เกือบหนึ่งเดือนเต็ม ๆ ที่วาตาไปทำงานต่างประเทศซึ่งเป็ไปตามที่เขาได้บอกภูผาไว้จริงๆ การไลน์มาหาภูผาไม่ค่อยเป็เวลาในหลาย ๆ คืนที่ผ่านมา ทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าอีกฝ่ายแทบจะไม่มีเวลาว่างเลย ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ว่าอะไรและไม่เคยตอบอะไรกลับไปเหมือนเคย ดีขึ้นมาหน่อยที่มีสถานะ readed ให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเขาไม่ได้ไม่รับรู้สิ่งที่เขาส่งมา
และวาตาเองก็ไม่ได้เรียกร้องให้อีกฝ่ายตอบไลน์เขาเช่นกัน เพราะวาตาคิดเสมอว่าถ้าภูผาอยากจะคุยกับเขา ภูผาจะส่งข้อความมาให้เขาเอง การบังคับให้ภูผาต้องตอบคำถาม ต้องส่งข้อความอะไรมาให้เป็สิ่งที่ไม่มีความหมายอะไรกับเขา ถ้าการกระทำเ่าั้ไม่ได้เกิดจากความอยากส่งมา และเขาก็รู้ดีว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับข้อความจากภูผาสักครั้ง
ที่จริงวาตากลับมาถึงเมืองไทยก่อนกำหนดได้เกือบอาทิตย์แล้ว แต่เขาไม่ได้บอกหรือแวะไปหาภูผาให้หายคิดถึง เขายังคงส่งข้อความไปให้เหมือนเช่นทุกครั้ง วาตาได้รับรายงานจากครูสอนร้องเพลงให้ภูผาซึ่งสนิทสนมกับเขาพอสมควรว่าภูผาตั้งใจมากขนาดไหน บางครั้งก็แอบส่งภาพขณะภูผากำลังซ้อมไปให้เขาพอให้หายคิดถึงได้บ้าง
และยิ่งภูผามีความตั้งใจมากเท่าไหร่เขาก็ไม่อยากไปรบกวนความตั้งใจนั้น เพราะเขาเองไม่รู้ว่าที่ภูผาตั้งใจเพราะไม่มีเขาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ หรือเพราะความตั้งใจของตัวเองกันแน่ ซึ่งถ้าเป็ประเด็นแรกเขาคงรู้สึกผิดไม่น้อยถ้าเขาจะล้มเลิกความตั้งใจนั้นเพราะ้าประชดเขา
วันนี้วาตามีคิวถ่าย MVเพลงใหม่ของนักร้องค่ายหนึ่งที่ติดต่อมา และนัดถ่ายทำกันท่ามกลางห้างใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองหลวง ท่ามกลางผู้คนที่พากันมามุงดูด้วยความสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็กลุ่มแฟนคลับทั้งใหม่และเก่า ซึ่งเป็เื่ที่โชคดีเพราะกลุ่มคนเหล่านี้รู้ดีว่าเขามาทำงาน ดังนั้น กลุ่มแฟนคลับจึงพยายามที่จะไม่รบกวนการทำงานของเขา ซึ่งเมื่อถึงเวลาพักเสียงกรี๊ดก็จะดังจนห้างแทบแตกเพราะวาตาเอาเวลาพักของตัวเองมาให้แฟนคลับที่จับกลุ่มรอนั่นเอง
“เป็ไงบ้างพี่ ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้น” วาตาทักเมื่อพบว่าสีหน้าผู้กำกับเครียดผิดปกติ ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้ยังชมอยู่เลยว่าทั้งเขาและนางเอกแสดงได้ตามที่้า และสร้างความยินดีให้ทีมงานไม่น้อยเพราะนั่นหมายความว่าจะได้เวลาเลิกกองก่อนกำหนดเวลานั่นเอง
“ดูนี่สิ ไอ้หมอนี่ โผล่มาทำแม่งอะไรเนี่ย คนเขากำลังพลอดรักกัน ดูสายตามันสิอย่างกับโกรธใครมาสักสิบชาติ”
ผู้กำกับชี้นิ้วไปที่จอมอนิเตอร์ตรงที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังหันมามองพระเอกและนางเอกมิวสิคที่กำลังกอดกันแน่น ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโมโหโดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัวว่ากำลังมองมายังกล้องที่กำลังบันทึกภาพของหนุ่มสาวสองคนนั้นอยู่
“สงสัยเราคงต้องถ่ายกันใหม่อีกรอบวะ”
ผู้กำกับพูดเสียงเครียด แต่วาตากลับนิ่งไปเพราะคนที่ผู้กำกับกำลังพูดถึงคือคนที่เขาคิดถึงทุกลมหายใจ และจากแววตา สีหน้าและท่าทางเดินไหล่ตกผ่านไปนั้นมันทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าใครคนนั้นกำลังเข้าใจผิด
