วันเวลาในฤดูอันร้อนอบอ้าวและเต็มไปด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงจักจั่นร้องดังก่อกวนจนจิตใจสับสนวุ่นวาย
ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องส่งคนถูกขัดขวาง หรือเพราะนายหญิงบ้านรองโดนทุบตีจนศีรษะแตก บ้านใหญ่ถึงได้ยอมหยุด ไม่มารบกวนเยี่ยนเจาเจาและไม่สร้างปัญหาอีก
แต่ไม่มีวี่แววว่าหยวนหยางฮุยจะมาขอโทษตามที่นายหญิงใหญ่เคยบอก ราวกับว่า “ลืมสนิท” ไปแล้ว
เมื่อมองจากเหตุการณ์นี้ เยี่ยนเจาเจาก็พอจะเข้าใจว่า เหตุใดท่านผู้อาวุโสหยวนมู่จึงไม่ยอมอาศัยอยู่ที่จวนสกุลหยวน ในครอบครัวใหญ่แห่งนี้ ตั้งแต่นายหญิงผู้เฒ่าไปจนหยวนหยางฮุย ล้วนไม่มีใครซื่อสัตย์สักคน พฤติกรรมเหลวไหลไร้เหตุผล หากพูดออกไปว่าเป็นครอบครัวของผู้อาวุโสหยวนมู่ก็คงไม่มีคนเชื่อ
นางลืมไปแล้ว เยี่ยนเจาเจาก็จะย้ำเตือนนางเอง
จวนสกุลหยวนไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ แต่เกิดเหตุสุดวิสัยเล็กน้อยกับทางผู้อาวุโสหยวนมู่
ความสัมพันธ์ของผู้อาวุโสหยวนมู่กับนายหญิงผู้เฒ่าภรรยาใหม่ไม่ดีนัก หลังจากบุตรชายบุตรสาวเติบใหญ่เป็นฝั่งเป็นฝาก็ย้ายออกจากจวนสกุลหยวน ไปอยู่คนเดียวที่ชนบทในแถบชานเมืองซูโจว
หลายปีก่อนผู้อาวุโสหยวนมู่เป็นบัณฑิตจอหงวนผู้ชิงอันดับหนึ่งทุกการสอบเคอจวี่ แต่รับราชการเพียงสองปี คงรู้สึกเหมือนถูกผูกมัด จึงได้ลาออกและกลับบ้านเกิดที่ซูโจวมาเปิดสถานศึกษาสกุลหยวน
สถานศึกษาของสกุลหยวนไม่เพียงรับบุตรหลานตระกูลหยวนเท่านั้น ยังรับสมัครลูกศิษย์จากครอบครัวยากจน โดยมีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือเต็มใจเรียนหนังสือ และแสวงหาความก้าวหน้า
หลายสิบปีมานี้สถานศึกษาสกุลหยวนสั่งสอนศิษย์ฉลาดดีเด่นไปไม่น้อย และศิษย์เหล่านี้บางคนสอบเคอจวี่เข้าสู่เส้นทางขุนนาง กลายเป็นเสาหลักของราชวงศ์ต้าซีทุกระดับชั้น บางคนกลับบ้านเกิดเมืองนอนไปอบรมให้ความรู้ บ่มเพาะปัญญาชนจำนวนมากต่อไป
กล่าวได้ว่าผู้อาวุโสหยวนมู่คือบุรุษผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของทางใต้ และจากการพิจารณาอีกหลายประการ องค์หญิงจึงได้เลือกส่งเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอมายังสกุลหยวน ซึ่งรู้กันดีว่าหยวนหยางฮุยไม่มีคุณสมบัติเข้าสถานศึกษา
ตอนเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอมาถึง เป็นช่วงที่สถานศึกษาสกุลหยวนหยุดสิบวันพอดี นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดเหล่าแม่นางและเด็กผู้ชายในสกุลหยวนทั้งหลายจึงยังอยู่เรือน และพบหน้าเยี่ยนเจาเจาได้
เดิมทีคุยกันว่าเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอจะพักอยู่ที่สกุลหยวนหนึ่งถึงสองวัน เมื่อสถานศึกษาเปิดในต้นเดือนหน้า ผู้อาวุโสหยวนมู่จะกลับมารับหลานทั้งสองคนไปยังสถานศึกษาด้วยตนเอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ
แน่นอนว่ามีต้นเหตุมาจากธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างผู้ปกครองและข้าราชบริพารทั้งสิ้น
เยี่ยนเจาเจามีฐานะอะไรน่ะหรือ?
