ทันทีที่ดาราหนุ่มทรงกายลุกขึ้นเสื้อผ้าเขาก็ถูกถอดออกจากตัวตัวแทบจะทันที จนดาราหนุ่มหน้าเหวอและไม่ทันพูดอะไรผ้าเย็น ๆ ก็ถูกวางลงบนใบหน้าตัวเอง ความเย็นของน้ำทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เอ๊ะ หรือจะเพราะน้ำหนักมือของคนที่กำลังวุ่นวายกับร่างกายเขากันแน่
“เบา ๆ สิ นี่คนน่ะไม่ใช่โต๊ะกินข้าวเช็ดทีผิวถลอกแสบไปหมดแล้ว”
วาตาร้องงอแงราวกับเด็ก ๆ เมื่อภูผาลากผ้าขนหนูไปมาจนเกือบทั่วตัวและนั่นก็ยิ่งทำให้ผิวเขาแดงมากยิ่งขึ้น แต่ภูผาไม่ได้สนใจยังคงเช็ดต่อไปไม่นานเสื้อตัวใหม่ถูกนำมาใส่ให้เขาเรียบร้อย
“เสร็จแล้วนี่ยา กินซะ”
ภูผาพูดเสียงเข้มยื่นเม็ดยาให้ตรงหน้าอีกรอบคราวนี้ถ้าไม่ยอมกินดี ๆ แววตาของเขาบ่งบอกว่าชัดว่าต้องมีเื่แน่ ๆ
“ทำไมหน้าแดง”
ทันทีทีรับยาและน้ำดื่มเสร็จวาตาก็ถามอีกฝ่ายแทบจะทันที กี่ครั้งที่เขาเห็นภูผาก็แค่หน้าแดงนิด ๆ แต่คราวนี้มันแดงลามไปถึงคอถึงหูเลยทีเดียว
“ยุ่ง”
ชายหนุ่มว่าพลางลุกหนีเพื่อเอาผ้าขนหนูไปทำความสะอาด กลับมาอีกทีคนขี้เมาก็ล้มตัวลงนอนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ภูผาเดินมามองและนั่งลงใกล้ ๆ มีบางอย่างอยากจะบอก อยากจะถาม แต่เขากลับรู้สึกกลัวขึ้นมาเอาดื้อๆ ร่างบางใต้ผ้าห่มหน้านิ่งไม่ไหวติงได้ยินเพียงลมหายใจสม่ำเสมอ จนเขาคิดว่าอีกฝ่ายคงหลับไปแล้วจริง ๆ เลยได้แต่นั่งถอนหายใจมองอยู่อย่างนั้น
“ผมเข้าใจผิดเองเื่ที่คุณกอดกับผู้หญิงคนนั้น ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงโกรธที่เห็นแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่ผมไม่มีสิทธิ์ ผมทำคุณเจ็บวันนั้น ผมขอโทษนะ ... ครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมขอโทษที่เมินใส่คุณทั้ง ๆ ที่คุณไม่ชอบ ผมแค่ไม่รู้จะมองหน้าคุณยังไงมันสับสนไปหมด วันหน้าถ้าโกรธผมอีกอย่าขับรถเร็วแบบนั้นอีกได้ไหม ผมขอร้อง”
ภูผาเอ่ยเบา ๆ อย่างสารภาพเพราะคิดว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว แต่อย่างน้อยถ้อยคำเหล่านี้ไม่ใช่หรือที่เขาอยากพูดมาตลอดอาทิตย์ และมันคงเป็ครั้งแรกที่เขาอยากพูดอยากขอโทษจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ผมไม่ได้โกรธที่คุณทำผมเจ็บ ไม่ได้โกธรที่คุณเมินใส่ผม ผมก็แค่.....แค่ คนที่ไม่อยากยอมรับความจริง”
จู่ ๆ วาตาก็เอ่ยขึ้นเบา ๆ ทำเอาอีกฝ่ายชะงักไปไม่น้อยด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะได้ยินสิ่งที่ตัวเองพูด
วาตาหันหน้ามาเผชิญกับอีกคนที่จ้องอยู่ก่อนแล้วช้า ๆ ความมึนจากเหล้าหายไปเกือบครึ่งหนึ่งอาจจะเพราะความเย็นและน้ำหนักมือจากผ้าขนหนูผืนนั้น
“........”
