แรงมากแม่…วันก่อนหาข้ออ้างเจอพ่อของเธอ
วันนี้ตามมาถึงบ้านเลย
จางอี้หนิงหรี่ตามองคุณครูสาวที่เพิ่งเจอเมื่ออาทิตย์ก่อน นั่งยิ้มสวยในห้องรับแขก พูดคุยหัวร่อ ต่อกระซิกกับย่าจางและป้าสะใภ้ใหญ่ มีจางตงเป่าและจางซูหลินนั่งเรียบร้อยผิดไปจากปกติ อยู่ข้างๆ
“อ้าว มาแล้วรึ มานั่งนี่สิ” ย่าจางเรียกลูกสะใภ้รองและหลานสาวเข้าไปนั่งในห้องรับแขก
“มารู้จักคุณครูสวีนะ เขาเป็คุณครูสอนชั้นประถมโรงเรียนจงหัว อีกไม่กี่เดือนทั้งอี้หนิง และซูหลินจะเข้าโรงเรียนแล้ว ก็ฝากเนื้อฝากตัวกับคุณครูเขาไว้ล่ะ ครูเขาจะได้ช่วยสอน ช่วยอบรมให้”
ย่าจางพูดอย่างอารมณ์ดี ่นี้ย่าพูดจาดีกับแม่มากขึ้น อาจเป็เพราะรอลุ้นหลายชายก็เป็ได้
“สวัสดีค่ะคุณครูสวี ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันชื่อฮัวเหลียนฮวา แล้วนี่ลูกสาวฉัน จางอี้หนิงค่ะ อี้หนิงสวัสดีคุณครูสวีสิลูก"
"สวัสดีค่ะคุณครูสวี" จางอี้หนิงจำใจพูดทักทายออกไป เธอสงสารแม่ที่ไม่ได้รู้เื่รู้ราวอะไร และก็โกรธทั้งย่าจางและป้าสะใภ้ใหญ่ ที่ชักศัตรูเข้าบ้าน แถมยังต้อนรับขับสู้อย่างดีอีก
เธออยากจะรู้นัก ว่าถ้าทั้งสองรู้ว่าคุณครูสวีที่เบื้องหน้าแสนอ่อนโยนคนนี้ ตอนหลังทำอะไรกับตระกูลจางบ้าง ทั้งสองจะทำหน้ายังไง
"ตอนที่อี้หนิงเข้าโรงเรียนแล้ว ฉันฝากลูกด้วยนะคะ”
ฮัวเหลียนฮวาส่งยิ้มให้อย่างดีใจ เพราะเธอเองก็กังวลห่วงลูก ตอนที่ต้องเข้าเรียนเหมือนกัน ั้แ่คลอดลูกสาวมา เธอไม่เคยห่างจากลูกเลย แต่พอลูกจะเข้าโรงเรียน ใจหนึ่งก็ดีใจ อีกใจก็อดห่วงกังวลสารพัดไม่ได้ ตอนนี้ได้รู้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็คุณครู ก็ดีใจและหวังจะฝากฝังให้อีกฝ่ายช่วยดูแลลูกสาวของเธอด้วย
“ไม่ต้องห่วงนะคะ มันเป็หน้าที่ของฉันอยู่แล้ว” สวีเจียวมี่พูดเสียงหวาน ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ ปกปิดเจตนาร้ายไว้จนมิด
คนแบบนี้ เขาเรียกร้ายลึก
จางอี้หนิงอยากจะกระชากหน้ากากจอมปลอมนั้นเหลือเกิน แต่ใครจะเชื่อเด็กอย่างเธอ อีกอย่างผู้หญิงคนนี้ยังไม่ได้ทำอะไรร้ายกาจออกไป จะไปเอาผิดอะไรได้
ตอนนี้ได้แต่คอยระวังไว้เท่านั้น รวมถึงหาแผนการรับมือไว้ล่วงหน้า