ตัวนางแทบจะแบกรับหน้าที่ของผู้ครองแคว้นไว้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าฮ่องเต้หรือองค์หญิงก็ล้วนเป็นคนที่ผู้อาวุโสหยวนมู่เลื่อมใสศรัทธา
แม้ผู้อาวุโสหยวนมู่จะเป็นอาจารย์ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วหล้า แต่เขากลับไม่มีนิสัยแสวงหาลาภยศเหมือนปัญญาชนบางคน เขาเข้าใจเกียรติศักดิ์และอำนาจของฮ่องเต้โดยธรรมชาติ และตระหนักว่าหากไม่มีฮ่องเต้หญิงและองค์หญิง ราชวงศ์ต้าซีก็ไม่อาจสงบสุขได้เช่นวันนี้ เขาจึงเตรียมการมารับด้วยตนเอง หนึ่งคือเพื่อเสริมบารมีให้หลานชายคนโตบ้านแรกของตนเอง สองคือเพื่อเคารพความประสงค์ของเจ้าแผ่นดิน
ทว่าจู่ๆ ผู้อาวุโสหยวนมู่ก็ส่งจดหมายมาว่าสถานศึกษาเกิดโรคระบาดกะทันหัน เป็นเหตุให้ต้องส่งเหล่านักเรียนกลับไปก่อนชั่วคราว แล้วหยุดยาวสามเดือนเพื่อทำความสะอาดสถานศึกษาให้ทั่ว จะได้ไม่เป็นการทำร้ายร่างกายของเหล่าคุณชายและคุณหนู
และยังมีแผนเลื่อนออกไปอีกเดือน ถึงต้นเดือนสิบเอ็ด จึงค่อยมารับคุณหนูกับคุณชายเข้าเรียนพร้อมกัน
เยี่ยนเจาเจาคิดว่าจวนสกุลหยวนตอนนี้เริ่มน่าสนใจแล้ว ได้จังหวะยืดเวลาสักสองสามเดือนเพื่อเล่นกับพวกนาง ดูว่าพวกนางจะใช้อุบายอะไรพอดี จึงตอบตกลง
ผู้อาวุโสหยวนมู่ได้ยินเรื่องราวอันเลวร้ายของจวนสกุลหยวน ข้อความในจดหมายจึงละอายใจอย่างยิ่ง เขียนลายเส้นหนักอึ้งแทบทะลุหลังกระดาษว่าตนเองสามารถสั่งสอนนักเรียนทั่วใต้หล้า ทว่ากลับดูแลแค่อาณาเขตภายในเรือนตนไม่ได้ ดูแล้วคงเสียใจยิ่งนัก
เยี่ยนเจาเจาแลกเปลี่ยนจดหมายกับผู้อาวุโสหยวนมู่ จงใจขอร้องให้ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่ต้องสนใจเรื่องของจวนสกุลหยวนชั่วคราว เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น นางทนได้อยู่แล้ว
ผู้อาวุโสหยวนมู่จึงได้สบายใจขึ้น
ในใจเยี่ยนเจาเจาไม่รู้สึกกระดากอายสักนิด แค่จดหมายของผู้อาวุโสหยวนมู่ ก็มองออกแล้วว่าเขาไม่อาลัยอาวรณ์ต่อจวนสกุลหยวนเลย
อาจจะมีเรื่องบางอย่างในอดีตที่ทำให้เขาจงเกลียดจงชังเข้ากระดูกดำ ไม่เช่นนั้นเหตุใดผู้อาวุโสดีๆ คนหนึ่งถึงได้เลือกอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่ชนบท แม้แต่ฉลองตรุษจีนก็ยังไม่กลับจวนเล่า?