“แต่ผมว่ามันก็ดีนะผู้กำกับ ทำให้มิวสิคดูมีอะไรมากขึ้น ไม่ต้องถ่ายใหม่หรอก แต่ใครพอจะบอกทีได้ไหมไอ้หมอนี่เป็ใครขึ้นกล้องดีชะมัดเลย นึกอยากให้มาแคสมิวสิคตัวใหม่เลยน่ะเนี่ย “
อีกคนพูดเสริมด้วยท่าทางออกจะถูกใจเป็พิเศษ
“ดูมีอะไรบ้าอะไรวะพระนางเขาพลอดรักกันจบอย่างแฮปปี้ ไอ้หมอนี่ทำอย่างกับโดนแย่งคนรักไปต่อหน้าซะอย่างนั้น นี่ถ้าไม่นับสีหน้าที่ดูโหด ๆ ตึง ๆ นั่น กูว่ามันกำลังหึงใครสักคนน่ะเนี่ย หน้าดำหน้าแดงซะขนาดนั้น เฮ้อ วัยรุ่นสมัยนี้ นี่คงโดนแฟนทิ้งมาแน่ ๆ หรือไม่แฟนขาดการติดต่อมาเจออีกทีเอ้ากอดกับผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ หึงขึ้นหน้าเลยมึง “ผู้กำกับร่ายเสียเป็เื่เป็ราว ในขณะที่วาตาหน้าเสียไปเรียบร้อยแล้ว
“เอ้า คุณวา ทำไมทำหน้าอย่างนั้นหละครับ ยังไงผมขอใหม่อีกรอบนะครับ เฮ้อ เสียเวลาจริงๆ อย่าให้เจอนะมึ๊งงงง”
ผู้กำกับคนเดิมตบท้ายด้วยการอาฆาตอีกฝ่ายแต่ไม่จริงจังนัก วาตาได้แต่ยิ้มแหย ๆ แต่ก็ยอมถ่ายใหม่ด้วยความเต็มใจ ทั้ง ๆ ที่ในใจกลับรู้สึกผิดอย่างประหลาดที่กลับมาเมืองไทยก่อนกำหนดก็ไม่ได้บอกอีกฝ่าย แถมต้องมาเจอเขากำลังกอดกับผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้เข้าอีก
เฮ้อ งานเข้าชัดๆ ว่าแต่ภูผามาทำอะไรที่ห้างใหญ่แบบนี้ในเวลาเกือบใกล้ค่ำทั้ง ๆ ที่เขาควรเตรียมตัวร้องเพลงที่โรงแรมด้วยซ้ำ
ภูผาไม่รู้ว่าตัวเองเดินออกจากห้างมาั้แ่เมื่อไหร่และเดินมาไกลแค่ไหน มารู้ตัวอีกทีเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกสติให้กลับมาอีกครั้ง
“เฮ้ย ไอ้ผา มึงอยู่ไหนวะเนี่ย กูรอตั้งนานแล้วนะ ตกลงมึงจะมาหรือว่าไม่มา” เสียงปลายสายแทบจะะโทะลุโทรศัพท์ นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัว
“เอ่ออออ เออ ๆ กูขอโทษ แต่ตอนนี้กูไม่สะดวกเข้าไปวะ คือกูไม่รู้ว่าตอนนี้กูอยู่ตรงไหนด้วยซ้ำ”
“อะไรของมึงวะ ให้พวกกูไปรับหรือเปล่า”
“มะ มะ ไม่ต้อง ๆ เดี๋ยวกูหาทางกลับเอง ขอโทษทีนะเว่ย เอาไว้รอบหน้าจะแก้ตัวให้”
“เออ ๆ กลับบ้านดี ๆ นะมึง หมู่นี้ใจลอยบ่อย ๆ เป็อะไรมากปะเนี่ย มีอะไรก็บอกพวกกูได้นะเว้ย”
“เออๆ ขอบใจมากนะมึง”
ปลายสายวางไปแล้ว ภูผากลับยังถือโทรศัพท์ค้างอยู่อย่างนั้น หลัง ๆ มานี่เขาเหม่อลอยจนสังเกตได้ขนาดนั้นเลยเหรอ แต่เมื่อนึกถึงตัวต้นเหตุแห่งอาการเหม่อลอยของตัวเอง ภูผาก็นึกโมโหไม่หายกับภาพที่เขาเห็นก่อนหน้านี้
“งานยุ่งมากสินะถึงมีเวลามากอดผู้หญิงกลางห้างแบบนี้”
ชายหนุ่มสบถอย่างหงุดหงิดจนบอกไม่ถูกและยิ่งหงุดหงิดหนักเข้าไปอีก เมื่อพบว่าไม่สามารถสลัดภาพที่เห็นนั้นออกจากสมองเขาได้เลย
“บ้าเอ้ย!!!!!”
----อยู่ไหนครับ---
ข้อความไลน์เด้งขึ้นมาหลังจากเขาสบถเพื่อระบายอารมณ์ได้ไม่นาน และเมื่อเห็นว่าเป็ใครเขาก็แทบอยากขว้างโทรศัพท์ทิ้ง
---- เรามีเื่ต้องคุยกันนะ ผมมาทำงานนะ ผมไม่ได้ ..---
โทรศัพท์ในมือภูผาถูกปิดเครื่องลงด้วยความโมโหจากเ้าของก่อนที่จะได้อ่านข้อความจบด้วยซ้ำ
“ไม่ได้สนใจโว้ย!!!!”
ภูผาบอกกับตัวเองแล้วรีบก้าวเท้ายาว ๆ เพื่อวิ่งขึ้นรถเมล์ที่กำลังเข้ามาจอดพอดีแต่มีมือใครบางคนดึงแขนเขาไว้
“เดี๋ยวสิครับ”
วาตาไม่รู้โผล่มาจากไหนพูดขึ้นพร้อมกับเสียงหายใจเหนื่อยหอบ ภูผารีบสะบัดแขนอย่างแรงจนหลุดการเกาะกุม ใช่ เขายังคงไม่หายโกรธและเขาเลือกที่จะระบายความโกรธนั้นด้วยการแสดงท่าทีหมางเมินกับอีกฝ่าย
“ไม่ต้องมาแตะ” เขาว่า และกำลังจะเดินหนีแต่วาตาไม่ยอมรีบมายืนขวางไว้
“เรามีเื่ต้องคุยกันนะครับ”
“แต่ผมไม่มี ถอยไป .. บอกให้ถอยไปไง!!”