จางอี้หนิงจำได้ว่า ชาติที่แล้วครูสาวไม่ได้มาที่บ้านจางเร็วขนาดนี้ กว่าจะมาก็หลังจากเธอเข้าโรงเรียนได้สักพักแล้ว
จำได้ว่าตอนนั้น เธอเรียนชั้นประถมต้นปี3 สวีเจียวมี่เป็ครูผู้ดูแลห้องของเธอในปีนั้น จะด้วยความบังเอิญ หรือตั้งใจก็ไม่รู้ แต่ครูสาวในตอนนั้นแจ้งว่าจะมีการเยี่ยมชม และพบปะผู้ปกครองตามบ้านของนักเรียน
และเลือกมาในตอนที่แม่ไม่อยู่บ้าน เหลือเพียงพ่อเท่านั้น อย่างกับรู้ ตอนนั้นเธอไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอมาถึงตอนนี้ ก็รู้ทันทีว่า ป้าสะใภ้ใหญ่เป็สายให้นั่นเอง
เพราะการย้อนกลับมาของเธอ ทำให้เหตุการณ์บิดเบือนไป แต่ช่างมันเถอะ
เธออยากรู้จริงว่าวันนี้ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรในน้ำเต้า และไม่มีทางเชื่อว่ามาด้วยเจตนาดีแน่ๆ
ที่น่าแปลกคือ มาในตอนที่ผู้ชายในบ้านไม่อยู่สักคน วันนี้คุณปู่พาทั้งพ่อและลุงใหญ่ไปที่โรงงานเย็บเสื้อ ในบ้านมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น (ไม่นับเด็กน้อย จางตงเป่า)
"เผอิญฉันมาทำธุระแถวนี้ จึงแวะมาทักทายพี่ฮุ่ยเฟินน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าน้องสะใภ้ของพี่ฮุ่ยเฟินตั้งครรภ์แก่ขนาดนี้แล้ว ไม่อย่างนั้นฉันคงนำของบำรุงสำหรับคนท้องมาเพิ่ม" สวีเจียวมี่พูดด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
ท่าทีอ่อนโยน เรียบร้อย รู้จักมารยาทเป็อย่างดี ทำให้ย่าจางยิ่งรู้สึกเสียดาย เธอเกือบจะได้ผู้หญิงที่เพียบพร้อมคนนี้มาเป็ลูกสะใภ้แล้ว เสียดายก็แต่ลูกชายตัวดีของเธอดันเลือกลูกสะใภ้ไม่ถูกใจเธอซะได้
แม้เกลียดที่เหล็กไม่ยอมกลายเป็เหล็กกล้า แต่เื่มันก็ผ่านมาแล้ว จึงได้แต่พยายามปลง อีกอย่างสามีของเธอก็ดูจะถูกใจอี้หนิงไม่น้อย ส่วนเธอก็หวังว่าเด็กในท้องจะเป็หลานชายสมใจเธอ แม้ว่าเธอจะรักอาเป่า ซึ่งเป็หลานชายคนโตมาก แต่ใครจะรังเกียจที่มีหลานชายเพิ่มล่ะ
"ไม่ต้อง ไม่ต้อง แค่นี้ก็เกรงใจครูสวีแย่แล้ว คราวหลังแค่มาเยี่ยมเฉยๆ ก็พอ ไม่ต้องเอาอะไรมานะ ฉันเกรงใจ เดี๋ยวอย่าเพิ่งรีบกลับ อยู่ทานข้าวกลางวันด้วยกันก่อน" ย่าจางยิ้ม เอ่ยชักชวนหญิงสาวอย่างใจดี
