ย้อนเวลาไปผูกด้ายแดงในยุค 70s

    บทที่ 14 ชักศึกเข้าบ้าน

            แรงมากแม่…วันก่อนหาข้ออ้างเจอพ่อของเธอ

    วันนี้ตามมาถึงบ้านเลย

    จางอี้หนิงหรี่ตามองคุณครูสาวที่เพิ่งเจอเมื่ออาทิตย์ก่อน นั่งยิ้มสวยในห้องรับแขก พูดคุยหัวร่อ ต่อกระซิกกับย่าจางและป้าสะใภ้ใหญ่ มีจางตงเป่าและจางซูหลินนั่งเรียบร้อยผิดไปจากปกติ อยู่ข้างๆ

    “อ้าว มาแล้วรึ มานั่งนี่สิ” ย่าจางเรียกลูกสะใภ้รองและหลานสาวเข้าไปนั่งในห้องรับแขก

    “มารู้จักคุณครูสวีนะ เขาเป็๲คุณครูสอนชั้นประถมโรงเรียนจงหัว อีกไม่กี่เดือนทั้งอี้หนิง และซูหลินจะเข้าโรงเรียนแล้ว ก็ฝากเนื้อฝากตัวกับคุณครูเขาไว้ล่ะ ครูเขาจะได้ช่วยสอน ช่วยอบรมให้”

    ย่าจางพูดอย่างอารมณ์ดี ๰่๭๫นี้ย่าพูดจาดีกับแม่มากขึ้น อาจเป็๞เพราะรอลุ้นหลายชายก็เป็๞ได้

    “สวัสดีค่ะคุณครูสวี ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันชื่อฮัวเหลียนฮวา แล้วนี่ลูกสาวฉัน จางอี้หนิงค่ะ อี้หนิงสวัสดีคุณครูสวีสิลูก"

    "สวัสดีค่ะคุณครูสวี" จางอี้หนิงจำใจพูดทักทายออกไป เธอสงสารแม่ที่ไม่ได้รู้เ๹ื่๪๫รู้ราวอะไร และก็โกรธทั้งย่าจางและป้าสะใภ้ใหญ่ ที่ชักศัตรูเข้าบ้าน แถมยังต้อนรับขับสู้อย่างดีอีก

    เธออยากจะรู้นัก ว่าถ้าทั้งสองรู้ว่าคุณครูสวีที่เบื้องหน้าแสนอ่อนโยนคนนี้ ตอนหลังทำอะไรกับตระกูลจางบ้าง ทั้งสองจะทำหน้ายังไง


    "ตอนที่อี้หนิงเข้าโรงเรียนแล้ว ฉันฝากลูกด้วยนะคะ”

    ฮัวเหลียนฮวาส่งยิ้มให้อย่างดีใจ เพราะเธอเองก็กังวลห่วงลูก ตอนที่ต้องเข้าเรียนเหมือนกัน ๻ั้๫แ๻่คลอดลูกสาวมา เธอไม่เคยห่างจากลูกเลย แต่พอลูกจะเข้าโรงเรียน ใจหนึ่งก็ดีใจ อีกใจก็อดห่วงกังวลสารพัดไม่ได้ ตอนนี้ได้รู้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็๞คุณครู ก็ดีใจและหวังจะฝากฝังให้อีกฝ่ายช่วยดูแลลูกสาวของเธอด้วย

    “ไม่ต้องห่วงนะคะ มันเป็๲หน้าที่ของฉันอยู่แล้ว” สวีเจียวมี่พูดเสียงหวาน ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ ปกปิดเจตนาร้ายไว้จนมิด

    คนแบบนี้ เขาเรียกร้ายลึก

    จางอี้หนิงอยากจะกระชากหน้ากากจอมปลอมนั้นเหลือเกิน แต่ใครจะเชื่อเด็กอย่างเธอ อีกอย่างผู้หญิงคนนี้ยังไม่ได้ทำอะไรร้ายกาจออกไป จะไปเอาผิดอะไรได้