สิ้นคำวาตาถูกอีกฝ่ายผลักไหล่ออกเพื่อให้พ้นทาง แต่เพราะความโกรธความโมโหของอีกฝ่ายทำให้เขาลืมยั้งมือ เมื่อถูกผลักเต็ม ๆ แรงโดยที่ไม่ทันตั้งตัวดาราหนุ่มถึงกับเสียหลักชนกับขอบป้ายโฆษณาข้าง ๆ เข้าอย่างจัง เืไหลอาบแก้มแต่เ้าตัวไม่ได้สนใจนอกจากความรู้สึกของคนตรงหน้า และไม่ได้สนใจแม้กระทั่งสายตาหลาย ๆ คนที่เริ่มมองมายังเขา
และโชคดีที่รถเมล์คันนั้นเคลื่อนตัวออกไปแล้วแม้จะทำให้ภูผาเดือดหนักเข้าไปอีกก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้วาตารู้สึกกลัวแม้แต่น้อย เขายังคงเดินไปหาและออกแรงดึงอีกฝ่ายให้ขึ้นรถตามความตั้งใจเดิมอีกครั้ง
“ถ้าทำผมเจ็บอีก จำได้ไหมสัญญาคุณจะถูกยืดไปอีก 1 เดือน แต่คราวนี้ถ้าคุณไม่ยอมไปกับผมดี ๆ ผมจะยืดไปอีก 1 ปีทีเดียวอยากลองดีกับผมก็ลองดู”
เสียงแข็ง ๆ ที่กระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคนและท่าที่เอาจริงเอาจังของเขาทำเอาอีกฝ่ายชะงักไปครู่หนึ่ง
“ไปให้พ้น!!”
แต่ครั้งนี้กลับไม่ง่ายอย่างที่ผ่านมา เพราะนอกจากภูผาจะไม่กลัวแล้วยังผลักวาตาออกแล้วรีบเดินหนีขึ้นรถเมล์อีกคันที่เข้ามาจอดพอดี ทำเอาวาตาได้แต่ยืนมองอย่างผิดหวัง เขายังคงปล่อยให้เืไหลอาบแก้มอยู่อย่างนั้น
“สมควรแล้วแหละที่จะโดนแบบนี้”
วาตาคิดในใจเพราะเขาแน่ใจว่าท่าทีของภูผาในครั้งนี้มันเกิดจากความเจ็บภายในลึก ๆ ที่เ้าตัวพยายามปกปิด แม้จะไม่รู้ว่าความเ็ปของภูผาเกิดจากอะไรแต่เขาก็ไม่คิดโกรธที่ถูกผลักจนาเ็แม้แต่น้อย
ฝ่ายภูผาเมื่อขึ้นรถมาได้ก็เอาแต่นั่งนิ่ง จนพนักงานเก็บเงินแทบไม่กล้าเข้าใกล้ ชายหนุ่มกำหมัดแน่น แม้ใจหนึ่งจะยังนึกโมโหและหงุดหงิดอีกฝ่าย แต่อีกใจหนึ่งก็อดเป็ห่วงไม่ได้ที่ครั้งนี้เขาทำให้อีกฝ่ายถึงกับเลือกตกยางออก ...
วันรุ่งขึ้นภูผาไปทำงานตามปกติแต่เพราะเมื่อคืนเขาแทบนอนไม่หลับทำให้วันนี้เขาแทบไม่มีแรงทำงานจนหลาย ๆ คนเป็ห่วง
“ถ้าไม่สบายผมอนุญาตให้พักได้น่ะคุณผา”
คุณวิทยาเอ่ยขึ้นเมื่อพบว่าเด็กหนุ่มมีท่าทีไม่น่าไว้วางใจ เพราะนอกจากเขาจะได้รับหน้าที่ให้ดูแลเื่การทำงานแล้ว เขายังต้องรับหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของเด็กหนุ่มโดยที่ต้องไม่ทำให้ภูผารู้ตัวด้วย และถ้าคุณรัชวิภารู้เื่เข้าคงได้ตีเครื่องกลับจากฮ่องกงแน่ๆ
“ไม่เป็ไรครับ ผมไหว “
ภูผาเอ่ยน้ำเสียงเนือย ๆ พร้อมยกมือขอบคุณแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ โดยไม่รู้ว่าคุณวิทยาออกไปนานแล้ว แต่มีอีกคนเข้ามาแทนและมองมายังร่างใหญ่ที่แทบจะหมดเรี่ยวแรงนั้นนิ่งนาน จนภูผารู้สึกได้
“ไม่ต้องเป็ห่วงผม....”
