บทที่ 17 นอนอยู่เฉย ๆ ก็โดนลูกหลง (รีไรต์)
วิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิง แม้เมิ่งฝานจะเห็นหลิ่วเยียนผิงฝึกซ้อมเพียงไม่กี่ครั้งเมื่อวานนี้ แต่ในยามนี้เขากลับสามารถทำความเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
โดยเฉพาะหลังจากกลับไปยังหอคอยกระบี่เมื่อวาน เพื่อที่จะสร้างวิชา 'หมื่นกระบี่รวมศูนย์' ของตนเอง เขาได้จำลองและปรับปรุงวิชากระบี่ต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งในนั้นรวมถึงวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงด้วย
หลิ่วเยียนผิงรุกกระบี่สามครั้งติดต่อกัน
กระบี่แรกถูกเมิ่งฝานปัดออกไป
กระบี่ที่สองถูกเมิ่งฝานหลบพ้น
กระบี่ที่สามถูกเมิ่งฝานแทงสวนเข้าที่ตัวกระบี่
สิ่งนี้ทำให้หลิ่วเยียนผิงโกรธจัด ความ้าเอาชนะพลุ่งพล่านขึ้นมา
กระบี่ที่สี่ กระบี่ที่ห้า กระบี่ที่หก แต่ละกระบี่รวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
นี่คือวิชากระบี่ที่นางปรับปรุงตามคำแนะนำของเมิ่งฝานหลังจากกลับไปเมื่อวานนี้
ทว่าเมื่อกระบวนท่าทั้งสามจู่โจมลงมา เมิ่งฝานกลับแก้ทางได้ทุกกระบวนท่า และปัดป้องออกไปได้อย่างง่ายดาย
หลิ่วเยียนผิงยังไม่ยอมแพ้ นางรุกกระบี่ที่เจ็ดและแปดต่อไป
วิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิง มีทั้งหมดแปดกระบวนท่า
กระบี่ที่เจ็ด ปลายกระบี่ของนางถูกปลายกระบี่ของเมิ่งฝานยันไว้ได้อย่างแม่นยำ
จากนั้นก่อนที่กระบี่ที่แปดจะฟันลงมาได้อย่างสมบูรณ์ หน้ากระบี่ของเมิ่งฝานก็ฟาดเข้าที่ข้อมือของนาง
"เคร้ง~"
กระบี่ไม้ในมือของหลิ่วเยียนผิงหลุดมือร่วงลงสู่พื้น
พ่ายแพ้อย่างราบคาบ!
นางมองเมิ่งฝานด้วยความไม่อยากจะเชื่อ รู้สึกเหมือนความมั่นใจพังทลายจนเริ่มตั้งคำถามกับชีวิต
หลังจากกลับไปเมื่อวาน นางได้ปรับปรุงวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงแล้วและมั่นใจว่าวิชากระบี่ก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิมมาก
แต่ผลลัพธ์ในการประลองวิชากระบี่ตอนนี้กลับถูกเมิ่งฝานเอาชนะได้อย่างราบคาบ!
นางเป็ถึงศิษย์สายใน แต่กลับถูกศิษย์สายนอกที่เพิ่งเข้ามาใหม่บดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
แม้ว่านางจะไม่รู้จักเมิ่งฝาน แต่สามารถมองออกว่าระดับการบ่มเพาะของเมิ่งฝานอยู่เพียงเลี่ยนชี่ระดับที่หนึ่งเท่านั้น
เลี่ยนชี่ระดับที่หนึ่งย่อมแสดงว่าเพิ่งจะได้เป็ศิษย์สายนอกได้ไม่นาน
"แม่นาง..."
"แม่นางอะไรกัน เรียกข้าว่าศิษย์พี่หลิ่ว!" หลิ่วเยียนผิงกล่าวด้วยความโมโห
เมื่อถูกเมิ่งฝานบดขยี้ในเื่วิชากระบี่ นางจึงพยายามหาทางเอาชนะในเื่อื่นมาทดแทนตามสัญชาตญาณ
ตนเองเป็ศิษย์สายใน ส่วนเมิ่งฝานเป็ศิษย์สายนอก ย่อมต้องเรียกนางว่าศิษย์พี่ไม่ใช่หรือ?
