เมิ่งเจี้ยนเฉินเห็นอาจารย์ของตนดีใจก็ยิ้มออกมาแม้จะไม่รู้ว่าการสีห้องหลอมสามเส้นมันดีตรงไหนบ้างก็ตามหลังจากนั้นเจ๋อเทียนก็อธิบายให้เมิ่งเจี้ยนเฉินฟัง
“หลังจากที่เ้ามีห้องหลอมกระบี่แล้วเ้าต้องทำการบำรุงหล่อเลี้ยงห้องหลอมทั้งสามให้ดีอาจารย์นั้นเตรียมทรัพยากรส่วนหนึ่งเอาไว้ให้เ้าแล้วจนกว่าเ้าจะหล่อหลอมตัวอ่อนกระบี่ออกมาได้จากนี้ก็อย่าพึ่งฝึกฝนอย่างอื่น”เจ๋อเทียนกล่าว
วันเวลาค่อยๆผ่านไปเมิ่งเจี้ยนเฉินหลังจากที่อาศัยอยู่บนยอดเขาเซียนตูก็ไม่เคยลงมาด้านล่างูเาอีกเลยแม้บิดามารดาของเมิ่งเจี้ยนเฉินจะขึ้นไปบ้างเพราะเป็ห่วงแต่พวกเขาก็แทบไม่ได้คุยกับเมิ่งเจี้ยนเฉินมากนักเพราะส่วนใหญ่เมิ่งเจี้ยนเฉินจะนั่งหลอมกระบี่อยู่บนหน้าผาสูงของยอดเขาเซียนตู
ส่วนตระกูลเมิ่งหลังจากแบ่งยอดเขาทั้งสี่กันแล้วบุตรชายของเมิ่งเหยียนอย่างเมิ่งซานและเมิ่งคงก็ได้ยอดเขาคนละลูกตอนแรกเมิ่งคงเตรียมการที่จะย้ายออกไปสร้างตระกูลเซียนแต่เมื่อรู้ว่าตระกูลเมิ่งทั้งหมดได้ตัดสินใจจะกลายเป็ตระกูลเซียนจึงอยู่ต่อ
ส่วนภรรยาของเมิ่งคงหลังจากที่ถูกเมิ่งเหยียนเปิดเผยความผิดนางก็ถูกส่งตัวกลับเมืองหลวงไปเพราะสำหรับนางไม่มีที่อยู่ในตระกูลเมิ่งอีกแล้วนางที่เป็หมากที่เมืองหลวงส่งมาชะตาชีวิตต่อจากนี้ย่อมเลวร้ายอย่างถึงที่สุด
ส่วนเมิ่งฉีเองก็ทำอะไรไม่ได้หลังจากรู้การกระทำของมารดาตนก็ทั้งละอายใจและเศร้าใจในเวลาเดียวกันที่จริงหากไม่ใช่เพราะเมิ่งฉีภรรยาของเมิ่งคงอาจจะตายไปแล้วก็ได้ต่อให้เมิ่งคงอยากปกป้องนางก็ทำไม่ได้อยู่ดี
ส่วนูเาอีกสองลูกเมิ่งเหยียนและผู้าุโในตระกูลกองทหารที่ติดตามเมิ่งเหยียนมาได้ถูกปลดประจำการแต่ละคนสามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไรต่อแต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะฝึกวรยุทธอยู่ที่ตระกูลเมิ่งต่อ ดังนั้นเมิ่งเหยียนจึงเปิดโรงฝึกวรยุทธขึ้นมา
ขณะเดียวกันเมิ่งซานก็เริ่มออกไปติดต่อกับขุมอำนาจภายนอกทำความรู้จักกับตระกูลเซียนโดยรอบแน่นอนว่าเมิ่งซานไม่ได้ไปคนเดียวแต่มีชิงเสวี่ยไปด้วย
การที่เจ๋อเทียนให้ชิงเสวี่ยไปเพราะอยากจะเตือนคนโดยรอบว่าอย่าได้มีความคิดโง่ๆโดยเฉพาะตอนที่เจ๋อเทียนยังอยู่ที่นี่อย่าได้มีความคิดไม่ดีอย่างเด็ดขาดไม่งั้นผลที่ตามมาย่อมหนักหนาสาหัส
อย่างช้าๆเวลาผ่านไปแล้ว2 ปีสองปีมานี้ตระกูลเซียนและสำนักรอบๆเริ่มรู้จักูเาเซียนตูและตระกูลเมิ่งบ้างแล้วตระกูลเมิ่งเริ่มออกไปติดต่อซื้อขายกับเมืองใหญ่ทางเหนือและเมืองท่าทางใต้อยู่ตลอดสองปีและที่มีชื่อเสียงเพราะชิงเสวี่ยเคยลงมือครั้งหนึ่งทำการสังหารระดับถ้ำ์ด้วยนิ้วเดียวนี่ทำให้ขุมอำนาจโดยรอบเริ่มระวังตัวมากขึ้นไม่กล้าประมาทตระกูลเมิ่งอีก