แต่นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว เยี่ยนเจาเจาจึงไม่คิดจะสืบเสาะ
เยี่ยนเจาเจากำลังรอท่าทีของเจินเจินและอ้ายอ้ายอยู่
นางไม่มีปัญหาหากจะร่วมมือกับคนอื่น ยิ่งนางตระหนักถึงความไร้พลังของตนเองขึ้นทุกวันๆ ด้วยแล้ว หากชาติก่อนนางมีสหายข้างกายบ้าง จุดจบคงไม่ถึงกับเป็นเช่นนั้น
ความประทับใจแรกที่หยวนอีเจินและหยวนอีอ้ายมอบให้นางก็ดีมาก เยี่ยนเจาเจาจึงยินดีรอให้พวกนางมองทุกอย่างได้กระจ่างชัด และยังเต็มใจแนะนำให้พวกนางฉลาดขึ้น อารมณ์ของเด็กสาวน่ะมักจะตะล่อมง่าย นับประสาอะไรกับพวกนางที่มีจิตใจบริสุทธิ์และฉลาดหลักแหลม
ย้อนกลับไปในวันที่เยี่ยนเจาเจาให้หยวนอีเจินกลับไป นางตื่นตระหนกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้ทันที
ระหว่างทางกลับหลังขบคิดประโยค “คนหมิงไม่พูดคำนินทา” และสายตาแฝงความหมายลึกซึ้งที่หงซิ่วถ่ายทอดมา นางถึงเข้าใจว่าตนเองทำอะไรผิดพลาดไป
ยามนั้นนางโกรธจนหลงลืมว่าตนมีแค่ตัวเองกับน้องสาว แม้แต่ท่านแม่ยังยืนข้างบ้านใหญ่ ท่านพ่อที่รับตำแหน่งข้างนอกแรมปีก็ไม่อยู่บ้านเป็นปกติ นางกับน้องสาวย่อมหัวเดียวกระเทียมลีบ
ยังมี “ไม้งดงามในพงไพร ย่อมถูกลมพัดทำลาย” ของเยี่ยนเจาเจาอีกประโยค นางจึงได้นึกออกว่าเหตุใดนายหญิงใหญ่ต้องรับฝาแฝดเข้ามา
นัยหนึ่งคาดว่าอยากให้คนสับสน ส่วนอีกแง่น่าจะต้องการดูหมิ่นพวกนางสองพี่น้องตรงๆ คงมีบางคำพูดที่ตนกล่าวต่อหน้าท่านแม่ และเล็ดลอดไปถึงหูนางโดยไม่รู้ตัว
หากวันนั้นนางเข้าไปในเรือนของเยี่ยนเจาเจา ไม่ว่าสุดท้ายต้นเหตุจะลือออกมาเช่นไร เกรงว่านายหญิงใหญ่คงจะไม่ใช้เพียงฝาแฝดมาเหยียดหยามพวกนางสองพี่น้องแน่
จวบจนยามนี้เองที่หยวนอีเจินเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนยังห่างชั้นกับเยี่ยนเจาเจาอยู่มาก
น้องสาวคนนี้ถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างนอกมาตลอด ปัจจุบันน่าจะอายุไม่ถึงเก้าขวบด้วยซ้ำ ทว่ากลับฉลาดเฉลียวเพียงนี้ และเริ่มแนะนำตนทั้งที่ยังไม่ทันลงเรือลำเดียวกัน?