"เอ่อ ศิษย์พี่หลิ่ว" เมิ่งฝานเรียกอย่างจนใจ
ช่วยไม่ได้ หากว่ากันด้วยสถานะอีกฝ่ายเป็ศิษย์พี่ของเขาจริง ๆ
เรียกก็เรียกไปเถอะ เรียกศิษย์พี่คำเดียวไม่เสียหายอะไร อย่างไรเสียก็ได้หินิญญาเป็ค่าตอบแทน
"ศิษย์พี่หลิ่ว วิชากระบี่ชุดนี้ของท่าน แม้จะมีความก้าวหน้ากว่าเมื่อวานและอุดจุดบกพร่องไปได้บ้างแต่ก็ยังสมบูรณ์ไม่เพียงพอ
ตัวอย่างเช่นท่านี้ ฝีเท้าของท่านควรจะช้าลงอีกนิด ในขณะที่กระบี่ในมือควรจะเร็วขึ้น
แล้วยังมีท่าที่สอง..."
อีกฝ่ายกำลังจะให้หินิญญา เมิ่งฝานรู้สึกว่าเขาควรจะมีความรับผิดชอบสักหน่อย อย่างน้อยต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าหินิญญาที่เสียไปนั้นคุ้มค่า
ดังนั้นเขาจึงชี้จุดบกพร่องในวิชากระบี่ที่หลิ่วเยียนผิงเพิ่งใช้ไปอย่างจริงจัง พร้อมกับให้คำแนะนำในการปรับปรุง
ในตอนแรกหลิ่วเยียนผิงไม่ยอมรับ แต่เมื่อฟังไปเรื่อย ๆ นางก็รู้สึกว่าสิ่งที่เมิ่งฝานพูดนั้นมีเหตุผลมาก
นางจึงยิ่งฟังอย่างตั้งใจมากขึ้น และบางครั้งในจุดที่ไม่เข้าใจก็เผลอเอ่ยปากขอคำชี้แนะออกมา
ผู้คนที่อยู่ในหอหยั่งรู้กระบี่เมื่อเห็นภาพนี้ต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ
เมิ่งฝานเป็ใครพวกเขาไม่รู้จัก แต่ดูออกว่าเ้าหนุ่มนี่เป็เพียงมือใหม่เลี่ยนชี่ระดับที่หนึ่ง
ส่วนหลิ่วเยียนผิงนั้นเป็ที่รู้จักกันจนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว
นางคือเศรษฐีนีตัวน้อยที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ศิษย์สายใน และเป็หลานสาวสุดที่รักของผู้าุโหลิ่วแห่งหอหลอมโอสถ
ที่สำคัญที่สุดคือระดับการบ่มเพาะของหลิ่วเยียนผิงผู้นี้บรรลุถึงขั้นเลี่ยนชี่ระดับที่เก้าแล้ว ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นเจินอู่
ผู้บ่มเพาะเลี่ยนชี่ระดับที่เก้า กลับยอมฟังคำชี้แนะจากคนเลี่ยนชี่ระดับที่หนึ่งอย่างนอบน้อม
นี่พวกเขาตาฝาดไปหรือเปล่า?
"ศิษย์พี่หลิ่ว ท่านเป็อะไรไป ถูกเ้าเด็กนี่หลอกหรือเปล่า?" ทันใดนั้นมีศิษย์หนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา
ชายผู้นี้สวมชุดของศิษย์สายใน เห็นได้ชัดว่าเป็ศิษย์สายใน
เมิ่งฝานกลอกตา แต่ไม่ได้เป็ฝ่ายโต้ตอบอะไร
สำหรับศิษย์สายใน หากไม่จำเป็ต้องล่วงเกิน เขาก็ไม่อยากล่วงเกิน
หากอยู่ในหอคอยกระบี่และมีคนหนุนหลังเขาคงไม่ต้องเกรงกลัวศิษย์สายใน
แต่เมื่ออยู่ข้างนอก ยังคงต้องทำตัวต่ำต้อยไว้ก่อน
เพราะพูดตามตรง ตอนนี้เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของศิษย์สายในจริง ๆ
เว้นแต่จะยอมหักใจปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่ไท่ซ่างไร้เยื่อใยออกมา แต่นั่นใช้ได้เพียงครั้งเดียว เมิ่งฝานไม่ยอมเสียมันไปโดยเปล่าประโยชน์แน่!