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเจอว่าเป็ใครภูผาก็ชะงักคำพูดไว้แค่นั้นหน้าตาเคร่งขรึมจนดูน่ากลัว สายตาห่างเหินอย่างเห็นได้ชัดทำเอาอีกฝ่ายอดใจหายไม่ได้
“ผมมีเื่จะคุยกับคุณ”
วาตาเอ่ย แต่นอกจากภูผาจะไม่มองหน้าเขาแล้วยังเดินหนีเอาดื้อ ๆ ทำราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนยังไงอย่างนั้น จนวาตานึกหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง
“อย่าเมินใส่ผมแบบนี้สิครับ ผมกำลังคุยกับคุณอยู่นะ”
วาตาพูดเมื่อรีบก้าวมาขวางหน้าไว้ แต่ภูผาก็ยังไม่พูดอะไรเหมือนเดิมพยายามจะเดินหนีอยู่อย่างนั้น
“ภูผา” วาตาเรียกอย่างอ่อนใจขึ้นมาบ้างที่อีกฝ่ายพยายามจะไม่รับรู้อะไรเลย
“ก็ได้ ๆ เอาไว้คุณอารมณ์ดีกว่านี้เราค่อยคุยกัน แต่ผมไม่ปล่อยให้คุณเข้าใจผมผิดนานหรอกนะ”
ในที่สุดวาตาก็ยอมแพ้ไม่พยายามตอแยอีกฝ่ายอีก ส่วนภูผานอกจากจะไม่มองหน้าดาราหนุ่มแล้ว ยังทำเป็มองไม่เห็นแล้วเดินหนีไปหน้าตาเฉย แม้จะบอกกับตัวเองว่าไม่ชอบท่าทีแบบนี้ของอีกฝ่าย แต่วาตาก็จำใจยอมรับเพราะเขารู้ดีว่าตราบใดที่ภูผาไม่พร้อม ภูผาจะไม่ยอมปริปากหรือแม้แต่มองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ ซึ่งอาการดื้อเงียบแบบนี้เป็สิ่งที่วาตากลัวมากที่สุด และไม่เคยเอาชนะได้เลยนอกจากต้องรอจนกว่าอีกฝ่ายจะพร้อมนั่นแหละ
สองสามวันมาแล้วที่เขาพยายามอธิบายอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนจะไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักครั้ง และนับวันนอกจากภูผาจะเมินใส่เขาแล้วเขากลับยิ่งหลบหน้าหลบตาเขามากขึ้นไปอีก จนทำให้ดาราหนุ่มแทบไม่มีสมาธิทำงานเลยด้วยซ้ำ
วันนี้เลิกกองเร็ววาตาเลยตั้งใจมาดักพบชายหนุ่มที่ร้าน เพราะเลยเวลาร้องเพลงของอีกฝ่ายมานานแล้วนั่นเอง วาตามานั่งรอภูผาตรงบันไดหน้าร้านซึ่งตอนนี้เลยเวลาปิดร้านไปนานแล้ว เขาเลยทำได้แต่นั่งรออยู่หน้าร้านแบบนั้น จนเกือบห้าทุ่มรถยนต์คันหนึ่งมาจอดตรงหน้าร้าน พร้อมกับคนที่เขารอมาเกือบสองชั่วโมงก้าวลงจากรถ ดาราหนุ่มดีใจกับการมาถึงของอีกฝ่ายแต่ก็ต้องหุบยิ้มเมื่อพบว่าใครขับรถมาส่ง และกำลังเดินเคียงข้างกันมุ่งตรงมายังทิศที่เขานั่ง
“คราวหน้าคราวหลังน้องผาอย่านั่งแถวนั้นลำพังดึก ๆ แบบนี้อีกนะคะพวกติดยามันเยอะ ดีนะที่พี่ไปทันไม่งั้นแย่แน่ ๆ เลยคะ”
เสียงใส ๆ ของพี่ภาดังขึ้นเมื่อทั้งคู่เดินเข้ามาใกล้ แต่ไม่มีใครสังเกตว่าวาตาอยู่แถวนั้น จนทำให้ชายหนุ่มนึกสงสัยอยู่ไม่น้อย
“ขอบคุณครับ ผมก็แค่นั่งคิดอะไรเพลิน ๆ เท่านั้นแหละครับไม่คิดว่าพวกมันจะเข้ามาหาเื่ขนาดนี้”
“อื้มมม ช่างมันเถอะคะ ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ว่าแต่น้องผามีปัญหาอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ ดึกขนาดนี้ถึงไม่ยอมกลับบ้านป่านนี้ยายคงห่วงแย่แล้ว วันก่อนยายบ่นให้พี่ฟังว่าน้องผาดูแปลกไปไม่ร่าเริงเหมือนก่อน หน้าตาดูอมทุกข์อมโศกมาก ๆ เลยนะคะ”
“ไม่มีอะไรหรอกครับพี่ภา ผมก็แค่มีเื่ไม่สบายใจนิดหน่อย” ภูผาเอ่ยเนือย ๆ เช่นเคย
“เื่งานหรือเื่คนคะ?? ถ้าให้พี่เดา .. น่าจะหนีไม่พ้นเื่ ... คน...คนนั้นหรือเปล่าคะ”
หญิงสาวพูดพลางรั้งแขนให้ชายหนุ่มหยุดเดินและชี้ไปยังวาตาที่นั่งรออยู่และกำลังมองตรงมายังหนุ่มสาวทั้งสองด้วย
“ถ้าใช่ พี่ว่าตอนนี้คงมีใครสักคนกำลังเข้าใจเราผิดด้วยนะคะ ดูสายตาสิคะราวกับจะกินเืกินเนื้อพี่ซะงั้น”
เธอว่าพลางทำน้ำเสียงน่ากลัว แต่ภูผากลับเมินที่จะให้ความสนใจดาราหนุ่ม จนทำให้หญิงสาวเริ่มจะเข้าใจได้ไม่ยาก
“สวัสดีคะ คุณวาตา มาทำอะไรแถวนี้คะเนี่ย มาดักรอพบใครหรือเปล่าคะ”