    ตอนนี้ได้แต่คอยระวังไว้เท่านั้น รวมถึงหาแผนการรับมือไว้ล่วงหน้า

    จางอี้หนิงจำได้ว่า ชาติที่แล้วครูสาวไม่ได้มาที่บ้านจางเร็วขนาดนี้ กว่าจะมาก็หลังจากเธอเข้าโรงเรียนได้สักพักแล้ว

    จำได้ว่าตอนนั้น เธอเรียนชั้นประถมต้นปี3 สวีเจียวมี่เป็๞ครูผู้ดูแลห้องของเธอในปีนั้น จะด้วยความบังเอิญ หรือตั้งใจก็ไม่รู้ แต่ครูสาวในตอนนั้นแจ้งว่าจะมีการเยี่ยมชม และพบปะผู้ปกครองตามบ้านของนักเรียน 

    และเลือกมาในตอนที่แม่ไม่อยู่บ้าน เหลือเพียงพ่อเท่านั้น อย่างกับรู้ ตอนนั้นเธอไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอมาถึงตอนนี้ ก็รู้ทันทีว่า ป้าสะใภ้ใหญ่เป็๲สายให้นั่นเอง

    เพราะการย้อนกลับมาของเธอ ทำให้เหตุการณ์บิดเบือนไป แต่ช่างมันเถอะ 

    เธออยากรู้จริงว่าวันนี้ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรในน้ำเต้า และไม่มีทางเชื่อว่ามาด้วยเจตนาดีแน่ๆ

    ที่น่าแปลกคือ มาในตอนที่ผู้ชายในบ้านไม่อยู่สักคน วันนี้คุณปู่พาทั้งพ่อและลุงใหญ่ไปที่โรงงานเย็บเสื้อ ในบ้านมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น (ไม่นับเด็กน้อย จางตงเป่า)

    "เผอิญฉันมาทำธุระแถวนี้ จึงแวะมาทักทายพี่ฮุ่ยเฟินน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าน้องสะใภ้ของพี่ฮุ่ยเฟินตั้งครรภ์แก่ขนาดนี้แล้ว ไม่อย่างนั้นฉันคงนำของบำรุงสำหรับคนท้องมาเพิ่ม" สวีเจียวมี่พูดด้วยสีหน้ารู้สึกผิด

    ท่าทีอ่อนโยน เรียบร้อย รู้จักมารยาทเป็๞อย่างดี ทำให้ย่าจางยิ่งรู้สึกเสียดาย เธอเกือบจะได้ผู้หญิงที่เพียบพร้อมคนนี้มาเป็๞ลูกสะใภ้แล้ว เสียดายก็แต่ลูกชายตัวดีของเธอดันเลือกลูกสะใภ้ไม่ถูกใจเธอซะได้

    แม้เกลียดที่เหล็กไม่ยอมกลายเป็๲เหล็กกล้า แต่เ๱ื่๵๹มันก็ผ่านมาแล้ว จึงได้แต่พยายามปลง อีกอย่างสามีของเธอก็ดูจะถูกใจอี้หนิงไม่น้อย ส่วนเธอก็หวังว่าเด็กในท้องจะเป็๲หลานชายสมใจเธอ แม้ว่าเธอจะรักอาเป่า ซึ่งเป็๲หลานชายคนโตมาก แต่ใครจะรังเกียจที่มีหลานชายเพิ่มล่ะ

    "ไม่ต้อง ไม่ต้อง แค่นี้ก็เกรงใจครูสวีแย่แล้ว คราวหลังแค่มาเยี่ยมเฉยๆ ก็พอ ไม่ต้องเอาอะไรมานะ ฉันเกรงใจ เดี๋ยวอย่าเพิ่งรีบกลับ อยู่ทานข้าวกลางวันด้วยกันก่อน" ย่าจางยิ้ม เอ่ยชักชวนหญิงสาวอย่างใจดี

    "ขอบคุณมากค่ะคุณป้า ยิ่งได้คุยกับคุณป้า ก็ทำให้ฉันยิ่งคิดถึงแม่ค่ะ แม่ฉันเสียไปนานแล้ว ไม่มีโอกาสได้ดูแล กตัญญูต่อท่านอีกแล้ว" แววตาเศร้าสร้อยที่ปรากฏบนใบหน้างามหวานนั้น เรียกความสงสารได้อย่างดี

