ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 22: ประสบการณ์ชีวิต (2)

    พอพูดประโยคนั้นจบทุกคนก็รู้สึกเห็นใจเธอขึ้นมา ผู้หญิงคนนี้เป็นคนซื่อสัตย์ ทุกวันจะทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่ค่อยพูดค่อยจา ไม่ใช่พวกแหกคอกแบบนั้นจริงๆ ญาติคนหนึ่งด้านของแม่ฉู่เฉิงพูดขึ้นมา “แต่ไหนแต่ไรมาฉันไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนที่ชอบสวมเขาบนหัวให้ตัวเองเลย แกพูดแบบนี้แสดงว่าแกมีปัญหาใช่ไหมถึงได้สงสัยว่าเมียตัวเองมีชู้ ไม่อย่างนั้นแต่งงานมีลูกกันมาตั้งนานขนาดนี้ คนในครอบครัวแกก็ยังไม่มีความสุขอีกเหรอ?” พอได้ยินคำพูดนั้นฉู่ต้าเกินก็ระเบิดขึ้นมาทันทีเหมือนแมวที่โดนเหยียบหาง เขาตะโกนอย่างโมโห “เหลวไหล ฉันไม่มีปัญหาอะไรสักหน่อย เธอนั่นแหละที่ไม่มียางอาย เธอยังไม่ยอมรับอีกว่าตัวเองมีชู้” เมื่อเห็นสีหน้าร้อนใจของฉู่ต้าเกิน ทุกคนกลับรู้สึกว่าคำพูดของคนก่อนหน้านี้ก็มีเหตุผลพอสมควร ผู้คนพากันมองฉู่ต้าเกินด้วยสายตาสงสัย ฉู่ซานซูทนไม่ไหวจึงผลักลูกชายออกไปทางด้านหลัง   “พอเธอท้องปุ๊ปก็กลับบ้านพ่อแม่ไปดูแลลูกในท้องเลย เมียบ้านไหนเขาอยู่บ้านพ่อแม่ตัวเองถ้าไม่มีเรื่องอะไร พวกเราจับชู้เธอไม่ได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะบริสุทธิ์นะ” ภรรยาต้าเกินเผยรอยยิ้มอันเศร้าสร้อยออกมาทางใบหน้า “ตอนฉันอุ้มลูกท้องลูก วันๆ ที่อยู่บ้านของพวกคุณมันผ่านไปยังไงกันล่ะ ไม่ตีก็ทะเลาะกัน แถมยังไม่มีอะไรจะกิน ฉันจะเลี้ยงดูลูกในท้องให้มีชีวิตรอดได้ยังไง ฉันเองก็ไม่มีทางเลือกเพราะโดนคุณตีจนทนไม่ได้อีกต่อไปถึงได้แอบกลับบ้านไป พอฉันกลับไปอุ้มท้องที่บ้าน คนในบ้านก็ยังดูแลฉัน เสียดายที่เด็กไม่อยู่แล้ว ฉันคิดว่าคุณอยากมีลูกมากขนาดนั้น ถ้าคุณรู้ว่าลูกตายจะต้องเสียใจแน่ๆ ฉันก็เลยรับเลี้ยงฉู่เฉิง แล้วแสร้งทำเป็นว่าเขาคือลูกผู้โชคร้ายของฉันคนนั้นเพื่อให้คุณดีใจ แต่คุณก็ยังตีฉันตลอด ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไม ตอนนี้ฉันเองก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว คุณบอกฉันได้ไหมว่าทำไมคุณถึงต้องสงสัยในตัวฉันด้วย ทำไมคุณไม่เชื่อฉัน?”   ฉู่ต้าเกินถูกถามจนงุนงง เขามุ่ยหน้าจนแดงไปหมดพร้อมกัดฟันจนมีเสียงดังกึกๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา คนที่อยู่ในเหตุการณ์เองก็ใช้สายตาสอดส่ายจ้องมองไปที่ทุกคนในตระกูลฉู่เช่นกัน ฉู่ซานซูถูกทุกคนมองจนรู้สึกเหมือนจิตใจถูกแผดเผา เขาลุกขึ้นยืน ฉู่ต้าเกินคิดอยากจะดึงพ่อของตัวเองเอาไว้แต่ก็ถูกฉู่ซานซูผลักออกแล้วพูดออกมา “ในเมื่อแกปากแข็ง ฉันก็จะพูดออกมาตรงๆ เอง พูดไปก็เป็นเรื่องน่าอับอายภายในครอบครัว