บนยอดเขาเซียนตูเมิ่งเจี้ยนเฉินนั่งอยู่ตรงหน้าผาดูดซับปราณฟ้าดินโดยรอบเข้ามาอย่างต่อเนื่องตอนแรกเจ๋อเทียนคิดจะวางค่ายกลดูดซับปราณฟ้าดินโดยรอบมาไว้ที่ยอดเขาเซียนตูทั้งหมดแต่เพราะสมบัติหลายชิ้นของเมิ่งเจี้ยนเฉินนั้นล้ำค่ามากพวกมันทำการดูดซับปราณฟ้าดินมาไว้ที่จวนของเมิ่งเจี้ยนเฉินด้วยตัวเอง
“เวลาสองปีกลับมาอยู่ขั้นรากฐานแล้วไม่เลว”เจ๋อเทียนยิ้มอย่างพอใจ
“นี่ขนาดท่านอาจารย์พยายามกดทับไม่ให้ศิษย์น้องทะลวงระดับเร็วเกินไปยังรวดเร็วขนาดนี้”ชิงเสวี่ยยังใเหมือนกัน
รากฐานของเมิ่งเจี้ยนเฉินในตอนนี้เรียกได้ว่าเทียบกับก่อนหน้านั้นแล้วเทียบกันไม่ติดเลยรากฐานพลังใหม่ของเมิ่งเจี้ยนเฉินสูงส่งจนแม้แต่อัจฉริยะของลัทธิเต๋ายังต้องถอยหลังให้
“เป็อย่างไรกระบี่สามเล่มหลอมเป็ตัวอ่อนแล้วใช่หรือไม่”เจ๋อเทียนกล่าว
“พึ่งจะหลอมตัวอ่อนกระบี่เล่มที่สามเสร็จเมื่อสองวันก่อน”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“แล้วทั้งสามเล่มมีนามว่าอะไร”เจ๋อเทียนกล่าวด้วยสีหน้าสนใจ
“เล่มแรกข้าตั้งชื่อว่าหยาดน้ำค้าง” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าวก่อนจะมีกระบี่เล่มเล็กจิ๋วเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากหน้าผากและกลายเป็ไอหมอกยามเช้ากระจายออกไป
เจ๋อเทียนเพ่งสายตามองไปยังไอหมอกที่ค่อยๆจับตัวเป็น้ำค้างก็พนักหน้าไอหมอกเหล่านี้คือปราณกระบี่ขนาดเล็กมากๆเหมือนไอหมอกกระจายตัวออกไปหากศัตรูเผลอสูดมันเข้าไปหรือััโดยตรงก็จะถูกไอหมอกยาวเช้าพวกนี้สังหารทันที
“อีกความสามารถของกระบี่เล่มนี้คือควบคุมน้ำได้ในระดับหนึ่ง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าวเสร็จก็ก็ควบคุมน้ำในน้ำตกให้ลอยขึ้นมาการควบคุมน้ำขณะนี้เมิ่งเจี้ยนเฉินไม่ได้ใช้พลังปราณของตัวเองแต่ใช้พลังของกระบี่แห่งชีวิตเล่มเล็กจิ๋วของตัวเอง
“มีความสามารถสองอย่างในเล่มเดียวไม่เลว อีกสองเล่มละ” เจ๋อเทียนพยักหน้าแม้หยาดน้ำค้างจะไม่ได้มีพลังโจมตีสูงมากแต่กลับยากที่จะป้องกัน
“อีกเล่มคือกฎเกณฑ์” สิ้นเสียงฟ้าดินรอบๆก็เหมือนกับมีอาณาเขตขนาดเล็กปกคลุมร่างทั้งสามเอาไว้จากนั้นก็มีกฎเกณฑ์บางอย่างพยายามจะสยบกำราบทั้งสองคน
“แบบนี้นี่เองสร้างฟ้าดินขนาดเล็กขึ้นมาและกำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้ ผู้ที่อยู่ในฟ้าดินขนาดเล็กแห่งนี้จะต้องทำตามกฎเกณฑ์ของเ้าแต่ข้อเสียสองอย่างคือหากศัตรูแข็งแกร่งเกินไปกฎเกณฑ์ก็ใช้ไม่ได้ผลส่วนอีกข้อเ้าเองก็ต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่ว่าด้วย” ชิงเสวี่ยกล่าว
“ศิษย์พี่กล่าวถูกแล้วเพราะงั้นกระบี่เล่มที่สามถึงได้สำคัญกับกระบี่เล่มที่สองมาก”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าวเสร็จร่างของเมิ่งเจี้ยนเฉินก็หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ทันทีราวกับว่าไม่มีพันธนาการอะไรที่จะรั้งตัวเมิ่งเจี้ยนเฉินเอาไว้ได้