คุณภาแกล้งทักเสียงใสเมื่อเดินมาหยุดตรงหน้าวาตา แถมเรียกชื่อเสียเต็มยศ ใครจะคิดว่าคนที่มีชื่อเสียงอย่างวาตา ราชภัฎ จะมายืนอยู่ตรงหน้าในเวลาดึกดื่นเช่นนี้
“สวัสดีครับ คุณภา” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบทักทายแต่สายตากลับไปอยู่ที่อีกคน
“มาหาน้องผาหรือเปล่าคะ พอดีพี่ ... “
“พี่ภาจะเปลี่ยนใจเข้าไปหาอะไรกินก่อนไหมครับ เดี๋ยวผมบริการให้พิเศษเลย”
จู่ ๆ ภูผาก็พูดขึ้นทำเอาหญิงสาวชะงัก เพราะเธอเพิ่งโดนเด็กหนุ่มปฏิเสธมาหมาด ๆ
“คะ ๆ ได้สิคะ เอิ่มมม ดีสิคะ”
เธอรีบตอบรับอย่างรวดเร็วจนภูผายิ้มกว้าง ในขณะที่วาตาเข้าใจผิดเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เขาเข้าใจแล้วแหละว่าภูผารู้สึกยังไงตอนที่เห็นเขากอดกับผู้หญิงคนอื่น ถ้า.. เขาบังเอิญคิดตรงกัน
“แล้วคุณวาจะไปด้วยกันไหมคะ”
“ไม่ต้องชวนคนอื่นหรอกครับ ผมอยากอยู่กับพี่ภาตามลำพังมากกว่า”
คนพูดจงใจเน้นคำว่าคนอื่นและแน่นอนมันได้ผลเพราะทำเอาคนฟังสะอึกจนนิ่งไป
“เรารีบเข้าไปกันเถอะครับข้างนอกมันหนาวเดี๋ยวจะไม่สบาย “ภูผาว่าพลางกระชับเสื้อกันหนาวให้อีกฝ่ายโดยไม่แยแสกับสายตาของอีกคนเลยสักนิด
“พวกคุณกำลังคบกันอยู่เหรอครับ”
จู่ ๆ วาตาก็ถามขึ้นแม้จะแทบทนไม่ได้กับท่าทีของอีกฝ่าย แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามคำถามนี้ แม้จะรู้ว่าถ้าคำตอบออกมาอย่างที่เขากังวลเขาจะเจ็บแค่ไหนก็ตาม
“แต่.. เดี๋ยวก่อน ผมขอทำใจแป๊บ”
วาตารีบเอ่ยขัดเมื่อทั้งภูผาและพี่ภากำลังจะตอบคำถาม ดาราหนุ่มสูดลมเข้าปอดแรง ๆ สองสามครั้ง
“เอาหล่ะ ผมพร้อมแล้ว “
“เราไม่ได้ ... / เราคบกัน ...” สองหนุ่มสาวพูดเกือบพร้อมกันแต่ดันไปคนละทาง
“เรากำลังคบกันใช่ไหมครับพี่ภา”
ภูผารีบเน้นย้ำโดยการโอบไหล่หญิงสาวและนั่นก็แทบทำเอาดาราหนุ่มหมดแรงจนแทบยืนไม่ติด แต่เขาก็ต้องฝืนไว้บอกตัวเองว่าไม่เป็ไรเขาอดทนเก่งเสมอ
เงียบ ... ไม่มีเสียงใด ๆ หลุดรอดจากริมฝีปากได้รูปนั้น ซึ่งบัดนี้เ้าตัวกำลังเม้มปากตัวเองไว้แน่นราวกับว่า้าสะกดอารมณ์ตัวเอง ปล่อยให้สายตาทำหน้าที่มองนิ่งไปยังอีกฝ่ายที่มองรออยู่ก่อนแล้ว
“อื้มมมม ในที่สุดคุณก็เลือกแล้วสินะครับ เพราะแบบนี้ใช่ไหมถึงไม่ยอมเจอหน้าผม “
“คุณวาตา”
หญิงสาวอุทานอย่างสงสารจับใจเมื่อเห็นแววตาเ็ปของดาราหนุ่มที่ปิดไม่มิด เธอรู้ดีว่าความเ็ปจากการถูกปฎิเสธมันทรมานแค่ไหน นึกรู้สึกผิดไม่น้อยที่ต้องไหลตามภูผา
“รู้แล้วก็ ... ไปซะ”
ภูผาออกปากไล่ตรง ๆ จนคุณภาต้องหันมองหน้าและแน่นอนแววตาภูผาก็เ็ปไม่แพ้อีกฝ่ายเลยเช่นกัน แต่โชคร้ายที่ภูผากลับไม่รู้ตัว
“เราไปกันเถอะครับพี่ภา”
ชายหนุ่มหันมาพูดกับเธอเสียงเบาอย่างอ่อนแรง พร้อม ๆ กับโอบไหล่ให้เดินไปพร้อมกัน ปล่อยให้ดาราหนุ่มมองตามด้วยความเ็ปใจราวกับมีใครมากระชากหัวใจออกไปจากร่างอย่างสุดแรงโดยไร้ซึ่งความปราณีใด ๆ ...
“น้องผาทำแบบนี้จะดีหรอคะ” เมื่อทั้งคู่เข้ามาในร้านหญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
“ทำอะไรหรอครับ”
“น้องผา!”
หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะพูดต่อเมื่อเห็นท่าทีเหนื่อยอ่อนของอีกฝ่าย ทำไมเธอจะไม่รู้ภูผาแค่้าประชดอีกฝ่ายเท่านั้น แต่แทนที่จะสะใจภูผาเองต่างหากที่เ็ปใจอย่างเห็นได้ชัด
“ประชดแล้วน้องผารู้สึกดีขึ้นหรือเปล่า ก็ไม่ พี่ไม่รู้หรอกนะคะว่ามีปัญหาอะไรกันแต่คงจะใหญ่พอสมควรเพราะมีผลกระทบต่อจิตใจน้องผาได้มากขนาดนี้ แต่ถ้ารู้ว่าทำแล้วเจ็บจะทำไปทำไมคะ ทำไมไม่คุยกันให้เข้าใจไม่ว่าผลจะออกมายังไง อย่างน้อยน้องผาก็จะได้มั่นใจว่าไม่ได้เข้าใจอะไรผิด แล้วเผลอทำอะไรผิด ๆ จนทำร้ายอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว”
“......”
เงียบอีกตามเคย แต่คุณภาก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าชายหนุ่มเป็ห่วงอีกคนมากขนาดไหน เพราะตอนนี้ชายหนุ่มเอาแต่มองไปหน้าร้านที่ที่ดาราหนุ่มยืนอยู่เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา แม้ตอนนี้จะว่างเปล่าเพราะอีกฝ่ายจากไปแล้วแต่เขาก็ยังมองและมองอยู่อย่างนั้น
“คนรักกันเขาไม่ประชดกันแบบนี้หรอกนะคะน้องผา มันรุนแรงกับความรู้สึกอีกฝ่ายมากเกินไป ยิ่งอีกฝ่ายรักมากเท่าไหร่เขาก็จะเ็ปมากเท่านั้น”
“แต่ผมไม่ได้ ...”
“อย่าเพิ่งพูดคะ เอาไว้น้องผาเก็บไปคิดดีกว่านะคะ ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทบทวน ค่อย ๆ ดูความรู้สึกตัวเอง เื่แบบนี้ให้ใช้ใจคิดนะคะอย่าใช้สมอง น้องผาจำได้ไหมคะที่พี่บอกว่าพี่รักน้องผามากแค่ไหน แต่พี่ก็ยอมรับการตัดสินใจของน้องผาได้ ยอมที่จะแปรเปลี่ยนความรักนั้นเป็แค่น้องเป็แค่พี่ แต่น้องผารู้ไหมว่ามันทรมานแค่ไหน พี่ไม่อยากให้น้องผาเ็ปทรมานแบบพี่นะคะ ....
อย่าเอาทิฐิมาใช้กับเื่ของหัวใจคะเพราะมันจะไม่มีใครชนะเลย มีแต่เจ็บกับเจ็บด้วยกันทั้งคู่ ถ้าน้องผาอายที่จะต้องยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็ผู้ชายด้วยกัน พี่จะบอกว่าให้มองข้ามมันไป ถ้าอยากจะรักก็รักซะนะคะ “
คุณภาออกจากร้านไปั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ภูผาก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น น้ำตาเริ่มไหลเมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาทำไป แม้จะเจ็บจากภาพที่เขาเข้าใจ แม้วันหนึ่งวาตาจะมีความรักกับผู้หญิงสักคนบนโลกใบนี้ แต่ภูผาก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายอีกฝ่ายจนาเ็ครั้งแล้วครั้งเล่า เืที่ไหลอาบแก้มดาราหนุ่มวันนั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดหนักขึ้นไปอีก
วาตาเป็คนอดทนเก่งเจ็บไม่ร้อง ปวดไม่เคยบ่น ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็จะไม่มีทางให้ใครเห็นความอ่อนแอของตัวเอง แล้วความเ็ปที่ภูผาได้ทำลงไปครั้งนี้เล่า คนอย่างวาตาจะยังทนได้อีกหรือเปล่า ถ้าเขาทนไม่ได้เขาจะคิดทำอะไรบ้า ๆ เหมือนกับที่ผ่านมาอีกหรือเปล่า ยิ่งคิดในใจก็ยิ่งร้อนเหมือนใครเอากองไฟโยนเข้ามาจนแทบทนไม่ไม่ไหว เสียงรถคันหรูที่เหมือนถูกกระชากออกจากที่จอดอย่างอย่างรวดเร็วนั่น ยิ่งทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเป็ห่วงอย่างบอกไม่ถูก
“จะไป”
คำ ๆ นี้ผุดขึ้นในหัวเขาอีกครั้งและทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้เขาจะใจหายเสมอ ถ้าเกิดอะไรที่ร้ายแรงขึ้นจริงๆ มันคงจะเหลือแค่คำว่า “ไป” สินะ แล้วเขาจะทนได้จริงๆ เหรอถ้าจะไม่ได้เจอวาตาอีก ... ตลอดชีวิต
“พี่เล็กหรอครับ ผมขอโทษครับ พอดีผมกับ ... เอ่ออ วาตามีปัญหากันนิดหน่อย ผมกลัว..”
“ไม่ต้องกลัวคะน้องผาเมื่อกี้คุณวาโทรมาบอกว่าถึงที่พักแล้ว นี่พี่ก็เป็ห่วงเห็นหายไปั้แ่ตอนเย็นแล้วคะ”
“ครับ งั้นขอโทษนะครับที่โทรมารบกวนดึก ๆ “
“ไม่เป็ไรคะปกติพี่ก็นอนดึกอยู่แล้ว”
“พี่เล็กครับผมขออะไรพี่อย่างได้ไหมครับ คือผมไม่อยากให้เขารู้ว่าผมโทรหาพี่ ...”