“ความจริงที่ว่า ยังไงคุณก็เป็ผู้ชายคนหนึ่งที่้ามีครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่นๆ เขา “
ถ้อยคำที่หลุดออกมาแม้จะแ่เบาแต่ภูผาเข้าใจดีว่าหมายถึงอะไร แต่เขาเลือกที่จะไม่พูดไม่อธิบายอะไรเลย ยังคงปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าใจไปอย่างนั้น
“คุณภาเธอเป็คนดี เหมาะกับคุณดีนะ เอาไว้ผมจะทบทวนเื่สัญญาของเราใหม่อีกรอบก็แล้วกันบางทีอาจจะถึงเวลาคืนอิสระให้คุณเร็วกว่ากำหนดก็ได้ แต่ตอนนี้ผมยังไม่พร้อม “
แม้จะเ็ปแต่วาตาก็ต้องพูดสิ่งที่ไม่อยากพูดออกมา อย่างน้อยภูผาต้องได้ทำในสิ่งที่เขาฝันมาตลอดให้เป็จริงเสียก่อน และเขาต้องมั่นใจว่าภูผาจะยืนด้วยตัวเองได้เสียก่อนเขาถึงจะยอมปล่อยมือ
“เื่ผมกับคุณภา ..... “
“ผมเข้าใจ” วาตารีบยกมือขัดก่อนจะหลับตาลงอย่างหมดแรงอีกครั้ง
“เข้าใจว่าอะไร”
เจอคำถามนี้เขากลับต้องลืมตาอีกรอบเพราะยังไงก็ไม่ใช่คำถามธรรมดาแน่ ๆ แววตาของเ้าของคำถามกำลังบอกว่าเขาเองต่างหากที่กำลังเข้าใจผิด แต่สำหรับวาตาที่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นเสมอยังคงย้ำกับตัวเองอยู่อย่างนั้นว่าเขาไม่ได้เข้าใจอะไรผิดเลยสักนิด แม้จะไม่อยากให้เป็แบบนั้นก็ตาม เขาเลยเลือกที่จะมองไปทางอื่นและไม่ยอมตอบคำถามเสียเอง
“ผมถามว่าเข้าใจว่าอะไร”
ภูผาทำในสิ่งที่วาตาคิดไม่ถึงอีกแล้วเมื่อเขาชะโงกหน้ามาจนเกือบชิดหน้าอีกฝ่าย จนรับรู้ได้ถึงลมหายใจร้อน ๆ จากเขา ต่างฝ่ายต่างจ้องกันอยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป
วาตารู้สึกใกับการประชิดตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของชายหนุ่ม ในขณะที่ภูผากลับรู้สึกตื่นเต้นจนตัวสั่นเมื่อเป็ฝ่ายใกล้ชิดวาตาขนาดนี้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากหน้าขาว ๆ เป็ครั้งแรกที่ชายหนุ่มยอมรับว่า เริ่มจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ สายตาของเขายังเค้นจะเอาคำตอบ ในขณะที่สายตาจดจ่ออยู่กับริมฝีปากบางสีแดงเรื่อนั่น
“คุณ ... จะทำอะไร”
วาตาเริ่มเสียงสั่นขึ้นมาบ้างเขาขยับตัวหนีแต่อีกฝ่ายเอามือรั้งไว้
“เก่งนักไม่ใช่หรอ ทำไมไม่กล้าตอบ”
คือถ้าจะใกล้ขนาดนี้จูบให้รู้แล้วรู้รอดเลยเหอะ วาตาแอบคิดในใจ ถ้าเป็เมื่อก่อนเขาคงขโมยจูบจากอีกฝ่ายเป็ที่เรียบร้อยแล้ว แต่วันนี้เขากลับกลัว กลัวที่จะต้องทำแบบนั้นเพราะเขาไม่มีสิทธิ์ในเมื่อภูผาเลือกอีกคนไปแล้ว เขาก็ไม่ควรทำอะไรเกินเลยกับคนของคนอื่นอีก
“ออกไปไกล ๆ เลย ผมจะนอน อีกอย่างผมไม่ใช่คุณภาไม่ต้องมามองผมแบบนี้”
เขาว่าและตั้งท่าจะพลิกตัวหนีอีกรอบแต่โดนอีกฝ่ายใช้สองมือรั้งไหล่เอาไว้
“คำก็คุณภาสองคำก็คุณภา ผมไม่ได้ถามคุณเื่คุณภาเลยนะ ผมถามว่าคุณเข้าใจว่าอะไรต่างหาก”
“นี่ไม่เข้าใจจริง ๆ หรือว่าแกล้งไม่เข้าใจกันแน่ ถึงผมจะดูแย่ ๆ ในสายตาคุณ แต่ผมก็เลือกนะ เลือกที่จะไม่ยุ่งกับคนที่มีเ้าของแล้ว แม้ผมจะชอบเป็ที่หนึ่งแต่ผมก็ไม่ชอบเป็ตัวแทนของใคร บอกว่าจะไม่ยุ่งก็ไม่ยุ่งสิ ออกไปปปปปปป”
“พูดมาก”