“ชื่อของมันคือจื้อโหยวไร้พันธนาการ” เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม
“สุดยอดเลยกระบี่ทั้งสามเล่มมีหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน หนึ่งสังหาร หนึ่งควบคุมหนึ่งสนับสนุน ข้าไม่เคยเห็นเซียนกระบี่คนไหนที่มีกระบี่แห่งชีวิตที่สมดุลแบบนี้มาก่อน”ชิงเสวี่ยกล่าวด้วยสีหน้าใ
“ถึงข้าจะคิดเอาไว้แล้วแต่ไม่คิดว่าจะชัดเจนแบบนี้”เจ๋อเทียนกล่าว
“อาจารย์รู้อยู่ก่อนแล้วงั้นเหรอว่าศิษย์น้องจะหลอมกระบี่สองเล่มนี้ออกมาได้”ชิงเสวี่ยกล่าว
“แค่คาดการณ์เอาไว้เพราะนิสัยบางอย่างของเ้าตัวจะสอดคล้องกับกระบี่แห่งชีวิตเอาละเจี้ยนเฉินน้อยตอนนี้กระบี่แห่งชีวิตของเ้ายังเป็แค่ตัวอ่อนยังไม่เหมาะจะนำไปต่อสู้จริงๆดังนั้นเ้าควรจะค่อยๆหลอมพวกมันไปและในอนาคตยิ่งระดับของกระบี่แห่งชีวิตสูงขึ้นทรัพยากรก็ต้องใช้มากขึ้นจงเตรียมใจเอาไว้ด้วย”เจ๋อเทียนกล่าว
“อาจารย์ในเมื่อข้าจะกลายเป็เซียนกระบี่แล้วข้าควรจะมีกระบี่สักเล่มไม่ใช่หรือ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ก็ถูกแต่ว่าเ้ามีกระบี่และดาบอยู่เล่มหนึ่งมาโดยตลอดไม่ใช่หรือ”เจ๋อเทียนชี้ไปยังร่างของเมิ่งเจี้ยนเฉิน
พริบตาลำแสงสองสายก็พุ่งออกมาจากร่างของเมิ่งเจี้ยนเฉินหนึ่งดาบหนึ่งกระบี่ลอยออกมาดวงตาของชิงเสวี่ยตื่นตระหนกมากนางสามารถมองออกว่ากระบี่และดาบทั้งคู่คือกระบี่แห่งชีวิตและดาบแห่งชีวิตเล่มหนึ่งจริงๆ
“พวกมันเคยเป็สมบัติแห่งชีวิตแต่ว่าเพราะผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดจึงได้รับความเสียหายิญญาแตกสลายจึงเหลือเพียงแค่ความคมของพวกมันแต่ก็เหมาะที่จะให้เ้าฝึกฝน”เจ๋อเทียนกล่าว
“แล้วพวกมันมาอยู่ในร่างของข้าได้ยังไง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าวด้วยความสงสัย
“์เท่านั้นที่รู้”เจ๋อเทียนหัวเราะ
เมิ่งเจี้ยนเฉินถือกระบี่และดาบเอาไว้อย่างละมือจากนั้นก็เริ่มเล่มกับของเล่นชิ้นใหม่ทั้งสองอย่างสนใจ
“ในเมื่อรากฐานการบ่มเพาะถูกวางเอาไว้แล้วต่อจากนี้ก็เริ่มฝึกวรยุทธเลยแล้วกัน”เจ๋อเทียนกล่าว
“ฝึกวรยุทธไม่น่าจะยากเท่าไหร่”เมิ่งเจี้ยนเฉินเคยเห็นทหารของตระกูลเมิ่งฝึกฝนจึงไม่คิดว่ายาก
“อย่าเอาสิ่งที่คนในตระกูลเ้าฝึกมาเทียบกับการฝึกของอาจารย์จะดีกว่า”ชิงเสวี่ยมองไปยังศิษย์น้องของนางด้วยความสงสาร
“อะไรทำไมศิษย์พี่ถึงมองข้าด้วยสายตาแบบนั้น” เมิ่งเจี้ยนเฉินเริ่มใจคอไม่ดี
เจ๋อเทียนสั่งให้ชิงเสวี่ยไปเตรียมต้มยาใส่ถังน้ำเอาไว้จากนั้นก็พาเมิ่งเจี้ยนเฉินไปยังเรือนที่ว่างเปล่าหลังจากนั้นก็นำท่อนไม้สีดำออกมา
“อาจารย์....”เมิ่งเจี้ยนเฉินมองท่อนไม้ด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“ขอแค่เ้าทนได้จนครบครึ่งปีรากฐานการฝึกวรยุทธของเ้าก็จะแข็งแกร่งจนคนอื่นๆไม่อาจเอาชนะเ้าได้ในระดับเดียวกันอย่างแน่นอนเหมือนกับศิษย์พี่ของเ้าส่วนเ้าท่อนไม้นี่มันมีความสามารถในการทุบทำลายร่างกายมนุษย์ได้อย่างดีเลยละ”เจ๋อเทียนกล่าวเสร็จร่างก็หายไป
