ก็เพราะฉันรู้จักนิสัยของนายดีน่ะสิ ฉันขอเตือนนายไว้อย่างนะ ซูเจินเป็คนดีและน่าสงสารมาก ฉันอยากให้นายทบทวนหัวใจตัวเองให้ดี ก่อนที่นายจะตัดสินใจทำอะไรลงไป”
“ฉันรู้น่า” เย่ชิงเฉินรับปากเพื่อน พร้อมกับหยิบขนมที่อยู่ในกล่องส่งให้เพื่อนสองชิ้น “ฉันแบ่งคุกกี้กับเค้กให้นายนิดหน่อย ส่วนที่เหลือเป็ของฉัน”
“เฮ้ย...ขนมมีตั้งเยอะแยะ นายแบ่งให้ฉันแค่นี้”
“ไหนนายบอกว่ารูปถ่ายพวกนั้นเป็ผลงานของฉัน ขนมนี่ก็ควรจะเป็ค่าตอบแทนของฉัน ฉันมีน้ำใจแบ่งให้นายแล้ว นายยังอยากได้มากกว่านี้อีกเหรอ” เย่ชิงเฉินปิดกล่องขนมขึ้นแล้วเดินเอาไปในห้องครัว
“เออๆ ขอบใจนายมากที่ยอมแบ่งขนมให้ฉัน แต่ไม่เป็ไรหรอก ถ้าฉันอยากกินอีก ฉันแค่ฝากจื่อรั่วไปบอกให้ยัยนั่นทำให้ฉันกินใหม่ก็ได้” จูจื่ออันพูดอย่างอารมณ์ดี
“นายไม่อยากให้ฉันช่วยแก้โค้ดวิชาเขียนโปรแกรมให้แล้วใช่ไหม” เย่ชิงเฉินถามทั้งที่ก้มหน้าหยิบเค้กใส่จาน
“นาย...นี่...โอเคๆ ผมจะไม่ไปรบกวนคุณซูเจินแล้วก็ได้ครับ วิชาเขียนโปรแกรมในเทอมหน้า ผมคงต้องขอรบกวนคุณชายให้ช่วยเหลือผมด้วย ถ้าผมทำเกรดออกมาได้ไม่ดี โอกาสที่ผมจะไปเรียนต่อที่เมืองนอกกับคุณชาย ผมคงจะไม่มีหวังเสียแล้ว” จูจื่ออันแสร้งทำท่าประสานมือขอร้องอย่างสุภาพ
เย่ชิงเฉินและจูจื่ออันมองหน้ากันสักพักก่อนที่จะหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ เป็เพราะทั้งคู่สนิทกันและไม่เคยมีเื่ที่ต้องปิดบังกัน ทำให้ทั้งคู่คุยกันได้ทุกเื่จริงๆ
วันเปิดภาคเรียน ซูเจินไปมหาวิทยาลัยอย่างมีความสุข ปัญหาเื่ทุนการศึกษาและกัวจิ้งหยวนได้รับการแก้ไขแล้ว ต่อไปนี้เธอจะตั้งใจเรียน และทำงานพิเศษเพื่อเก็บเงินส่วนตัวไว้ให้มากที่สุด ถึงแม้ในบัญชีของเธอตอนนี้จะมีเงินก้อนใหญ่ที่หลินกรุ๊ปโอนเข้ามาให้ แต่เพราะมันเป็เงินก้อนเดียวที่เธอจะต้องบริหารมันให้ดี ทั้งเพื่อใช้เรียนและใช้ในการดำรงชีวิต ดังนั้นเธอจะต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและรอบคอบ
“เจินเจิน เธอมาแล้วเหรอ มานี่เร็วๆ เข้า มาดูของฝากที่ฉันซื้อมาให้พวกเธอสิ” หลิวฟางซินเรียกเพื่อนอย่างดีใจ
หลิวฟางซินเปิดถุงของฝากที่เธอซื้อมาให้เพื่อนดู ซูเจิน จูจื่อรั่ว และมู่วั่งเจี๋ยมองของฝากตาค้างกันเป็แถว
“ฟางซิน เธอใช้เงินหมดไปเท่าไหร่เนี่ย ทำไมขนมมันเยอะแยะอย่างนี้ล่ะ” จูจื่อรั่วถามก่อนเพื่อนคนอื่น
“คุณหนูฟางซิน ผมขอบคุณคุณหนูมากเลยนะครับ แต่ขนมมากมายขนาดนี้ คุณคิดจะให้พวกผมเป็เบาหวานกันไปข้างหนึ่งเลยหรือครับ ใช่ไหมครับคุณหมอจู” มู่วั่งเจี๋ยแกล้งแซวเพื่อน
“แหม...คุณวั่งเจี๋ยคะ คุณรีบๆ รับขนมพวกนี้ไปเถอะค่ะ ฉันไม่ได้ซื้อมาฝากคุณนะคะอย่าเข้าใจผิด ฉันซื้อมาฝากคุณพ่อคุณแม่ของคุณต่างหาก” หลิวฟางซินแกล้งประชดกลับ
“พอแล้วๆ ดูหน้าแต่ละคนสิ ดีใจที่ได้ของฝากจากฟางซินกันทั้งนั้น ยังจะมาทำพูดมากกันอีก ถ้าพวกเธอไม่เอา งั้น...ฟางซิน ของฝากพวกนี้ฉันเอากลับคนเดียวเลยก็แล้วกันนะ” ซูเจินพูดพร้อมกับรวมของมาวางไว้หน้าตัวเอง
จูจื่อรั่วและมู่วั่งเจี๋ยเห็นอย่างนั้นก็รีบคว้าถุงของฝากไว้ไม่ให้ซูเจินดึงไปได้ พร้อมทั้งแกล้งตีมือเพื่อนให้ปล่อยมือจากถุงเบาๆ
“ฟางซินฉันแค่แซวเธอเล่นไปอย่างนั้นเอง ฉันขอบใจเธอมากนะ ฉันจะกินของฝากพวกนี้อย่างอร่อยให้สมกับที่เธอหอบหิ้วมาไกลเลยล่ะ” มู่วั่งเจี๋ยพูดพร้อมกะพริบตาปริบๆ
“พวกเธอเอาไปแบ่งกันดีๆ ล่ะ เจินเจินคือ...เอ่อ...เธอกับกัวจิ้งหยวนเลิกกันแล้วเหรอ” หลิวฟางซินถามซูเจินอย่างไม่ค่อยเต็มเสียง
“อืม...เราเลิกกันแล้วล่ะ ว่าแต่เธอไปรู้ข่าวนี้มาจากไหน ฉันยังไม่เคยเล่าเื่นี้ให้เธอฟังเลยนะ” ซูเจินตอบ
ซูเจิน จูจื่อรั่ว และมู่วั่งเจี๋ยหันไปมองหน้ากันอย่างสงสัย เพราะเื่ที่ซูเจินเลิกกับกัวจิ้งหยวน พวกเขายังไม่ได้เล่าให้ใครฟัง แล้วหลิวฟางซินรู้เื่นี้มาจากที่ไหน