สิ้นคำริมฝีปากร้อน ๆ ของอีกฝ่ายก็ประกบเข้ากับริมฝีปากบางแดงเรื่อนั่น จนเ้าของได้แต่ร้องในลำคอเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมให้เสียงใด ๆ หลุดรอดออกมาได้เลย แม้จะอดยอมรับไม่ได้ว่ารู้สึกดีกับััร้อน ๆ นั้นมากแค่ไหน แต่วาตาก็ไม่ใช่คนที่ชอบลักกินขโมยกินและภูผาก็ควรซื่อสัตย์กับคนที่เขาเลือกให้มากกว่านี้ แต่ต่อให้ดิ้นแค่ไหนสุดท้ายเขาก็แพ้แรงอีกฝ่ายอยู่ดี จนในที่สุดก็ยอมแพ้ปล่อยให้อีกฝ่ายซุกไซ้อยู่อย่างนั้นจนกว่าจะพอใจ
เมื่อวาตานิ่งไปภูผาก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง เขาผละจากปากบางได้รูปนั่นและมองหน้าอีกฝ่ายที่บัดนี้ไม่ยอมสบตาเขาเอาเสียเลย ทำให้เห็นใบหน้าแดง ๆ ทั้งโกรธและอายนั้นแทน
“ทำไม อายเหรอ โกรธเหรอแต่คุณชอบให้ทำแบบนี้ไม่ใช่เหรอ จะมาโกรธจะมาอายทำไม ถือเสียว่านี่เป็ดอกเบี้ยก็แล้วกัน”
แต่แทนที่ภูผาจะเห็นใจอีกฝ่ายเขากลับพูดด้วยถ้อยคำที่แทงใจหนักเข้าไปอีก ใช่ เขากำลังโกรธ โกรธที่อีกฝ่ายผลักไสเขาให้กับคนอื่นนั่นเอง และก็ใช่อีกนั่นแหละที่เขาลืมตัว
“พอใจหรือยัง !!!!” วาตาะโใส่เพราะความโกรธขึ้นมาบ้าง
“ยังจนกว่าคุณจะบอกว่าเข้าใจว่าอะไร ทำไมไม่ตอบหล่ะ ตอบมาสิ จะได้เลิกโยนผมให้คนโน้นคนนี้เสียที ผมคนนะไม่ใช่สิ่งของที่นึกอยากจะยกให้ใครก็ยกได้ง่าย ๆ “
พูดจบชายหนุ่มก็ก้มลงจูบอีกรอบเขาพรมจูบไปทั่วใบหน้า ในขณะที่อีกฝ่ายได้แต่ดิ้นไปมาเพราะไม่ชอบการกระทำแบบนี้
“คุณบ้าไปแล้วหรือไงเนี่ย”
ยิ่งพูดภูผาก็ยิ่งรุกหนัก จูบแล้วจูบเล่า ััร้อน ๆ จากฝ่ามือใหญ่นั่นทำเอาดาราหนุ่มแทบหมดความอดทน แต่ยังไงเขาจะไม่ยอมให้เกิดเื่แบบนั้นเพียงแค่เพราะความโกรธจนไม่ได้สติของอีกฝ่ายเด็ดขาด ยังไงเขาก็ยอมรับไม่ได้
แต่ก่อนที่อะไร ๆ เลยเถิดไปกว่านี้ หลังจากวาตาโดนจู่โจมโดยที่ตัวเองไม่ยินยอมได้ไม่นาน เมื่อเขาเริ่มอ่อนลงจนเกือบจะคล้อยตามอีกฝ่ายพร้อม ๆ กับสติสัมปะชัญญะของเขาที่หมดลงเช่นกัน ....
ดาราหนุ่มนิ่งไม่ไหวติงอยู่อย่างนั้นเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ จนภูผาที่กำลังใช้จมูกโด่ง ๆ ซุกไซ้ซอกคอขาว ๆ นั่นชะงักไป และถอนใบหน้าออกมามองจึงพบว่าดาราหนุ่มหลับไปเพราะฤทธิ์ยาแก้แพ้ผสมกับฤทธิ์แอลกอฮอร์เป็ที่เรียบร้อย ชายหนุ่มอดยิ้มอย่างนึกขำไม่ได้
“โธ่ นึกว่าจะแน่”
เขารำพึงในใจอดก้มลงจูบหน้าผากได้รูปนั้นโดยไม่หวงความรู้สึกอีกครั้ง ก่อนจะละออกมาแล้วจัดให้ดาราหนุ่มนอนหลับสบายขึ้น
ชายหนุ่มยืนมองร่างไม่ได้สติภายใต้ผ้าห่มผืนหนาตรงหน้านิ่งนานอีกครั้ง ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างและเขาก็ยิ้มร้ายออกมาในที่สุด
“อยากได้ผมมากนักใช่ไหม ได้ คุณจะได้สมใจนึกเลย ไอ้คนเ้าเล่ห์ ไอ้คนอวดเก่ง ไอ้คนบ้าอำนาจ ไอ้คน .... น่ารัก”
ไม่ว่าเขาจะนึกหาคำก่นด่าอีกฝ่ายในใจมากมายแค่ไหน แต่สุดท้ายเขาก็อดยอมรับไม่ได้ว่าเพราะความเป็ตัวของตัวเองของวาตาที่ทำทุกอย่างโดยไม่สนใจสังคม ไม่สนใจความคิดคนรอบข้าง ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองเป็ถึงดาราดังแต่ดันไม่รู้จักระวังตัวไม่รู้จักวางตัวเอาแต่ดันทำให้เขากลับรู้สึกว่ามันน่ารักกว่าใคร ๆ ....