เมิ่งเจี้ยนเฉินยังไม่ทันรู้สึกตัวท่อนไม้สีดำก็ฟาดลงมาที่กลางหลังของตนเองแล้วความเ็ปสุดบรรยายปะทุออกมาทำให้เมิ่งเจี้ยนเฉินอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องโหยหวน
“เป็อย่างไรบ้างเจ็บใช่หรือไม่แต่เ้าต้องอดทนเอาไว้มีเพียงร่างกายที่อดทนต่อความเ็ปได้จึงจะเหมาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ”เจ๋อเทียนหัวเราะก่อนจะฟาดลงไปยังร่างของเมิ่งเจี้ยนเฉินอย่างต่อเนื่อง
เสียงกระดูกแตกหักโลหิตสาดกระจายไปทั่วห้องเมิ่งเจี้ยนเฉินที่หมดสติจมกองเืก็ถูกชิงเสวี่ยพาไปล้างตัวและแช่อยู่ในถังสมุนไพร
“อาจารย์ไม่ลงมือหนักเกินไปงั้นเหรอศิษย์น้องพึ่งจะอายุ 12 เองนะ” ชิงเสวี่ยกล่าว
“ทำไมเพราะศิษย์น้องหน้าตาดีหน่อยเลยใจอ่อนงั้นเหรอ” เจ๋อเทียนกล่าว
“จะเป็แบบนั้นได้ยังไงสองปีที่ข้าสอนเข้าข้าก็เข้มงวดมากแค่ถึงอย่างไรการฝึกวรยุทธก็ไม่เหมือนผู้ฝึกลมปราณ”ชิงเสวี่ยกล่าว
“ข้ารู้เ้าไม่ต้องห่วงไปหรอกข้ากะน้ำหนักพอดี ขอแค่เจี้ยนเฉินน้อยทนได้สักครึ่งปีร่างกายของเจี้ยนเฉินน้อยก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงรากฐานกระดูกและิัจะเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธในระดับเดียวกันขั้นหนึ่งศิษย์พี่ของเ้าเองก็เคยได้รับการฝึกนี้จากข้าเช่นกันถึงได้มีชื่อเสียงจนถึงทุกวันนี้”เจ๋อเทียนกล่าว
ชิงเสวี่ยไม่กล่าวอะไรอีกนางก็แค่สงสารศิษย์น้องที่ยังเด็กแต่ต้องมาเจอกับการทรมานเช่นนี้เท่านั้นชิงเสวี่ยได้เปิดค่ายกลของยอดเขาเซียนตูเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามารวมถึงพวกเมิ่งเหยียนด้วยเพราะนางไม่อยากให้ทั้งสามคนมาเห็นเมิ่งเจี้ยนเฉินในสภาพนี้
ทุกๆวันเมิ่งเจี้ยนเฉินจะถูกทุบตีจนสลบและนอนอยู่ในถังน้ำสมุนไพรเมื่อได้สติจะมีเวลานั่งพักแค่2ชั่วโมงเท่านั้นจากนั้นก็จะถูกทุบตีต่อการฝึกนี้เรียกได้ว่าโเี้อย่างมากทุกครั้งในห้องจะมีโลหิตสาดกระจายไปทั่ว
แต่ในขณะเดียวกันกระดูกและเนื้อหนังของเมิ่งเจี้ยนเฉินก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างช้าความทนทานของกระดูกและิัเห็นได้ชัดขึ้นเพราะหลังจากผ่านไปหลายเดือนเมิ่งเจี้ยนเฉินเริ่มที่จะไม่กีดร้องแล้วแม้จะถูกตีจนิัปริแตกก็ตามแต่กระดูกกลับไม่หักเลย
่แรกเมิ่งเจี้ยนเฉินอยากจะหนีออกจากเขาเซียนตูด้วยซ้ำเพราะทนต่อการฝึกวรยุทธไม่ไหวแต่ทุกครั้งที่คิดหนีก็จะถูกเจ๋อเทียนต่อว่าอย่างเช่นในอนาคตอย่าได้หวังว่าจะได้เจอกับเซี่ยชิงอี้อีกและอย่าได้หวังว่าจะได้ออกไปเที่ยวทวีปทั้งเก้าเลยสุดท้ายเมิ่งเจี้ยนเฉินก็ได้แต่กัดฟันอดทนฝึกฝนจนครบเวลาครึ่งปี