นางภูมิใจว่าตนเองฉลาดปราดเปรื่อง ทว่ายามนี้จำต้องยอมศิโรราบแต่โดยดี เหนือฟ้ายังมีฟ้าเหนือคนยังมีคนจริงๆ
หยวนอีเจินกลับไปพูดคุยกับหยวนอีอ้าย ระหว่างปรึกษาหารือกัน ทั้งสองได้กระจ่างว่าสถานการณ์ของตนสุ่มเสี่ยงเพียงใด ความเหี้ยมโหดและยากจะสั่นคลอนของนายหญิงใหญ่ทำพวกนางหวาดหวั่นจนมือไม้อ่อน และเยี่ยนเจาเจาก็เสมือนลำแสงที่ส่องย้อนมา แต่สว่างจ้าไร้ซึ่งสิ่งบดบัง
หยวนอีเจินกับหยวนอีอ้ายตัดสินใจแล้ว พวกนางจะไม่ปล่อยให้ตนเองโดนนายหญิงใหญ่โขกสับตามอำเภอใจเช่นนี้อีก
พวกนางจึงรอคอยโอกาสเหมือนกัน โอกาสเหมาะสมที่จะเข้าสวามิภักดิ์
และในที่สุดมันก็มาถึง
ประมาณกลางเดือนแปดอันร้อนอบอ้าวเหลือทน
เยี่ยนเจาเจาผลักประตูเปิดเรือนออกมา ก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนที่โชยเข้าหาจนแทบจะกลืนกินนาง
ในห้องมีพัดลมน้ำแข็ง นางจึงอยากหมกตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหน ทว่าพี่ชายรองไม่อนุญาต
หนานหมิงเหอกล่าวว่าไม่ว่าอากาศจะร้อนเพียงใด เยี่ยนเจาเจาก็อุดอู้อยู่ในห้องตลอดไม่ได้ แต่ละวันคนเราควรขยับบ้าง มิฉะนั้นร่างกายจะเก็บสะสมความเศร้าจนไม่ดีต่อสุขภาพ
ดังนั้นหนานหมิงเหอจึงบังคับให้เยี่ยนเจาเจาไปเดินเล่นรอบสระน้ำนอกเรือนกับเขาสองรอบหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า หรือตอนที่อากาศเย็นลงเล็กน้อยทุกวัน สิ่งนี้ทั้งดีต่อการย่อยอาหาร และถือเป็นการออกกำลังยืดเส้นยืดสาย
ข้างสระน้ำยังมีสวนดอกไม้เล็กๆ หากเยี่ยนเจาเจาสนใจไปเดินในสวนก็ดีเช่นกัน
น่าเสียดายที่ร่างกายของเยี่ยนเจาเจาดึงดูดยุง ช่วงพลบค่ำนางออกไปเดินข้างนอก ยุงพวกนั้นมักพุ่งเข้าหานางอย่างบ้าคลั่ง พากันจะกัดนางจนตุ่มแดงขึ้นทั่วร่างเสียให้ได้
ปกตินางจึงไม่ไปทางสวน เพราะจุดที่มีพรรณไม้และริมน้ำเป็นที่ที่ยุงชุมที่สุด เยี่ยนเจาเจาทนทรมานไม่ไหว
นางเดินเล่นอยู่ริมน้ำตามหนานหมิงเหอช้าๆ อากาศอบอ้าวจนเหงื่อท่วมตัวนางเหมือนเคย
และตอนนั้นเอง จู่ๆ หงซิ่วก็ขยับเข้ามาและเอ่ยข้างหูแผ่วเบา “คุณหนูสามและคุณหนูสี่เล่นชิงช้าอยู่ในสวนทางนั้น คุณหนูจะไปหรือไม่เจ้าคะ?”
หงซิ่วไม่อาจเปลี่ยนคำเรียกคุณหนูได้ เยี่ยนเจาเจาก็ไม่ห้ามนาง ปล่อยให้นางเรียกเช่นนี้ต่อไป
ตอนแรกเยี่ยนเจาเจาไม่อยากไป แต่พอได้ยินว่าเจินเจินและอ้ายอ้ายที่ตนถูกใจอยู่ทางนั้น บวกกับหงซิ่วเอ่ยเจาะจงเป็นพิเศษ คาดว่าคงมีบางอย่างที่ตนไม่ทราบ หัวใจจึงเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย และก้าวเดินไปทางสวนดอกไม้
สระน้ำกับสวนดอกไม้ล้วนอยู่ในเรือนหลัก จึงได้เห็นเหล่าเด็กบ้านรองและบ้านสามมาเล่นที่นี่บ่อยครั้ง พวกนางมาเล่นชิงช้าตรงนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด
นางคิดในใจว่าเจินเจินกับอ้ายอ้ายคงฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อเลี้ยวผ่านประตูเยว่ต้ง [1] ก็เห็นหยวนอีเจินกำลังแกว่งชิงช้าให้หยวนอีอ้ายอยู่
พวกนางเล่นกันอย่างสนุกสนาน ดูร่าเริงแจ่มใสตามที่เด็กสาวพึงมี เยี่ยนเจาเจามองแล้วรู้สึกอารมณ์ดีตามอย่างไร้สาเหตุ
แม่นางน้อยอายุสิบสามสิบสี่เป็นช่วงแรกแย้มที่สุด ใบหน้าและการแสดงออกที่เหมือนกันทุกประการ ทำเอาเยี่ยนเจาเจามองอย่างเพลินตา
นางไม่ได้เดินเข้าไปทัก แต่กลับเห็นสายตาของหยวนอีเจินปรายมาอย่างคลุมเครือ สีหน้าค่อนข้างห่างเหิน ไม่ยินดีพูดคุย ทว่ายังเอ่ยปาก “น้องหญิงเจ็ดต้องการเล่นชิงช้าด้วยหรือ?”