ภูผา
เช้าแล้วผมในชุดเรียบร้อยทรุดนั่งอยู่ข้าง ๆ เตียงใหญ่โดยมีเ้าของเตียงนอนหลับอยู่อย่างนั้น แอบคิดไม่ได้ว่าถ้าอีกฝ่ายรู้ความจริงว่าเมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเกินเลยอะไรเลยซักนิด ผมก็แค่ลงไปนอนห้องพักพนักงานข้างล่างแล้วรีบกลับเข้ามาก่อนเขาจะตื่นก็เท่านั้นเองเขาจะโกรธผมมากแค่ไหน
แต่ยังไงแผนการของผมก็ต้องเดินหน้าต่อ เพราะถ้าเขาเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อคืนผมได้ทำอะไรเกินเลยไปแล้วโดยที่เขาไม่เต็มใจ เขาจะต้องโกรธเป็ฟืนเป็ไฟมากแน่ ๆ เพราะเขาไม่ชอบให้ใครบังคับ ยิ่งเขาคิดไปเองว่าผมคบกับพี่ภาจริง ๆ ด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งไม่อยากข้องเกี่ยวกับคนที่มีเ้าของแล้วอย่างเด็ดขาด
ดังนั้น เมื่อเขาโกรธและเกลียดผมมากแค่ไหนเขาก็จะยิ่งอยากไปจากผมมากเท่านั้น สัญญาบ้า ๆ นั่นก็จะได้จบลงเสียที แม้ตอนนี้ผมจะเริ่มชักไม่แน่ใจแล้วสิครับว่า ผมอยากให้เขาทั้งโกรธและเกลียดผมอย่างที่ผมอยากจะให้เป็จริง ๆ หรือเปล่า
ไม่นานวาตาก็เริ่มขยับตัว แต่เมื่อขยับตัวเขาก็นิ่วหน้าเพราะความเจ็บจากส่วนล่างของร่างกาย และแน่นอนนั่นทำให้เขาเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงเลยทีเดียว ท่ามกลางแสงไฟบนหัวเตียงที่ยังคงเปิดทิ้งไว้พอทำให้เขาเห็นสภาพตัวเองได้บ้าง และสีหน้าเขาก็ยิ่งใหนักเข้าไปอีกเมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้สวมใส่อะไรไว้เลย มีเพียงผ้าห่มผืนหนาเท่านั้นที่ปิดบังเอาไว้ ผมอดสงสารเขาไม่ได้เมื่อพบว่าเขากำลังเอามือปิดหน้าตัวเองด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไป จนผมเดาไม่ถูก
“ตื่นแล้วหรอ”
ผมทักด้วยน้ำเสียงปกติแต่ทำเอาคนฟังใหนักเข้าไปอีก หน้าซีดยิ่งกว่าผีหลอก เห็นแล้วผมก็อดนึกขำไม่ได้ สงสารก็สงสาร แต่คนอย่างวาตาเอาแต่ใจตัวเองมาเยอะเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่เขาควรจะได้รับผลจากการกระทำของเขาเองบ้างและผมนี่แหละครับที่จะทำให้เขา... สำนึก..
“บ้าเอ้ย!!!”
วาตาสบถเสียงดัง ยิ่งพยายามขยับตัวก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความเ็ปและระบมไปทั่วร่างจนจะเละเสียให้ได้ ทำไมเขาถึงรู้สึกแบบนั้นหรือครับ ก็ตอนที่ผมกลับขึ้นมาเขาดิ้นจนตกเตียงลงไปนอนกองกับพื้นไงครับ เดือดร้อนผมที่ต้องแบกร่างบาง ๆ ที่ดูเหมือนจะเบาแต่โคตรหนักอึ้งนั่นกลับขึ้นบนเตียง ก่อนที่ผมจะลอกคราบเขาจนไม่มีเสื้อผ้าติดตัว
“อย่าเพิ่งขยับสิ ปวดมากไหม เดี๋ยวผมเอายาให้นะ”
ผมก็ไหลไปตามสถานการณ์แหละครับ แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะยิ่งตึงเครียดมากขึ้น เพราะแววตากึ่งเ็ปกึ่งผิดหวังของอีกฝ่ายชัดเจน จนผมอยากจะสารภาพความจริงออกมาเสียให้ได้
“ไม่ต้อง!!” ชายหนุ่มตะวาดเสียงดังนึกโมโหหลงคิดไปว่าการกระทำของอีกฝ่ายช่างไม่ได้ถนอมร่างกายเขาแม้แต่น้อย
เสียงตวาดดังเพราะความโกธรของเขาทำเอาผมชะงัก หันมามองเขาอย่างสำนึกผิด (เนียน ๆ ไปครับ) แต่เขากลับเลือกที่จะไม่หันมาสบตาผมเหมือนเคย ซึ่งเป็เื่ที่ผิดปกติไม่น้อย
“อดอยากมาจากที่ไหนเนี่ยไม่ยั้งมือเลยหรือยังไงเจ็บไปหมดแล้วเนี่ย”
ดาราหนุ่มบ่นออกมาในที่สุด แต่ทำเอาผมนึกขำความเข้าใจผิดของเขาจนแทบกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ ที่แท้ไอ้หมอนี่ยังไม่เคยผ่านอะไรแบบนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ แค่นี้ยังแยกแยะไม่ออกเลยว่าเกิดอะไรกับตัวเองบ้าง โธ่ แล้วก็ทำมาเป็เกาะแกะผม
“ขอโทษน่ะ ผม...”
“ขอโทษ ๆ ขอโทษแล้วมันย้อนเวลากลับไปได้หรือเปล่าหละ ดอกเบี้ยเนี่ยเอาไปทบต้นเลยดีไหมจะได้หมดสัญญาต่อกัน”
วาตาประชดไม่เต็มเสียงนัก แต่ผมฉีกยิ้มกว้างทำเป็ใจกล้า รีบชโงกหน้าเข้ามาใกล้หน้าหวาน ๆ นั้นอีกครั้ง
“ดอกดี ๆ แบบนี้ไม่ชอบหรือไง”
สิ้นคำที่แสนจะธรรมดาแต่ทำเอาวาตาหน้าแดงหนักไปอีกจนรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิของใบหน้าที่ร้อนวูบวาบขึ้นมากะทันหัน
“ออกไปห่าง ๆ เลย”
เขาว่าพลางออกแรงผลักหน้าผมที่พยายามทำให้ดูเหมือนว่าผมติดใจรสปากของอีกฝ่ายออกเต็มแรง แต่ผมรั้งไว้ยังคงต่อปากต่อคำกับเขาต่ออย่างนึกสนุกขึ้นมาบ้าง นึกขำกับความไม่เดียงสาของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย และยิ่งเห็นเขาหน้าแดงที่เกิดจากทั้งโกรธและอาย ผมก็ยิ่งอยากจะแกล้งมากขึ้นไปอีก ผมไม่ได้โรคจิตนะครับผมว่าที่เขาพยายามเข้าใกล้ผม พยายามแตะเนื้อต้องตัวผม ก็คงจะแค่ทำให้ผมรู้สึกขยะแขยงเขามากกว่าจนผมไม่กล้าจะทำอะไรเขา แต่ตอนนี้ผมว่าเขาเองต่างหากที่กลัวการเข้าใกล้แบบประชิดตัวของผม
“นึกว่าจะชอบ”
“......” ดูเหมือนเขาจะไม่อยากต่อปากต่อคำเลยได้แต่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ
ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ แต่คำพูดต่อมาของเขากลับทำให้ผมแทบจะหยุดขำในทันที
“ไปเลิกกับคุณภาซะ”
“ห๊ะ??”