“ได้สิคะ”
“ขอบคุณครับพี่เล็ก”
พี่เล็กวางสายไปแล้วแล้ว ภูผาก็ได้แต่นั่งเศร้าแม้จะคลายความกังวลไปได้บ้างแต่ก็ใช่ว่าเขาจะสบายใจเสียทีเดียว บางทีเขาอาจต้องกลับมาทบทวนความรู้สึกตัวเองและต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างไม่ให้คาราคาซังแบบนี้เสียแล้ว
และก็เป็ไปตามที่คาดหลังจากวันนั้นวาตาก็ไม่ปรากฏตัวให้เขาเห็นอีกเลย แม้แต่ไลน์ก็เงียบ ที่ที่วาตาเคยแอบมานั่งมองเขาร้องเพลงกลับกลายเป็คนอื่นมานั่งแทน ทุกวันภูผาได้แต่ถอนหายใจด้วยความหนักใจ แต่ก็ยังมีสติพอที่จะแยกแยะระหว่างเื่งานกับเื่ส่วนตัวได้บ้าง เขาก็เลยเอาเวลาทั้งหมดทุ่มให้กับการฝึกร้องเพลงฝึกเล่นกีตาร์จนแทบจะกินนอนอยู่กับมันด้วยซ้ำ
“คุณวาครับพอเถอะครับ คุณดื่มมากเกินไปแล้วนะครับ”
เย็นวันหนึ่งหลังจากร้องเพลงเสร็จและภูผาก็เตรียมตัวไปซ้อมร้องเพลงต่อ ขณะที่เขาเดินผ่านห้องอาหารโรงแรม ชื่อคุ้น ๆ ทำให้เขาชะงักใจเต้นแรงอีกครั้ง
“ขออีกนิดเถอะครับ ผมอยากดื่ม”
เสียงอ้อแอ้ดังมาแต่เขาก็จำได้แม่นยำ
ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบเดินไปตามเสียงนั้นทันที จนพบว่าดาราหนุ่มกำลังยกเหล้าเข้าปาก เขาดื่มมันราวกับดื่มน้ำเปล่าด้วยซ้ำแต่ที่ภูผากังวลก็คือเขาจำได้ว่าวาตาแพ้แอลกอฮอล์ทุกชนิดนั่นเอง
“พอได้แล้ว”
เขารีบดึงแก้วเหล้านั้นออกจากมือคนที่ไม่ได้สติอย่างรวดเร็ว จนอีกฝ่ายมองตามอย่างหงุดหงิด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าเป็ใคร และแทนที่ดาราหนุ่มจะทักทายเหมือนทุกครั้ง เขากลับพยายามแย่งแก้วเหล้าคืนโดยไม่สนใจจะพูดกับภูผาเลยสักคำ
“บอกให้พอแล้วไงจะกินจนตายไปข้างนึงเลยหรือยังไง”
วาตายังไม่ยอมพูดด้วยเมื่อเห็นว่าไม่สำเร็จ เขาก็ยกดื่มทั้งขวดเอาดื้อ ๆ จนภูผาต้องแย่งมาอีกครั้ง
“เขาแพ้แอลกอฮอล์ครับคุณวิทยา”
ชายหนุ่มรีบบอก
“เหรอครับ มิน่าผมไม่เคยเห็นคุณวาแตะเหล้าเลย นี่คงมีปัญหาหนักจนหาทางแก้ไม่ได้แน่ ๆ เลยต้องมาพึ่งเหล้าแบบนี้ โชคดีนะครับที่เด็กไปบอกผมเสียก่อนไม่งั้นคงดื่มไปมากกว่านี้”
“แล้วนี่เขามาดื่มหนักแบบนี้ทุกวันหรอครับ”
“ไม่นะครับ เห็นเด็ก ๆ บอกว่าคุณวามานั่งตรงนี้ทุกคืนแต่ไม่เคยสั่งเหล้า เพิ่งมาสั่งหนัก ๆ เอาคืนนี้แหละครับ”
ภูผาอดแปลกใจกับสิ่งที่ฟังไม่ได้แต่ก็แอบดีใจลึก ๆ เพราะเขาเปลี่ยนที่นั่งนี่เองภูผาเลยไม่เห็นจนนึกไปว่าเขาไม่ได้มาแต่คงเพราะไม่อยากให้เขาทำงานไม่ได้อีกตามเคยสินะ
“เอาไงดีครับคุณผา ปล่อยไว้อย่างนี้คงได้นอนตรงนี้แน่ ๆ “
“พอมีห้องว่างไหมครับ จะได้เปิดให้เขานอนก่อน”
“เอ้อจริงสิ ผมนี่ลืมเสียสนิทเลย คุณวาเธอพักที่นี่นินา”
“พักที่นี่???”