ลูกชายคนนี้ของฉันมันมีลูกไม่ได้ ดังนั้นเด็กที่ผู้หญิงคนนั้นอุ้มท้องก็ต้องไม่ใช่ลูกหลานตระกูลเราแน่ๆ” ฉู่ซานซูพูดจนจบประโยคภายในรวดเดียวแล้วเขาก็ทรุดกลับลงไปบนเก้าอี้ด้วยอาการหมดแรง ฉู่ต้าเกินใช้มือปิดหน้าตัวเองไว้เพื่อปิดบังสิ่งที่ตัวเองรับไม่ได้ทั้งหมด ทุกคนตกใจมาก ไม่ว่ายังไงฉู่ซานซูก็คงไม่เอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นแน่ๆ หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะมีชู้จริงๆ? ในตอนนี้เองหลินซีก็เปิดปากพูดขึ้น “คุณบอกว่ามีลูกไม่ได้แล้วมีหลักฐานไหมคะ? มีหมอพิสูจน์หรือเปล่า? เรื่องแบบนี้พูดเองเออเองไม่ได้นะ” ฉู่ต้าเกินวางมือลงแล้วจ้องหลินซีด้วยความโกรธพร้อมพูดขึ้น “เธอต้องการจะทำอะไรกันแน่? ยังจะมาหัวเราะเยาะฉันอีกหรอ?”   ถังเจี้ยนกั๋วยืนขึ้นมาบังฉู่ต้าเกินที่คิดจะเดินไปข้างหน้าแล้วพูดขึ้น “ยุวฯหลิน คำพูดนี้ก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกันนะ นายเคยไปตรวจที่โรงพยาบาลมาแล้วหรือยัง?” ฉู่ซานซูพยักหน้าแล้วดึงแขนเสื้อลูกชายตัวเองก่อนพูดกับเขา “แกกลับไปเอากระดาษใบนั้นมาให้ผู้แทนฯถังดูซิ” ใบหน้าของฉู่ต้าเกินฉายชัดทั้งความอับอายและความโกรธจัด เขายืนอยู่อย่างนั้นโดยไม่คิดจะเคลื่อนตัวไปไหน ฉู่ซานซูต้องเร่งเขาอีกครั้งฉู่ต้าเกินถึงยอมไป ถังเจี้ยนกั๋วคิดๆ ดูแล้วก็ตะโกนเรียกหมอซ่งมา เมื่อฉู่ต้าเกินเอากระดาษสีเหลืองซีดใบนั้นมาแล้วโยนกระดาษใบนั้นใส่หน้าถังเจี้ยนกั๋ว เขาก็คุกเข่าลงบนพื้นด้วยความเศร้าและหดหู่ จากนั้นเขาก็กุมหัวก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร หมอซ่งรับกระดาษมา หลังจากดูอย่างละเอียดเขาก็ใช้แววตาที่ซับซ้อนมองฉู่ต้าเกินแล้วเอ่ยขึ้น “ที่เขียนอยู่บนนี้หมายความว่าคนไข้คนนี้มีสมรรถภาพในการให้กำเนิดบุตรค่อนข้างน้อยจริงๆ แต่ไม่ได้บอกว่าไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้” หลังจากนั้นเขาก็มองฉู่ต้าเกินแล้วพูดขึ้นมา “นี่คือที่คุณไปตรวจที่โรงพยาบาลในเมืองใช่ไหม คุณดูดีๆ สิ ด้านบนนี้เขาไม่ได้เขียนว่ามีไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผมก็ได้ยินกรณีแบบนี้มาเหมือนกัน แต่งงานมาตั้งนานก็ไม่ท้อง แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่งก็มีขึ้นมา มีความเป็นไปได้หมดแหละ” “อะไรกัน?” คำพูดของหมอซ่งเป็นเหมือนสายฟ้าฟาดเข้ามาอีกรอบ ฟาดเข้ามาจนคนตระกูลฉู่ถึงกับเวียนหัวเสียงดังหึ่งๆ ฉู่ต้าเกินดึงมือของหมอซ่งมาแล้วพูดกับเขา “หมอไม่ได้โกหกผมใช่ไหม? นี่เรื่องจริงหรอ” พูดจบเขาก็ดึงกระดาษสีเหลืองซีดใบนั้นมาขณะที่มือทั้งสองข้างก็สั่นอย่างรุนแรง   ถังเจี้ยนกั๋วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “แกอ่านหนังสือไม่ออกนี่ จะไปอ่านอะไรรู้เรื่อง?” ฉู่ต้าเกินไม่สนใจคำพูดประชดของถังเจี้ยนกั๋ว เขามองกระดาษสีเหลืองแผ่นนั้นแล้วพูดพึมพำ “ฉันมีลูกได้ ฉันมีลูกได้จริงๆ ฉันไม่ใช่คนพิการ” ฉู่ซานซูพึมพำ “ผิดแล้วหรือเปล่า ครั้งที่แล้วหมอไม่ได้พูดแบบนี้”   หมอซ่งตอบเขาด้วยความไม่พอใจ “เขาเขียนอยู่ชัดเจน คุณยังจำว่าหมอพูดยังไงกับคุณได้ไหม?” ฉู่ซานซูมองหมอซ่งอย่างเหม่อลอย เวลามันผ่านมานานหลายปีแล้ว เขาจะจำแม่นขนาดนั้นได้อย่างไร ตอนนี้เองที่แม่ของฉู่เฉิงระเบิดออกมาทันที เธอร้องไห้พลางตีไปที่ฉู่ต้าเกิน “เพราะคุณคนเดียว เพราะคุณคนเดียว ฉันทั้งกินยาทั้งไปหาหมอตั้งมากมายเท่าไรก็เพื่อคุณ ก็เพราะอยากมีลูกให้คุณ คุณมันคนหลอกลวง คุณมันคนเลว” ฉู่ต้าเกินนั่งลงบนพื้นอย่างหดหู่ใจแล้วปล่อยให้กำปั้นของผู้หญิงคนนั้นทุบตีลงไปบนตัวเขา เขาเชื่อคำพูดของภรรยาแทบทั้งหมดแล้ว ถึงยังไงเขาก็ไม่เคยเห็นว่าเมียของตัวเองจะทำเรื่องอื้อฉาวอะไรเลย หลินซีมองสถานการณ์ที่ชุลมุนวุ่นวายแล้วก็คิดแค่ว่ามันช่างบ้าสิ้นดี เมียของเขาตีแค่ 2 -3 ครั้งก็หมดแรง เธอนั่งลงไปบนพื้นแล้วปิดหน้าเอาไว้ก่อนจะร้องไห้จนสะอึกสะอื้นออกมา ผู้ชายคนที่อยู่ข้างๆ เธอก็พูดขึ้นมาอย่างรังเกียจ “ถ้าไม่ใช่เพราะแกตีน้องสาวฉันตลอด ไม่แน่ว่าเด็กคนนี้อาจจะได้เกิดมาก็ได้ แกมีลูกชายแล้ว เป็นลูกที่แกทำขึ้นมาเอง แต่ตอนนี้แกไม่มีลูกของตัวเองอีกแล้ว เป็นกรรมของแก แกรู้ไหมว่าหลังจากที่น้องสาวฉันออกจากบ้านแกมาก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านญาติตลอด ไม่มีชู้อะไรทั้งนั้น ก่อนหน้านั้นเธอตรวจพบว่าในร่างกายของตัวเองมีเนื้องอก หมอบอกว่ารักษาไม่ได้เธอก็เลยกลับมาเพื่อพบแกอีกครั้ง แต่ไหนแต่ไรมาเธอก็ไม่เคยทำเรื่องที่ทำให้แกผิดหวังเลย แต่พวกแกกลับใส่ร้ายเธอว่าหนีตามผู้ชายไป สาดโคลนสกปรกใส่บนตัวเธอ น้องสาวฉันมันตาบอดถึงได้แต่งงานมาอยู่ครอบครัวแก” ตอนนี้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์เงียบกันหมด ในที่สุดก็มีคำตอบที่แท้จริงให้กับข่าวที่ลือกันมาหลายปี แต่คำตอบเช่นนี้เป็นคำตอบที่ไม่มีใครอยากได้ยิน สีหน้าของคนตระกูลฉู่ย่ำแย่มากโดยเฉพาะฉู่ต้าเกิน เขาคุกเข่าคลานเข้าไปด้านหน้าภรรยาของตัวเองแล้วโอบกอดเธอเอาไว้พร้อมขอโทษเธออย่างหนักแน่น “ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ มันเป็นความผิดของฉันทั้งหมด ฉันไม่เคยเห็นใจคนอื่น ขอโทษนะ!”   