“ไปบอกเลิกคุณภาซะ ถ้าไม่ไปเราได้เห็นดีกันแน่ ไม่ชอบแย่งของ ๆ ใคร แล้วก็ไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร รู้ไว้ด้วย”
วาตาบอกเสียงเฉียบขาด
“ทำไมผมต้องทำด้วยจะคบหรือไม่คบกับใครก็เื่ของผม”
“แล้วมานอนกับผมทำไม”
“ก็........”
ผมพยายามนึกหาคำตอบแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก จะให้บอกได้ยังไงหล่ะครับว่าเมื่อคืนไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเลย ที่เขาเจ็บเนื้อปวดตัวนั่นเพราะเขาลงไปนอนคุดคู้บนพื้นต่างหาก
“ถ้าไม่บอก ผมจะไปบอกด้วยตัวเอง ดีจะได้รู้กันทั้งบางว่าเ้าของร้านวาตาคอฟฟี่ นักร้องเสียงดีประจำโรงแรม ชอบผู้ชายด้วยกัน นอนกับผู้ชายด้วยกัน”
นี่ก็ใช่ย่อยเมื่อรู้ตัวว่าบังคับผมไม่ได้ก็งัดไม้เด็ดขึ้นมาใช้ นึกลังเลว่าผมควรจะให้เขาเข้าใจผิดอย่างนี้ต่อไปหรือไม่ขึ้นมาซะงั้น
“ไม่ประกาศให้คนรู้กันด้วยเลยหล่ะว่าเราทำสัญญาอะไรกันไว้จะได้ยิ่งดังขึ้นไปอีก หน้าหนึ่งเชียวนะคุณ ยิ่งดัง ๆ แบบคุณได้ยึดพื้นที่หน้าหนึ่งเป็เดือนเลย ดีน่ะดังโดยไม่ต้องโปรโมท”
“..... “อึ้งสิครับเมื่อเจอไม้นี้
“พูดไม่ออกใช่ไหมเพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องมาขู่ไม่ต้องมาบังคับผม ก็แค่ผู้ชายสองคนนอนด้วยกันมันจะแปลกอะไรนักหนา ก็แค่นอน .... ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น”
ประโยคสุดท้ายผมจงใจเน้นคำว่าไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งพอทำให้ผมรู้สึกผิดน้อยลงไปเยอะเลยครับที่ไม่ต้องโกหกอีกฝ่ายเต็มสตรีม และถ้าเขามีสติสักนิดเขาควรจะต้องคิดได้สิครับ แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมคิด เพราะไอ้หน้าขาวนั่นดันคิดไปอีกทางผมสังเกตได้จากแววตาผิดหวังของเขาที่สลดวูบลงอย่างเห็นได้ชัด
“คุณนี่ใจร้ายจริง ๆ รู้ตัวหรือเปล่า แค่นอน... ใช่สิ ก็แค่นอนด้วยกัน สำหรับคุณอาจไม่ได้มีความหมายอะไร แต่ไม่ใช่สำหรับผมเพราะผมจะไม่มีวันนอนกับใครก็ได้เหมือนคุณหรอกนะ”
“นั่นก็เื่ของผมอีกเพราะมันก็แค่นอนแค่นอนกันเท่านั้นเอง ถ้าคิดว่าผมใจร้ายนี่ถือว่าน้อยไปนะ เพราะคนอย่างผมร้ายกว่านี้ได้อีกเยอะ ร้ายจนคุณคาดไม่ถึงเลยแหละจะบอกให้ หรือคุณจะลองทั้งเจ็บ ๆ แบบนี้”
ประโยคสุดท้ายผมจงใจลากเสียงเพราะ้ากวนประสาทของอีกฝ่าย พร้อม ๆ กับกระโจนขึ้นคร่อมอีกฝ่ายเริ่มระดมจูบไปทั่วอีกรอบ ในขณะที่วาตาร้องเสียงหลงเอามือปัดป้องไปมา ผมเลยรั้งแขนสองข้างเขาไว้เหนือศีรษะแทน
หน้าอกขาว ๆ ที่โผล่พ้นผ้าห่มผืนหนาที่ผมกำลังนั่งทับอยู่ ทำเอาผมอดหวั่นไหวไม่ได้เหมือนกัน แต่ผมก็ไม่ยอมหลงทางง่าย ๆ หรอกครับ เพราะยังไงผมต้องเพิ่มทั้งความโกรธและความเกลียดผมให้เขาให้ได้มากที่สุดก่อนที่ผมจะควบคุมตัวเองไม่อยู่เช่นกัน
“หยุดน๊ะ หยุด!!!”