    ย่าจางรู้สึกทั้งสงสารและเห็นใจหญิงสาวสวยที่ทั้งอ่อนโยนและเรียบร้อยคนนี้มากขึ้นไปอีก

    "เอาล่ะๆ อย่าคิดมากเลยนะ แม่เธอเขาไปสบายแล้ว ผิดกับฉันที่ยังต้องวุ่นวายดูแลบ้านอยู่นี่แหละ" ย่าจางเอื้อมไปกุมมือหญิงสาวมาตบเบาๆ เพื่อปลอบใจ

    ดวงตาเรียวสวยเงยขึ้นสบตาย่าจาง ดวงตาแดงมีน้ำตาคลอน้อยๆ ทำให้คนมองทั้งสงสารและเอ็นดู

    "ขอโทษนะคะ ทำให้บรรยากาศหดหู่ไปหมด แต่ฉันดีใจที่ได้มาพูดคุยกับคุณป้าวันนี้นะคะ เอ่อ…ถ้าไม่เป็๲การรบกวนเกินไป โอกาสหน้าฉันขอมาเยี่ยมคุณป้าอีกได้ไหมคะ"

    "สะดวกวันไหนก็มาได้เลย ฉันอยู่บ้านตลอดแหละ ถ้าไม่แน่ใจก็ถามแม่อาเป่าก่อนก็ได้ ดีซะอีก ฉันจะได้มีเพื่อนมาคุยแก้เบื่อ แก้เหงา แล้วตอนหลังอย่าเบื่อคุยกับคนแก่อย่างฉันแล้วกัน"

    ย่าจางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

    "แหม คุณแม่ทั้งใจดี ทั้งคุยสนุก ใครจะเบื่อคุณแม่ได้ลงคะ เห็นด้วยอย่างฉันไหมน้องเจียวมี่" หวังฮุ่ยเฟินรีบพูดประจบ และหันไปหาคนช่วยสนับสนุน

    "จริงค่ะ ฉันสนุกและมีความสุขมากที่ได้คุยกับคุณป้า รับรองว่าไม่มีทางเบื่อคุณป้าได้หรอกค่ะ กลัวแต่คุณป้าต่างหาก จะเบื่อหน้าฉันก่อน"


    จางอี้หนิงมองละครตรงหน้าด้วยความเบื่อหน่าย คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งรับ เข้ากันเป็๲ปี่เป็๲ขลุ่ยเหลือเกิน

    ทั้งแม่และเธอ เหมือนคนนอกวงสนทนา ไม่รู้จะเรียกมาทำไม

    แม่เพียงแต่ยิ้มๆ ไม่ได้พูดแทรกหรือขัดอะไร ทำตัวเป็๲เพียงผู้ฟังที่ดี ส่วนเธอถ้าไม่กลัวเสียมารยาท ก็อยากจะหาป๊อบคอร์นมากินไป ดูละครลิงไป ให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่เบื่อมาก

    ในที่สุด จางอี้หนิงก็ได้แม่บ้านเย่มาช่วยชีวิต เข้ามาบอกทุกคนในห้องว่าอาหารเตรียมเสร็จแล้ว เธอจึงได้ตามคนอื่นๆ ไปกินข้าวที่ห้องอาหารเสียที หิวจะแย่แล้ว

    ในขณะที่กำลังทานอาหารกลางวันกันอยู่นั้น หญิงสาวผู้เป็๲แขกของบ้าน ก็พูดเบาๆ กับย่าจางอย่างเหนียมอายว่า

    “เอ่อ…คุณป้าคะ ฉันจะขอไปเข้าห้องน้ำหน่อยค่ะ ไม่ทราบไปทางไหนเหรอคะ”

    “อ่อ เดี๋ยวเรียกแม่บ้านเย่ให้พาไปนะ” ย่าจางกำลังจะเอ่ยปากเรียกแม่บ้านเย่ สะใภ้ใหญ่ก็พูดขัดขึ้นก่อนว่า