ฉู่ต้าเกินในตอนนี้ร้องไห้จนใจจะขาด ถึงแม้เขาจะขอโทษหรือสำนึกผิดเท่าไรแต่ก็ไม่มีใครเห็นใจเขา เป็นเพราะเขา เด็กน้อยคนหนึ่งถึงได้ตายก่อนวัยอันควร และตอนนี้ภรรยาของเขาก็อยู่ได้อีกไม่นานแล้ว หลินซีจำต้องยืนขึ้นถามโดยเฉพาะเมื่อมันเกี่ยวข้องกับฉู่เฉิงที่เป็นผู้บริสุทธิ์ “ในเมื่อฉู่เฉิงเป็นเด็กที่พวกคุณขโมยมาจากโรงพยาบาล ถ้าอย่างนั้นพ่อแม่ที่แท้จริงของเขาอยู่ที่ไหนล่ะ? คุณยังจำรูปร่างหน้าตาพ่อแม่เขาได้ไหม?” แม่ฉู่เฉิงส่ายหน้า “ตอนนั้นฉันกลัวมาก พอเข้าไปในห้องคนไข้แล้วเห็นเด็กคนนี้หน้าตาดีก็เลือกเขามาเลย ฉันจะไปจำเรื่องพวกนี้ได้ยังไงกัน ฉู่เฉิง แม่ขอโทษนะ! มันเป็นความผิดของแม่ทั้งหมด” พอพูดจบแม่ฉู่เฉิงก็ร้องไห้จนแทบเป็นลม คนที่อยู่ข้างๆ รีบพยุงพร้อมส่งน้ำและลูบหลังให้ หลินซีมองผู้คนที่กำลังชุลมุนวุ่นวายกันอยู่ ในใจของเธอรู้สึกเย็นเยือกไปหมด ไม่มีเบาะแสอะไรเลยแล้วจะช่วยฉู่เฉิงตามหาครอบครัวให้เจอได้ยังไง? เธอมองฉู่เฉิง ฉู่เฉิงเองก็มองเธอกลับเช่นกัน ทันใดนั้นฉู่เฉิงก็ยิ้มออกมา “พี่สาว ผมไม่เป็นไรหรอก ผมมีพี่สาวแล้ว พี่สาวก็คือครอบครัวของผม ไปเถอะ เรากลับบ้านกัน” ฉู่เฉิงยื่นมือมาดึงหลินซีไปเพื่อหวังจะออกจากห้องที่น่าหดหู่ห้องนี้ แต่ทันใดนั้นแม่ของฉู่เฉิงก็เรียกเขาเอาไว้ “รอก่อน ฉันจำได้แค่ว่าคนในครอบครัวนั้นน่าจะใช้แซ่หลี่ ส่วนเรื่องอื่นฉันไม่รู้เลย” ฉู่เฉิงไม่แม้แต่จะหันกลับมา เขาก้าวเท้าเดินออกไปเลย หลินซีก็ไม่รู้ว่าฉู่เฉิงคิดยังไงกับเรื่องนี้ เพราะตัวเขาเองก็ไม่เหมือนคนตระกูลฉู่ เขาต้องอดทนกับสายตาดูถูกและความอับอายมาเป็นสิบปี การจะหาความจริงนั้นทำได้ยาก แถมไม่มีร่องรอยในการตามหาพ่อแม่ของตัวเองด้วย จะให้เด็กอายุน้อยขนาดนี้อยู่ลำพังคนเดียวได้ยังไง หลินซีรักและเห็นใจเด็กคนนี้มากจริงๆ พอกลับถึงบ้านเมื่อเห็นฉู่เฉิงที่ก้มหน้าก้มตาไม่พูดจา หลินซีก็ดึงเขาเข้ามาในอ้อมอกของตัวเองอย่างเอ็นดูและลูบหลังของเขาเบาๆ ก่อนพูดขึ้น “ฉู่เฉิง ไม่ต้องรีบร้อนไปนะ ครั้งหน้าฉันจะช่วยเธอตามหาพ่อแม่เธอด้วย”    ฉู่เฉิงพิงร่างที่แข็งทื่อลงไปในอ้อมอกของหลินซีแล้วพูดเสียงเบา “พี่สาว พี่ไม่ต้องการผมแล้วหรอ?”   หลินซีปล่อยฉู่เฉิงออกแล้วจ้องมองไปที่ฉู่เฉิงที่กำลังมองมาที่เธออย่างน่าสงสาร เธอเอามือลูบหน้าผากของเขาเบาๆ จากนั้นเธอก็พูดขึ้นมา “พูดอะไรเหลวไหล ฉันจะไม่ต้องการเธอได้ยังไงล่ะ หรือเธอไม่อยากหาพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเอง?”   “ไม่อยาก ถ้าพวกเขาอยากตามหาผมล่ะก็ ผ่านมาตั้งหลายปีขนาดนี้แล้วก็ควรจะมีข่าวคราวอะไรบ้าง ที่นี่ก็ไม่ได้ใหญ่ ถ้าผมออกไปตามหาพวกเขาเองแล้วพวกเขาไม่ต้องการผมจะทำยังไงล่ะ?” หลินซีคิดว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ฉู่เฉิงก็ต้องได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งใช่ไหม? หลินซีคิดอะไรไม่ออกอยู่สักพักหนึ่ง ฉู่เฉิงมองสีหน้าของหลินซีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแล้วก็คิดว่าพี่สาวโดนเขาโน้มน้าวเข้าแล้วจริงๆ เขาจึงจูงมือหลินซีแล้วเอ่ยขึ้น “พี่ พอผมรู้ว่าผมไม่ใช่ลูกของตระกูลฉู่ผมก็ดีใจมากๆ เลยล่ะ ต่อไปผมกับคนครอบครัวนี้ก็จะไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่นิดเดียว แล้วก็ไม่ต้องมีเรื่องกังวลใจมากมายด้วย เพราะงั้นเราจะไม่ฉลองหน่อยเหรอ” หลินซีมองใบหน้ายิ้มแย้มของฉู่เฉิงแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดใจแทนเด็กอาภัพโชคคนนี้ ดังนั้นเธอจึงทำตามใจเขา หลินซีทำอาหารอร่อยๆ ขึ้นมาเต็มโต๊ะตามที่ฉู่เฉิงโน้มน้าวเธอ ขณะที่ทั้งสองคนเพิ่งจะนั่งลง หมอซ่งและลูกชายหมอซ่งก็มาเยี่ยมฉู่เฉิง หลินซีพอเห็นหมอทั้งสองมาก็รีบเชิญพวกเขามานั่งร่วมวงทันที “ยังไม่ทันได้ทานทั้งสองคนก็มาพอดี มาได้จังหวะเหมาะเลยค่ะ นั่งทานด้วยกันสักหน่อยสิคะ!” หลินซีเชิญหมอซ่งทั้งสองเข้ามานั่ง หมอซ่งก็ไม่ได้ปฏิเสธ จากนั้นหมอซ่งก็พูดถึงเรื่องราวต่อจากนั้นให้ฟังบนโต๊ะทานอาหาร ถึงแม้ฉู่ต้าเกินจะแสดงความสำนึกผิดของตัวเองแล้ว แต่ภรรยาของต้าเกินก็ยังใจแข็งกลับไปกับครอบครัวของตัวเอง ฉู่ซานซูลากลูกชายคนโตกลับไปโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ เรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงของบ้านนี้แย่ลงจนถึงขีดสุด หมอซ่งลองถามหยั่งเชิงฉู่เฉิงดูว่าเขาต้องการหาครอบครัวของตัวเองหรือไม่ ฉู่เฉิงยังคงยืนกรานว่าเขาไม่ต้องการ ตอนนี้เป็นแบบนี้ก็ดีมากอยู่แล้ว หมอซ่งถอนหายใจออกมาแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก ทุกคนเข้าใจเรื่องเมื่อสิบปีที่แล้วดีแล้ว แต่ถึงต้องการหาก็คงไม่ง่ายนัก ตั้งแต่รู้ว่าฉู่เฉิงเป็นเด็กบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ไม่ใช่ลูกที่เกิดจากพ่อนอกสมรสที่ระบุที่ไปที่มาชัดเจนไม่ได้ ชื่อเสียงในหมู่บ้านของฉู่เฉิงก็ดีขึ้นมา เด็กที่แต่ก่อนไม่คุยกับฉู่เฉิงก็มาหามาเล่นกับฉู่เฉิงเอง เด็กที่แต่ก่อนรังแกฉู่เฉิงก็ไม่ล้อเขาแล้ว หลินซีแสดงความดีใจออกมา แต่ฉู่เฉิงไม่เห็นเป็นแบบนั้น เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือเด็กที่มาอ่านหนังสือบ้านหลินซีมีมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งทะเลาะกันเพราะหนังสือเล่มเดียว หลินซีจึงรู้สึกปวดหัวนิดๆ เด็กพวกนี้น่าสงสารเพราะพวกเขาไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไรเลย แค่มีหนังสือให้อ่านก็ดีใจแล้ว เด็กบางคนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งตั้งห้าหกครั้งก็ยังอ่านต่อไปได้อีกโดยไม่บ่นว่าเบื่อเลยสักนิด ยิ่งนานวันฉู่เฉิงก็ยิ่งรู้สึกอยู่ไม่สุข คนมามากมายขนาดนี้ความสนใจของพี่สาวจึงไปอยู่ที่เด็กพวกนี้จนหมด น่ารำคาญจริงๆ