"เย่เฟิง? เ้าคิดว่าข้าโง่จนถูกศิษย์สายนอกเลี่ยนชี่ระดับที่หนึ่งหลอกงั้นหรือ?" หลิ่วเยียนผิงเหลือบมองเย่เฟิงแล้วแค่นยิ้มเย็น
ศิษย์สายในที่ชื่อเย่เฟิงพลันรู้สึกหน้าเสีย
เขาหวังดีจะเตือน แต่ท่าทีที่หลิ่วเยียนผิงมีต่อเขากลับย่ำแย่มาก
"ศิษย์พี่หลิ่ว ข้าก็แค่เป็ห่วงท่าน เหตุใดท่านต้องมีท่าทีรังเกียจข้าขนาดนี้?" เย่เฟิงกล่าวด้วยสีหน้าจนใจ
หลิ่วเยียนผิงมองเย่เฟิงด้วยสายตาเ็า
"เหตุใดข้าต้องรังเกียจเ้า เ้าไม่รู้แก่ใจตัวเองหรือ? ข้าเห็นเ้าเป็พี่น้องที่ดีที่สุดมาตลอด ดื่มสุราด้วยกัน ฝึกกระบี่ด้วยกัน แต่เ้ากลับมาสารภาพรักกับข้า!
เ้าก็รู้ว่าข้าชอบศิษย์พี่เนี่ย แต่ยังกล้ามาสารภาพรักกับข้าอย่างเปิดเผย หากศิษย์พี่เนี่ยเข้าใจผิดจะทำอย่างไร?
ข้าบอกเ้าชัดเจนแล้วว่าข้าไม่ได้ชอบเ้า หวังว่าหลังจากนี้เ้าจะรักษาระยะห่างจากข้าด้วย!"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิ่วเยียนผิง เมิ่งฝานที่อยู่ข้าง ๆ ถึงกับยืนตะลึงมองคนทั้งสอง
เนื้อหานี้ช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง!
ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหญิงใจร้ายกับชายหนุ่มที่ทำได้เพียงเป็ตัวสำรอง
"หากเป็คู่บำเพ็ญไม่ได้แล้วแม้แต่เพื่อนก็เป็ไม่ได้อีกหรือ" เย่เฟิงกล่าวด้วยสีหน้าจนใจและดูต่ำต้อยอย่างยิ่ง
"เป็เพื่อนกับเ้า ข้าเกรงว่าศิษย์พี่เนี่ยจะเข้าใจผิด!" หลิ่วเยียนผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าและไร้เยื่อใย
เมิ่งฝานอดไม่ได้ที่จะส่งสายตาเห็นใจไปให้เย่เฟิง
ตอนแรกที่เย่เฟิงเดินเข้ามาแล้วบอกว่าเขาเป็คนหลอกลวง เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายมาหาเื่ ดังนั้นเมิ่งฝานจึงไม่มีความรู้สึกดี ๆ ให้
แต่ตอนนี้ ความรังเกียจกลับกลายเป็ความสงสารในทันที
เย่เฟิงมองหลิ่วเยียนผิงด้วยสายตาเศร้าสร้อยและดิ้นรนกล่าวว่า "แต่ศิษย์พี่เนี่ยไม่ได้ชอบท่านเลย ท่านจะทิ้งข้าเพื่อเขาไปทำไม?"