"ขอบคุณมากค่ะคุณป้า ยิ่งได้คุยกับคุณป้า ก็ทำให้ฉันยิ่งคิดถึงแม่ค่ะ แม่ฉันเสียไปนานแล้ว ไม่มีโอกาสได้ดูแล กตัญญูต่อท่านอีกแล้ว" แววตาเศร้าสร้อยที่ปรากฏบนใบหน้างามหวานนั้น เรียกความสงสารได้อย่างดี
ย่าจางรู้สึกทั้งสงสารและเห็นใจหญิงสาวสวยที่ทั้งอ่อนโยนและเรียบร้อยคนนี้มากขึ้นไปอีก
"เอาล่ะๆ อย่าคิดมากเลยนะ แม่เธอเขาไปสบายแล้ว ผิดกับฉันที่ยังต้องวุ่นวายดูแลบ้านอยู่นี่แหละ" ย่าจางเอื้อมไปกุมมือหญิงสาวมาตบเบาๆ เพื่อปลอบใจ
ดวงตาเรียวสวยเงยขึ้นสบตาย่าจาง ดวงตาแดงมีน้ำตาคลอน้อยๆ ทำให้คนมองทั้งสงสารและเอ็นดู
"ขอโทษนะคะ ทำให้บรรยากาศหดหู่ไปหมด แต่ฉันดีใจที่ได้มาพูดคุยกับคุณป้าวันนี้นะคะ เอ่อ…ถ้าไม่เป็การรบกวนเกินไป โอกาสหน้าฉันขอมาเยี่ยมคุณป้าอีกได้ไหมคะ"
"สะดวกวันไหนก็มาได้เลย ฉันอยู่บ้านตลอดแหละ ถ้าไม่แน่ใจก็ถามแม่อาเป่าก่อนก็ได้ ดีซะอีก ฉันจะได้มีเพื่อนมาคุยแก้เบื่อ แก้เหงา แล้วตอนหลังอย่าเบื่อคุยกับคนแก่อย่างฉันแล้วกัน"
ย่าจางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"แหม คุณแม่ทั้งใจดี ทั้งคุยสนุก ใครจะเบื่อคุณแม่ได้ลงคะ เห็นด้วยอย่างฉันไหมน้องเจียวมี่" หวังฮุ่ยเฟินรีบพูดประจบ และหันไปหาคนช่วยสนับสนุน
"จริงค่ะ ฉันสนุกและมีความสุขมากที่ได้คุยกับคุณป้า รับรองว่าไม่มีทางเบื่อคุณป้าได้หรอกค่ะ กลัวแต่คุณป้าต่างหาก จะเบื่อหน้าฉันก่อน"
จางอี้หนิงมองละครตรงหน้าด้วยความเบื่อหน่าย คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งรับ เข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ยเหลือเกิน
ทั้งแม่และเธอ เหมือนคนนอกวงสนทนา ไม่รู้จะเรียกมาทำไม
แม่เพียงแต่ยิ้มๆ ไม่ได้พูดแทรกหรือขัดอะไร ทำตัวเป็เพียงผู้ฟังที่ดี ส่วนเธอถ้าไม่กลัวเสียมารยาท ก็อยากจะหาป๊อบคอร์นมากินไป ดูละครลิงไป ให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่เบื่อมาก
ในที่สุด จางอี้หนิงก็ได้แม่บ้านเย่มาช่วยชีวิต เข้ามาบอกทุกคนในห้องว่าอาหารเตรียมเสร็จแล้ว เธอจึงได้ตามคนอื่นๆ ไปกินข้าวที่ห้องอาหารเสียที หิวจะแย่แล้ว
ในขณะที่กำลังทานอาหารกลางวันกันอยู่นั้น หญิงสาวผู้เป็แขกของบ้าน ก็พูดเบาๆ กับย่าจางอย่างเหนียมอายว่า
“เอ่อ…คุณป้าคะ ฉันจะขอไปเข้าห้องน้ำหน่อยค่ะ ไม่ทราบไปทางไหนเหรอคะ”