“ครับ คุณรัชวิภาเปิดห้องให้คุณวาพักเป็พิเศษชั้น 20 ชั้นวีไอพีครับ ปกติชั้นนั้นจะไม่เปิดให้แขกเข้าพักนอกจากวีไอพีจริงๆ แต่ตอนนี้คุณวาครองคนเดียวเพราะ่นี้เราไม่ค่อยได้ต้อนรับแขกวีไอพีท่านอื่นครับ”
“หมายความว่า ....เขาอยู่ที่นี่ตลอดเวลาอย่างนั้นเหรอครับ”
สิ้นคำถามของภูผาทำเอาคุณวิทยานิ่วหน้าเพราะเผลอพูดความลับของคนที่ถือว่าเป็เ้านายอีกคนออกไปจนได้ ทั้ง ๆ ที่วาตาย้ำนักย้ำหนา
“เอ่ออออ ... ครับ”
ในที่สุดคุณวิทยาก็ยอมรับเสียงอ่อย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเขาก็ไม่อยากโกหกชายหนุ่มอีกต่อไป
ภูผานิ่งไปมองคนที่ฟุบตรงหน้าอย่างนึกหงุดหงิดอีกครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะพาร่างที่แทบไม่ได้สตินั้นขึ้นห้องซึ่งเขาเคยไปพักมาครั้งหนึ่งแล้ว ส่วนเื่ที่วาตาปิดบังเื่ที่พักเขาจะเอาไว้สะสางตอนที่ดาราหนุ่มฟื้นแล้ว
แต่เมื่ออยู่ในลิฟท์วาตาก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้นแล้วก็ร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ จนภูผาใไม่น้อย แล้วเขาก็รีบปิดลิฟท์และกดเลือกชั้นก่อนที่จะมีใครโผล่เข้ามาเป็ผู้โดยสารร่วมด้วย ซึ่งนั่นคงไม่เป็ผลดีกับภาพลักษณ์ของอีกฝ่ายแน่ๆ
“ทำแบบนี้ทำไม “
จู่ ๆ วาตาก็เอ่ยขึ้นน้ำเสียงยังขึ้นจมูกเพราะเพิ่งร้องไห้มา
“ผมถามว่าทำแบบนี้ทำไม ยิ่งมาทำเป็ใส่ใจแบบนี้มันเจ็บรู้ไหม มันเจ็บตรงนี้”
วาตาพูดพลางตบที่อกทางซ้ายตัวเองแรง ๆ จนภูผาต้องดึงมือออก กลัวอีกฝ่ายจะช้ำในตาย รู้สึกสงสารอีกฝ่ายจนแทบทนไม่ไหว แต่วาตาก็เลือกที่จะดึงมือกลับให้พ้นการเกาะกุม ราวกับว่าไม่้าััใด ๆ จากอีกฝ่ายทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเขาเองเสียอีกที่มักหาโอกาสแตะต้องอีกฝ่ายเสมอๆ
“คุณเมามากแล้วนะ”
ภูผาว่าพลางจะพยุงให้ลุกขึ้นแต่วาตาปัดมือออกและถอยหนี ทำเอาภูผารู้สึกใจหายกับท่าทีนั้น
ในที่สุดเขาก็ปล่อยอีกฝ่ายไว้แบบนั้นได้แต่มองอยู่ห่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ดาราหนุ่มหยุดร้องไห้แล้ว แต่ก็ยังสะอื้นเบา ๆ อย่างพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ให้ก้อนสะอื้นหลุดออกมา ใช่ เขากำลังพยายามต่อสู้กับความรู้สึกตัวเอง
จนเมื่อลิฟต์เปิดออก ในขณะที่ภูผาพยายามจะเข้าช่วยแต่วาตาไม่ยอมพยายามจะลุกและเดินออกจากลิฟต์เอง จนเสียหลักชนเข้ากับขอบประตูลิฟต์อีกจนได้
“อวดดี”
ภูผาดุและรีบหิ้วปีกดาราหนุ่มออกจากลิฟต์ลากไปทางฝั่งห้องพักโดยไม่สนใจท่าทีผลักไสนั้น
“คีย์การ์ดอยู่ไหน”
เขาถามเมื่อมาหยุดที่หน้าห้องพักในขณะที่ดาราหนุ่มพยายามดึงตัวออกห่าง แต่ไม่สำเร็จเพราะสู้แรงภูผาไม่ไหว ภูผาส่ายหน้าเบา ๆ พร้อม ๆ กับเอามือล้วงหาคีย์การ์ดอย่างถือวิสาสะจนเจอและพาอีกฝ่ายเข้าห้องสำเร็จ
แต่ทันทีที่ก้าวผ่านประตูวาตาก็แทบปรี่เข้าห้องน้ำท่ามกลางความใของภูผา เขารีบปิดประตูและเดินตามจนพบว่าอีกฝ่ายกำลังโก่งคอกับโถส้วมเพื่อเอาบางอย่างออกจนหน้าดำหน้าแดง
“กินไม่เป็ยังอยากจะกินอีก ยาแก้แพ้กินซะผมหยิบจากโต๊ะข้างเตียงคุณ”
เมื่อเห็นว่าวาตามีท่าทีดีขึ้น เขาก็ถูกพยุงไปนั่งบนเตียงใหญ่และภูผาก็รีบยื่นยาแก้แพ้ให้อย่างรวดเร็วเพราะตอนนี้เนื้อตัวอีกฝ่ายแดงจนน่ากลัว แต่ดาราหนุ่มเมินเฉยและเลือกล้มตัวลงนอนแทนเพราะตอนนี้รู้สึกถึงความหนักอึ้งของศีรษะตัวเอง
“กินยาก่อน ... นะครับ”
น้ำเสียงนุ่มนวลจนแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ไม่ ผมจะนอนคุณก็กลับไปได้แล้วเดี๋ยวคุณภาจะรอ”
“เกี่ยวอะไรกับพี่ภา”
จากน้ำเสียงน่าฟังกลับกลายเป็แข็งขึ้นแทบจะทันที
“ยังจะมาถามอีกกกกกกกกก...”
วาตาลากเสียงยาวตามประสาคนที่สติไม่อยู่กับตัวแล้วเขาก็ซุกหน้ากับหมอนหันหลังหนีอีกฝ่ายเอาดื้อๆ
ภูผาได้แต่ส่ายหน้าแล้วลุกหายไปในห้องน้ำ ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เพื่อเช็ดตัวให้อีกฝ่ายแทน
“คุณจะนอนทั้งอย่างนี้ไม่ได้มาเช็ดตัวก่อนเสื้อคุณเลอะไปหมดแล้ว”
ชายหนุ่มรั้งอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นแม้วาตาจะรั้งตัวเองไว้แต่ก็สู้แรงภูผาไม่ไหว จึงทำได้แค่ส่งเสียงอ้อแอ้ราวกับหงุดหงิดกับการถูกขัดจังหวะนอนของตัวเองเสียนักหนา....