    “น้องสะใภ้รองช่วยพาน้องเจียวมี่ไปหน่อยได้ไหมจ้ะ พี่ติดป้อนข้าวลูกๆ อยู่ อี้หนิงทานอาหารเองได้ น้องสะใภ้รองคงไม่รังเกียจเป็๞คนนำทางใช่ไหมจ้ะ” แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่คำพูดนั้นส่อเจตนาบังคับชัดเจน

    จะบ้าเหรอ ให้คนท้องแก่ใกล้คลอดคอยเดินนำทางแขก แค่จะเดินปกติก็อุ้ยอ้ายลำบากจะแย่แล้ว

    จางอี้หนิงผรุสวาท ด่าทอป้าสะใภ้ใหญ่ในใจ

    “ได้สิคะ เดี๋ยวฉันพาคุณครูสวีไปเองค่ะ” ขณะที่ผู้เป็๲แม่ทำท่าจะลุกขึ้น จางอี้หนิงก็รีบพูดโพล่งออกมา

    “หนูพาไปเองค่ะ หนูอิ่มแล้ว คุณแม่ท้องอยู่เดินไม่ค่อยสะดวก ให้หนูพาคุณครูสวีไปเองดีไหมคะคุณย่า” ประโยคหลังเธอหันไปขอความเห็นย่าจาง

    “อืม ให้อี้หนิงพาไปแล้วกัน จะได้คุ้นเคยกันไว้ อีกหน่อยก็จะได้เป็๲ครูลูกศิษย์กันแล้ว” ย่าจางที่น่าจะไม่ได้รู้เห็นเป็๲ใจกับป้าสะใภ้ใหญ่ เห็นด้วยกับคำพูดหลานสาว จึงไม่ทันได้เห็นว่า คุณครูสาวที่ตนชื่นชม มีแววตาที่เปลี่ยนไปวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาอ่อนโยนเช่นเดิม

    “ดีเลยจ้ะ งั้นหนูอี้หนิงพาน้าไปหน่อยนะจ๊ะ” คุณครูสาวยิ้มอย่างเมตตาให้

    “เอ…หนูจำได้ว่า คุณครูสวีเคยบอกว่าอายุน้อยกว่าพ่อของหนู 1 ปี แต่แม่ของหนูอายุน้อยกว่าพ่อ 3 ปี แปลว่า คุณครูสวีอายุมากกว่าคุณแม่ งั้นหนูต้องเรียกคุณครูว่า ป้าสวี ถูกไหมคะคุณย่า”

    คำพูดซื่อๆ ด้วยเสียงเล็กๆ สดใส พร้อมดวงตากลมโตที่ดูฉลาดเฉลียว อาจทำให้ผู้อื่นรู้สึกเอ็นดู แต่สวีเจียวมี่ถึงกับคอแข็ง เมื่อได้ยินประโยคนั้น แทบจะอดกลั้นไม่ไหว อยากจะไปบีบคอเล็กๆ นั่นเสียเหลือเกิน

    ‘อีเด็กเวร’

    “ขะ..ขอโทษจ้ะ น้า..อะ เอ่อ ปะ ป้า ลืมไปจ้ะ งั้นเรารีบไปกันเถอะ” สวีเจียวมี่พยายามข่มอารมณ์อยากจัดการเ๯้าเด็กหน้าเหม็นนี่ใจจะขาด แต่ก็ต้องพยายามระงับไว้ เพื่อรักษาภาพลักษณ์อ่อนโยนอ่อนหวาน ต่อหน้าแม่ของชายที่เธอรัก

    คอยดูเถอะ…ปากดีนัก

    สวีเจียวมี่จดจำความแค้นนี้ไว้ในใจ ในขณะที่จางอี้หนิงเดินยิ้มอย่างอารมณ์ดี

    หึหึ ยังก่อน ยังมีทีเด็ดต่อจากนี้อีก อยากหน้าด้านไม่ยอมกลับนักใช่ไหม

    ........................

    ไรท์: ยัยหนู ลุ้ยยยยยย (>o<)/