“อ่อ เดี๋ยวเรียกแม่บ้านเย่ให้พาไปนะ” ย่าจางกำลังจะเอ่ยปากเรียกแม่บ้านเย่ สะใภ้ใหญ่ก็พูดขัดขึ้นก่อนว่า
“น้องสะใภ้รองช่วยพาน้องเจียวมี่ไปหน่อยได้ไหมจ้ะ พี่ติดป้อนข้าวลูกๆ อยู่ อี้หนิงทานอาหารเองได้ น้องสะใภ้รองคงไม่รังเกียจเป็คนนำทางใช่ไหมจ้ะ” แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่คำพูดนั้นส่อเจตนาบังคับชัดเจน
จะบ้าเหรอ ให้คนท้องแก่ใกล้คลอดคอยเดินนำทางแขก แค่จะเดินปกติก็อุ้ยอ้ายลำบากจะแย่แล้ว
จางอี้หนิงผรุสวาท ด่าทอป้าสะใภ้ใหญ่ในใจ
“ได้สิคะ เดี๋ยวฉันพาคุณครูสวีไปเองค่ะ” ขณะที่ผู้เป็แม่ทำท่าจะลุกขึ้น จางอี้หนิงก็รีบพูดโพล่งออกมา
“หนูพาไปเองค่ะ หนูอิ่มแล้ว คุณแม่ท้องอยู่เดินไม่ค่อยสะดวก ให้หนูพาคุณครูสวีไปเองดีไหมคะคุณย่า” ประโยคหลังเธอหันไปขอความเห็นย่าจาง
“อืม ให้อี้หนิงพาไปแล้วกัน จะได้คุ้นเคยกันไว้ อีกหน่อยก็จะได้เป็ครูลูกศิษย์กันแล้ว” ย่าจางที่น่าจะไม่ได้รู้เห็นเป็ใจกับป้าสะใภ้ใหญ่ เห็นด้วยกับคำพูดหลานสาว จึงไม่ทันได้เห็นว่า คุณครูสาวที่ตนชื่นชม มีแววตาที่เปลี่ยนไปวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาอ่อนโยนเช่นเดิม
“ดีเลยจ้ะ งั้นหนูอี้หนิงพาน้าไปหน่อยนะจ๊ะ” คุณครูสาวยิ้มอย่างเมตตาให้
“เอ…หนูจำได้ว่า คุณครูสวีเคยบอกว่าอายุน้อยกว่าพ่อของหนู 1 ปี แต่แม่ของหนูอายุน้อยกว่าพ่อ 3 ปี แปลว่า คุณครูสวีอายุมากกว่าคุณแม่ งั้นหนูต้องเรียกคุณครูว่า ป้าสวี ถูกไหมคะคุณย่า”
คำพูดซื่อๆ ด้วยเสียงเล็กๆ สดใส พร้อมดวงตากลมโตที่ดูฉลาดเฉลียว อาจทำให้ผู้อื่นรู้สึกเอ็นดู แต่สวีเจียวมี่ถึงกับคอแข็ง เมื่อได้ยินประโยคนั้น แทบจะอดกลั้นไม่ไหว อยากจะไปบีบคอเล็กๆ นั่นเสียเหลือเกิน
‘อีเด็กเวร’
“ขะ..ขอโทษจ้ะ น้า..อะ เอ่อ ปะ ป้า ลืมไปจ้ะ งั้นเรารีบไปกันเถอะ” สวีเจียวมี่พยายามข่มอารมณ์อยากจัดการเ้าเด็กหน้าเหม็นนี่ใจจะขาด แต่ก็ต้องพยายามระงับไว้ เพื่อรักษาภาพลักษณ์อ่อนโยนอ่อนหวาน ต่อหน้าแม่ของชายที่เธอรัก
คอยดูเถอะ…ปากดีนัก
สวีเจียวมี่จดจำความแค้นนี้ไว้ในใจ ในขณะที่จางอี้หนิงเดินยิ้มอย่างอารมณ์ดี
หึหึ ยังก่อน ยังมีทีเด็ดต่อจากนี้อีก อยากหน้าด้านไม่ยอมกลับนักใช่ไหม
........................
ไรท์: ยัยหนู ลุ้ยยยยยย (>o<)/