สีหน้าของหยวนอีอ้ายเองก็เย็นเยียบ ทั้งยังเอ่ยวาจาเหน็บแนม “คราวก่อนเจ้าดั้นด้นไปพบนาง จะขอยาทาที่ท่านหมอจ่ายให้พี่ชายแก่ท่านแม่ นางก็ไม่ยอม ไม่ออกมาพบหน้าด้วยซ้ำ ข้าไม่อยากคบหานาง เจ้ายังชวนนางเล่นชิงช้าอีก”
นางเอ่ยเช่นนี้ แต่ดวงตากลับขยิบแผ่วเบา
เยี่ยนเจาเจาเข้าใจในทันที จึงร่วมแสดงท่าทางโอหังถือดีด้วย “ข้าไม่อยากให้เจ้าก็คือไม่ให้ เจ้าพูดมากไปเพื่ออะไรกัน?”
คุณหนูในจวนทะเลาะกัน บ่าวรับใช้รอบข้างก็เริ่มซุบซิบนินทา ใบหูกระดิกรอฟังว่าเหล่าคุณหนูจะกล่าวสิ่งใด
“เจ้า! เจ้ามันไม่มีความเห็นอกเห็นใจเลยสักนิด!”
“พอเถอะน้องหญิง เจ้าพูดมากมายกับนางไปย่อมไร้ความหมาย ในเมื่อคนเขาดูแคลน เราก็ไปกันดีกว่า เป็นเราที่ไม่คู่ควรนั่งชิงช้านี้เอง”
หยวนอีเจินเป็นเด็กขี้แย บ่าวไพร่ในจวนรู้กันทั่ว ซึ่งหยวนอีเจินก็ร่ำไห้ดังคาด น้ำตาไหลอาบไม่หยุด ดวงตาจ้องเยี่ยนเจาเจาเขม็งแฝงความอาฆาต
คุณหนูทั้งสามต่างแยกย้าย ฝาแฝดรูปงามจูงมือกันออกไปแล้ว และยังได้ยินหยวนอีเจินเอ่ยปนสะอื้นไห้ท่ามกลางเสียงแมลงร้องยามย่ำค่ำอยู่ไกลๆ “เป็นน้องสาวกันแท้ๆ เหตุใดนางถึงไร้เหตุผลขนาดนี้?”
“เจ้านับนางเป็นน้องสาว คนเขาอาจไม่นับเจ้าเป็นพี่สาวก็ได้ ปกติท่านแม่บอกเราว่าอะไร เจ้าลืมสิ้นแล้วหรือ?”
เมฆาล่องลอย สายธารไหลริน [2] ละอายว่าตนด้อยกว่าผู้อื่น
เยี่ยนเจาเจาคิดว่าหลังจากที่ไม่ได้พบกันครึ่งเดือน เจินเจินและอ้ายอ้ายก็ก้าวหน้าไปไม่น้อย มีพรสวรรค์ควรค่าแก่การบ่มเพาะทีเดียว
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ประตูเยว่ต้ง หมายถึง ประตูเปิดโล่งลักษณะวงกลมซึ่งเชื่อมต่อจากผนังหรือกำแพงที่ล้อมรอบสวน เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมในสวนจีน
[2] เมฆาล่องลอย สายธารไหลริน หมายถึง ตัวอักษร ภาพวาดหรือบทกลอนเขียนไปอย่างไม่มีสิ่งใดผูกมัด ในบริบทนี้คือขยับตัวอย่างอิสระไร้พันธนาการ ราวกับเมฆและสายน้ำ