“หยุดออกคำสั่งกับผมเมื่อไหร่ค่อยคุยกัน”
“โอเค !!!!”
“โอเคอะไร”
“ไม่สั่ง ไม่บังคับ ไม่อะไรสักอย่าง พอใจหรือยัง”
วาตาละล่ำละลักพูดแทบจะไม่ทัน ผมลอบยิ้มพอใจกับความสำเร็จเบื้องต้นของผม ถ้ารู้ว่าวาตาไม่ชอบอะไรแบบนี้จนทำให้เขายอมได้ทุกอย่างผมคงทำไปนานแล้ว ไม่ต้องทนให้เขาสั่งโน่นสั่งนี่เหมือนที่ผ่าน ๆ มาหรอกครับ
ผมเลยทำเป็ผละจมูกออกจากซอกคอขาว ๆ นั่น พอใจที่นาน ๆ ผมจะถือไพ่เหนือกว่าเขาบ้าง นี่ถ้าเขาไม่มัวแต่โกรธจนลมออกหู ไม่มัวแต่อายจนหน้าดำหน้าแดง เขาคงจะได้เอะใจกับการยิ้มครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างผิดปกติของผม
“อย่าลืมคำพูดตัวเองด้วยหละ” ได้ทีก็ขี่แพะไล่สิครับรออะไร
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” วาตายังคงคำรามไม่หยุดแม้จะต้องยอมรับกับความเสียหน้าของตัวเองเป็ครั้งแรก
“แล้วก็ออกไปตัวผมด้วยตัวเท่าควายขึ้นมาทับอยู่ได้หนักจะตายอยู่แล้วเนี่ย”
“เมื่อคืนไม่เห็นบ่นนี่ครับ ผมก็ทับอย่างนี้ ... ทั้งคืน”
นี่กวนมากวนกลับครับไม่โกงและนั่นก็ทำให้ผมเห็นท่าทีหงุดหงิดของเขาหนักเข้าไปอีก ไม่ใช่เพราะความโกรธเหมือนสองนาทีก่อนหรอกครับแต่หงุดหงิดเพราะความอายต่างหาก หน้าแดงจนชมพู่แก้มแหม่มยังต้องอาย ผมปล่อยหัวเราะเสียงดังราวกับเป็เื่ตลกเสียนักหนา สุดท้ายผมก็ยอมลุกออกมาอยู่ข้าง ๆ เตียงและหันกลับไปอีกทีเขาก็เอาผ้าห่มผืนหนานั่นปิดหน้าปิดตาคลุมโปงไปเรียบร้อย พร้อม ๆ กับคำสบถสั้น ๆ ที่เขาชอบพูดเวลาหงุดหงิดหรือไม่พอใจ
“บ้าชะมัด ... โว้ยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!”
เช้าวันนั้นผมก็รีบกลับลงมา รีบกลับไปหายายและเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อกลับมาทำงานใหม่อีกรอบ ที่จริงผมไม่จำเป็ต้องลงมาเร็วขนาดนั้นก็ได้ แต่เพราะผมไม่้าให้เป็เป้าสายตาใคร ๆ ต่างหาก ผมเลยเลือกที่จะลงมาแบบนั้น ตอนเที่ยงผมได้ยินพนักงานคุยกันว่าวันนี้ไม่เห็นเขาลงมาหาอะไรกินก่อนไปทำงานเหมือนทุกวันเลย ผมก็เลยอดนึกเป็ห่วงไม่ได้เข้าอีก จึงตั้งใจว่าเมื่องานเลิกผมจะแวะไปหาเขาเสียหน่อย อย่างน้อยก็ขอให้ได้ทำอะไรเพื่อไถ่โทษที่ผมทำให้เขาเข้าใจผิดใหญ่โตขนาดนั้นบ้าง
“คุณผาครับ ทางนี้ดีกว่าครับ” เสียงคุณวิทยาดังขึ้นหลังจากที่ผมกำลังลังเลใจว่าควรจะกดลิฟต์ไปชั้น 20 หรือไม่ ผมหันตามเสียงเรียกด้วยความงุนงงแล้วก็รีบหาข้อแก้ตัว
“คือผม.....”
“จะไปชั้น 20 ใช่ไหมครับ นี่ครับคีย์การ์ด ผ่านตลอดครับ”
คุณวิทยายิ้มอ่อนพร้อมยื่นคีย์การ์ดหน้าตาแปลกตาให้ผม
“แต่พนักงานไม่ได้รับสิทธิ์ให้ใช้ลิฟต์ตัวนั้นน่ะครับ ผมไม่...”