หลิ่วเยียนผิงกล่าวอย่างเอือมระอา "เย่เฟิง เ้ายังไม่เข้าใจอีก ต่อให้ไม่มีศิษย์พี่เนี่ย ข้าก็ไม่มีวันชอบเ้า"
เมิ่งฝานพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้าง ๆ การปฏิเสธที่เด็ดขาดเช่นนี้ เมื่อครู่เขาคงเข้าใจนางผิดไป
การใช้คำว่าหญิงจอมปลอมมานิยามหลิ่วเยียนผิงผู้นี้ดูจะไม่ถูกต้องนัก
หญิงจอมปลอมควรจะเป็พวกที่ไม่ตอบตกลงแต่ก็ไม่ปฏิเสธให้ชัดเจนเพื่อกักตัวคนไว้เป็ตัวสำรอง
"เฮ้อ..." เย่เฟิงถอนหายใจยาวอย่างจนใจ "ตกลง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้"
ทว่าในขณะที่เขากำลังหันหลังจะจากไปเสียงของหลิ่วเยียนผิงก็ดังขึ้น
"เดี๋ยวก่อน!"
เขาหันกลับมาด้วยความตื่นเต้น มองไปที่หลิ่วเยียนผิง
เรียกเขาไว้ หรือว่านางจะเปลี่ยนใจแล้ว?
"ขอโทษซะ!" หลิ่วเยียนผิงมองเย่เฟิง
"หา?" เย่เฟิงทำหน้ามึนงง
หลิ่วเยียนผิงชี้ไปที่เมิ่งฝานแล้วกล่าวว่า "ขอโทษเขาซะ"
เมิ่งฝานที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกประหลาดใจจนทำตัวไม่ถูก เขาคิดในใจว่ามันไม่จำเป็ขนาดนั้นมั้ง
รู้สึกเหมือนกำลังแอบฟังเื่ชาวบ้านแล้วจู่ ๆ เื่ก็วกกลับมาที่ตัวเอง
ในเวลาแบบนี้ยังจะให้เย่เฟิงขอโทษอีก มันจะใจร้ายเกินไปหรือเปล่า
แม้แต่เมิ่งฝานซึ่งเป็คนที่ถูกกล่าวหาเสียเอง ยังรู้สึกสงสารเย่เฟิง
"ไม่ต้องหรอก ไม่เป็ไร" เมิ่งฝานรีบบอกเย่เฟิง
เย่เฟิงที่เคยคิดว่าหลิ่วเยียนผิงเปลี่ยนใจ พลันรู้สึกว่าความหวังพังทลายและสิ้นหวังอย่างยิ่ง
ขอโทษงั้นหรือ?
เวลานี้เขาจะมีอารมณ์ที่ไหนมาขอโทษ?
ข้าทำอะไรผิด?
ข้าทำอะไรผิดกันแน่?
์ทำไมต้องทำกับข้าเช่นนี้?
"เมื่อกี้ข้าแค่เป็ห่วงท่าน กลัวว่าท่านจะถูกคนหลอก" เย่เฟิงมองหลิ่วเยียนผิง แม้แต่ลมหายใจยังติดขัด
"แต่เ้าก็กล่าวหาผู้อื่นผิด ต้องขอโทษ" หลิ่วเยียนผิงกล่าวอย่างไม่ยอมลดละ
เมิ่งฝานรู้สึกว่าหลิ่วเยียนผิงทำเกินไปหน่อย จึงรีบเกลี้ยกล่อมว่า "ศิษย์พี่หลิ่ว ข้าไม่เป็ไร ท่านอย่าได้ลำบากใจกับศิษย์พี่ท่านนี้เลย"
ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำตัวเหมือนพวกหน้าไหว้หลังหลอกเลย
เมิ่งฝานยิ้มขื่น สลัดความคิดวุ่นวายเหล่านี้ออกจากหัว
เย่เฟิงมองหลิ่วเยียนผิงแวบหนึ่ง แล้วหันมามองเมิ่งฝาน
สายตาที่เขามองหลิ่วเยียนผิงนั้นเต็มไปด้วยความรักความเ็ปและความสิ้นหวัง
แต่สายตาที่มองเมิ่งฝานนั้น กลับเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความโกรธแค้น
เมิ่งฝาน...
นี่มัน... นอนอยู่เฉย ๆ ก็โดนลูกหลงจริง ๆ หรือนี่?