“แต่ตอนนี้คุณได้สิทธิ์นั้น”
คุณวิทยารีบบอกพร้อมขยิบตาให้ข้างหนึ่ง ก่อนจะเดินนำไปยังลิฟต์วีไอพีที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่อาจขัดคนที่เดินมาส่งได้จึงเดินเข้าลิฟต์อย่างงง ๆ ยิ่งพนักงานประจำลิฟต์ทำความเคารพผมราวกับเป็ผู้บริหารใหญ่โตผมก็แทบทำตัวไม่ถูก
กว่าจะหลุดออกมาได้นับว่าลิฟต์วีไอพีตัวนั้นสร้างความอึดอัดใจให้ผมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว และก็คงเดาได้ไม่ยากว่าใครเป็คนต้นคิดสำหรับเื่นี้ ออกจากลิฟต์แห่งความอึดอัดนั้นได้ผมก็พุ่งตรงไปยังห้องเป้าหมาย ไม่นานก็มาหยุดที่หน้าห้องแต่ก็ยังลังเลไม่หาย
ใจหนึ่งก็อยากจะกลับลงไปเสีย แต่อีกใจหนึ่งก็อดเป็ห่วงไม่ได้เหมือนกัน ผมแอบมองถุงข้าวต้มในมือที่ไปขอแบ่งจากห้องครัวถือติดมือมาฝากใครบางคนครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเคาะประตู แต่เงียบไม่มีเสียงตอบ ผมเลยใช้คีย์การ์ดที่ได้มาลองเสียบเข้าไปประตูก็ถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย
“นึกว่าจะไม่ขึ้นมาเสียอีก”
เสียงของเ้าของห้องดังขึ้นทันทีที่ประตูถูกปิดลง ผมหันไปมองจึงพบว่าอีกฝ่ายกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงขนาดใหญ่แต่ดูหน้าตาสดชื่นขึ้นและเสื้อผ้าถูกเปลี่ยนเป็ชุดใหม่ที่สบายตาขึ้น แววตากลับไม่ได้บ่งบอกว่าโกรธหรือเกลียดผมเสียสักนิด ตรงกันข้ามกลับฉายแววดีใจราวกับว่าเมื่อเช้าไม่ได้ปะทะคารมกันมาก่อน สงสัยแผนการผมจะไม่สำเร็จเสียแล้วครับ
“ก็....ไม่ได้อยากขึ้นมาหรอกนะ รำคาญความเ้ากี้เ้าการของคนบางคน”
ผมพูดพลางทิ้งคีย์การ์ดลงบนโต๊ะเล็ก ๆ ใกล้หัวเตียงซึ่งเขาก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าผมหมายถึงอะไร
“นึกว่าจะชอบความเป็ส่วนตัวเสียอีกไม่ดีเหรอไม่ต้องมีใครจับตามอง”
“อึดอัดสิไม่ว่า”
ผมยังเผลอหงุดหงิดความอึดอัดในลิฟต์วีไอพีนั่นไม่หาย แต่เมื่อสบตายิ้ม ๆ ของคนบนเตียงผมก็ยิ่งหงุดหงิดไปอีกเพราะนอกจากแผนการผมจะไม่สำเร็จแล้ว แววตาแบบนั้นมันทำให้ผมแทบยืนไม่ติดและเริ่มรู้สึกถึงความไม่เป็ตัวของตัวเอง เพราะมันดันเป็แววตาที่เ้าของไม่คิดปกปิดความรู้สึกใด ๆ เลยสักนิด เด็กห้าขวบยังมองออกเลยด้วยซ้ำว่าเขารู้สึกยังไงกับผม และที่แย่ไปกว่านั้นคือผมทำได้ดีที่สุดแค่เหลือบมองพื้นทำราวกับว่ามีอะไรน่าสนใจอยู่ตรงนั้น
“มองอะไร”
“ก็.... มองคนขี้หงุดหงิดแต่ปากแข็งไงครับ”
“เอาอีกแล้วไม่เบื่อบ้างหรือไงชอบพูดอะไรที่ฟังแล้วเลี่ยนได้ตลอด”
“ไม่เบื่อ ชอบ.... ชอบมาก”
ท้ายประโยคดูเหมือนเ้าของจะจงใจเน้นย้ำเสียด้วยซ้ำ ซึ่งมันทำให้ผมเริ่มทำตัวไม่ถูกหนักเข้าไปอีก
“แล้วนี่กินอะไรหรือยัง แต่.... ไม่น่าถามนะของกินหรู ๆ เต็มห้องแบบนี้”
ผมถามพลางสำรวจโต๊ะกลางใกล้ ๆ กับโซฟาที่มีอาหารสองสามอย่างวางอยู่ ผมรีบเอาถุงข้าวต้มในมือหลบไว้ข้างหลังเสียอย่างนั้น โชคดีที่เขาไม่ทันได้สังเกตเพราะเอาแต่จ้องหน้าผมอยู่นั่น จ้องอย่างกับหน้าผมเป็อาหารชั้นดีที่อยากจะกินเสียเต็มประดา ไอ้หน้าขาวนี่มันก็ทำเ้าชู้กับผมไม่เลิกอยู่นั่นแหละครับจนผมชักจะหงุดหงิดเข้าให้บ้าง
“ยังไม่ได้กินอะไรั้แ่เย็น”
“ห๊ะ???”
ผมอุทานไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลยใช้มืออีกข้างเปิดฝาที่ครอบจานอาหารอยู่ออก จึงรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดโกหกเพราะทั้งสามจานไม่มีจานไหนพร่องเลยสักนิด ผมเลยหันหน้าไปมองอีกคนที่มองมาอยู่ก่อนแล้วอย่างไม่เข้าใจ
“แล้วนั่น เอามาฝากผมใช่ไหม”
วาตาว่าพลางส่งสายตาไปยังของที่อยู่ในมือของผม มาถึงตอนนี้ให้ตายเถอะครับผมกลับรู้สึกนึกอายขึ้นมาซะงั้นที่เอาของไม่มีราคาขึ้นมาบนนี้
“เปล่า เอ่อ... ผมจะเอา .. เอาไปฝากยาย “
ผมโกหกหน้าตาย แต่ดูเหมือนจะไม่เนียนเพราะสายตาของเขาบ่งบอกชัดว่าไม่เชื่อ วาตารีบลุกจากเตียงจะเดินมาหาผม แต่เพราะการลุกเร็วเกินไปทำให้เขาลืมไปว่าตัวเองยังไม่หายดีก็เลยนั่งกลับลงไปใหม่และนั่นทำให้ผมรู้ว่าอีกฝ่ายยังเจ็บอยู่ไม่น้อย ผมรีบวางถุงในมือลงข้าง ๆ อาหารหรู ๆ นั่นแล้วเดินไปพยุงอีกฝ่ายที่ยอมให้ช่วยแต่โดยดี
“ผมช่วย ยังเจ็บมากไหม” ปลายท้ายผมกระซิบข้างหูเบา ๆ อย่างลืมตัวแต่ก็ทำเอาดาราหนุ่มถึงกับหน้าแดงเถือกไปไม่น้อยเช่นกัน
“ยังจะถาม” เขาพูดแค่นั้นแล้วก็ก้มหน้าก้มตาเดินไปยังโซฟาโดยมีผมช่วยประคองอีกแรง
“ผมรอทานพร้อมคุณนะ” วาตาพูดขึ้นเมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว
“แล้วใครบอกให้รอไม่หิวหรือไง ถ้าผมไม่ขึ้นมาอย่าบอกน่ะว่าจะหิ้วท้องรออย่างนี้ เป็ความคิดที่ไม่ฉลาดเอามาก ๆ เลยรู้ตัวหรือเปล่า”
ไม่วายที่จะดุอีกฝ่ายซึ่งทำเอาคนฟังหน้าเจื่อนไปอย่างเห็นได้ชัด
“งั้นก็กินซะ”
ผมรีบบอกก่อนที่จะดราม่ากันไปใหญ่หลังจากนั้นผมก็ถอยไปนั่งฝั่งตรงข้ามแทนที่จะลงมือทานด้วยกัน
“ถ้าคุณไม่กินผมก็ไม่กิน นี่ผมอุตส่าห์นั่งรอตั้งนานเลยนะจะไม่กินเป็เพื่อนผมหน่อยหรอ”
“ก็ใครบอกให้รอเล่า หิวก็กิน ท้องไม่ได้ติดกันเสียหน่อยจะได้หิ้วท้องรอ”
“แล้วในถุงนั่นไม่ได้ตั้งใจเอามาให้ผมหรือไง” เขาพูดพลางเอื้อมมือไปหมายจะเปิดออกดู
“ก็บอกแล้วไงว่าจะเอาไปฝากยาย อีกอย่างนี่ก็แค่ข้าวต้มธรรมดาเทียบไม่ได้กับอาหารหรูตรงหน้าคุณหรอก”
สิ้นคำที่ผมไม่ได้ตั้งใจประชด แต่ดูเหมือนมันจะสร้างความรู้สึกเจ็บจี๊ดให้คนฟัง วาตาเงยหน้ามองผมอย่างไม่สบายใจกับการเปรียบเทียบนั้น เพราะรู้ว่าผมระมัดระวังเื่การวางตัวมาตลอดไม่เคยตีตนเสมอเขาเลยสักครั้ง แม้บ่อยครั้งที่เขาพยายามทำให้ผมรู้สึกว่าพิเศษกว่าคนอื่น ๆ แต่มันต้องไม่ใช่การพูดจาประชดประชันแบบนี้สิ
“เฮ้อ!!! อยากกินใช่ไหม ได้ แต่อย่ามาบ่นทีหลังก็แล้วกัน”
ผมรีบบอกเพราะเริ่มรับรู้ได้ถึงความรู้สึกเจ็บจี๊ดมากขึ้นของอีกฝ่ายเลยรีบกุลีกุจอเทข้าวต้มใส่ถ้วยตรงหน้าให้
“แล้วคุณไม่ ...”
“เอ้า กินก็กิน”
ผมรีบบอกอีก นี่ผมไม่ได้คิดจะเอาอกเอาใจใครเป็พิเศษหรอกนะครับ ก็แค่ไม่อยากต่อปากต่อคำก็เท่านั้น
แต่ความจริงมันใช่ ผมกำลังเอาใจเขาอยู่และหลังจากที่ผมพูดจบเขาก็ยิ้มออกมาเสียงั้น เอาจริง บางทีผมก็ตามอารมณ์เขาไม่ทันเลยเหมือนกัน
“ลีลาจริงจริ๊งงงงงง”
วาตาเอ่ยลอย ๆ แต่เจตนาเสียงดังจนผมที่กำลังตักข้าวต้มเข้าปากชะงั ก หันมาทำหน้าหงุดหงิดใส่ก่อนจะหันไปสนใจข้ามต้มตรงหน้าแทนเพราะผมเองก็แทบไม่มีอะไรตกถึงท้อง ร้องเพลงเสร็จก็รีบไปซ้อมร้องเพลงต่อแล้วก็รีบกลับมาหาคนตรงหน้าด้วยความเป็ห่วงกลัวว่าจะลุกไม่ไหว แต่เห็นท่าทีแบบนี้ผมก็แอบดีใจที่ไม่ได้เลวร้ายกว่าที่ผมแอบเป็ห่วง ถ้าไม่ได้คิดไปเองผมว่าข้าวต้มมื้อนี้อร่อยผิดปกตินะครับ
ส่วนวาตาเองผมแอบเห็นเขาย่นจมูกใส่ผมด้วยความหมั่นไส้เช่นกัน พร้อม ๆ กับงึมงำถ้อยคำที่ผมพอจับใจความได้ว่า
“คนอะไรปากไม่ตรงกับใจ”