อาจารย์ช่วยทำแผลให้ผมอย่างง่ายๆก่อนจะเงียบฟังผมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากเขาไป
แม้ผมจะเล่าออกไปอย่างเรียบง่ายราวกับเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อพูดถึงตอนที่ผมพยายามใช้วิชาสายฟ้าเพื่อทำลายพันธนาการอาจารย์ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความไม่เชื่อ “นายบอกว่า...นายร่ายวิชาสายฟ้าออกมาได้งั้นเหรอ!”
ผมเห็นอาจารย์ตกใจจนพูดติดขัด จึงพยักหน้า “ครับ!”
อาจารย์สูดหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตายังคงเต็มไปด้วยความตกตะลึง “เจ้าเด็กนี่...อัจฉริยะจริงๆ! นายเห็นฉันใช้วิชาสายฟ้าแค่ครั้งเดียวก็ทำตามได้แล้วเหลือเชื่อ...เหลือเชื่อจริงๆ!”
เขาพึมพำกับตัวเอง แต่ไม่นานก็ถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
ผมจึงเล่าต่อว่าหลังจากใช้วิชาสายฟ้าทำลายพันธนาการผมก็ตัดสินใจสู้ตายกับนักพรตวิญญาณโดยใช้ทุกอย่างที่มี
ผมเล่าถึงตอนที่ขว้างก้อนเหล็กออกไปและตอนที่หยิบตะขอเหล็กขึ้นมาเพื่อเดิมพันด้วยชีวิต
สีหน้าของอาจารย์เริ่มเปลี่ยนไปเป็นเคร่งขรึมขณะที่สายตาที่เขามองผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย
บางที...อาจารย์เองก็คงคาดไม่ถึงว่าลูกศิษย์ที่เพิ่งเข้าวงการได้ไม่นานกลับมีความเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้
จนกระทั่งผมพูดถึงช่วงสุดท้ายที่ผมใช้ตะขอเหล็กปิดบัญชีนักพรตวิญญาณอาจารย์ก็เงียบไปพักใหญ่
แต่สายตาที่เขามองผมนั้นเปลี่ยนไป...เต็มไปด้วยความยินดีและชื่นชมจนผมรู้สึกขนลุกเล็กน้อย
“อาจารย์...อย่ามองผมแบบนั้น มันแปลกๆ น่ะ!”
อาจารย์ได้ยินดังนั้นก็กลอกตา ก่อนเอ่ยขึ้น “นายนี่มันดวงแข็ง แถมยังโหดเหี้ยมพอตัว!”
แต่พูดจบ เขากลับหัวเราะออกมา “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...แม้นายจะเพิ่งเข้าสู่วงการไม่นานแต่กลับกล้าสู้กับนักพรตวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองมาก หากเป็นคนทั่วไปป่านนี้คงสิ้นชีพแล้ว แต่นาย...นายนี่เหมือนกับดวงชะตาของตัวเองซะจริงฆาตคมภัยร้าย ตัดทะลวงได้ทุกสรรพสิ่ง! นายตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเด็ดเดี่ยว และโหดเหี้ยมพอที่จะรอดจากสถานการณ์เป็นตาย นี่แหละเหตุผลที่นายเหมาะกับเส้นทางสายนี้ นายนี่แหละ...อัจฉริยะตัวจริง!”
เห็นได้ชัดว่าอาจารย์ให้ความสำคัญกับผมมาก
ผมยิ้มบางๆ กำลังจะพูดตอบ แต่ก่อนที่ผมจะทันได้อ้าปากอาจารย์ก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง “เฮ้อ!ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของฉัน ฉันมองข้ามความร้ายกาจของนักพรตวิญญาณตนนั้นไป ฉันตามล่ามัน แต่กลับถูกมันหลอกล่อให้ไล่ตามตัวแทนซ้ำมันยังมันฉวยโอกาสย้อนกลับมาโจมตีนายแทน เกือบทำให้นายตาย!”
อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจและโทษตัวเอง
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ล่าอินทรีมาทั้งชีวิตแต่วันนี้อีกนิดเกือบจะโดนอินทรีจิกตา’
แต่ผมไม่มีความคิดจะตำหนิอาจารย์เลยแม้แต่น้อย
ใครๆ ก็พลาดกันได้ มนุษย์ไม่ใช่เทพผู้ไร้ข้อผิดพลาด
หากไม่มีอาจารย์ ผมคงตายไปนานแล้ว จะมีผมยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นวิญญาณอาฆาตตนนี้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและอุบายร้ายกาจ ใครจะไปคิดว่ามันถูกอาจารย์โจมตีอย่างหนักแล้วยังกล้าหวนกลับมาเล่นงานผมอีก
โชคดีที่ผลสุดท้ายผมแค่บาดเจ็บเท่านั้น อีกไม่กี่วันก็คงฟื้นตัวเป็นปกติ
แถมยังพบวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นแล้ว แค่ส่งกลับไปก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจ
เงินหกหลักอยู่ในมือแล้ว บาดแผลเล็กๆ น้อยๆ นับเป็นอะไรได้
แม้ผมจะคิดเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป
เมื่ออาจารย์เห็นว่าผมเริ่มฟื้นตัวแล้วจึงเริ่มเก็บอุปกรณ์ที่ตกกระจัดกระจายอยู่รอบตัว เตรียมตัวออกจากที่นี่เพื่อไปทำภารกิจให้สำเร็จ
เนื่องจากผมไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ของอาจารย์ผมจึงเอนตัวพิงต้นไม้พลางเอ่ยถาม “อาจารย์อุปกรณ์พวกนี้คืออะไรบ้างหรือ เจ้าแท่งเหล็กนั่นดูแล้วทรงพลังมากแค่ฟาดลงไปก็ตรึงนักพรตวิญญาณได้เลย...”
อาจารย์หยิบแท่งเหล็กสี่เหลี่ยมขึ้นมาพลางหัวเราะ “นี่เรียกว่าตราสะกดวิญญาณ เป็นสมบัติที่สืบทอดกันมาในสายของพวกเรา ด้านบนสลักรูปองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ [1]ด้านล่างสลักชื่อของนายแห่งเก้าหยิน[2]ใช้สะกดซากศพได้ผลดีที่สุด”
พูดจบ อาจารย์เก็บตราสะกดวิญญาณใส่ในถุงเครื่องมือก่อนจะหยิบธงสามเหลี่ยมที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา
“นี่คือธงสะกดวิญญาณ ใช้ควบคุมดวงวิญญาณ”
สุดท้าย อาจารย์เดินมาหาผม ชี้ไปที่กระจกสำริดและตะขอเหล็ก
“กระจกสำริดนี้ก็คือกระจกแปดทิศเป็นกระจกที่สืบทอดมาจากอาจารย์รุ่นก่อน มีพลังสูงมาก สามารถสะท้อนปราณชั่วร้ายกำราบวิญญาณ และเปิดเผยร่างที่แท้จริงของอสูร”
ได้ยินเช่นนี้ ผมถึงกับเบิกตากว้าง
พูดแบบนี้ก็แสดงว่ากระจกนี้คือ ‘กระจกปราบมาร’ อีกเวอร์ชันสินะ?
สุดท้าย อาจารย์หยิบตะขอเหล็กขึ้นมา พลางลูบเบาๆ แล้วพูดว่า “ตะขอเหล็กนี้เหมือนกับแส้กระดูกงูของนายเป็นสมบัติที่มอบโดยบรรพจารย์ และได้อาจารย์ของฉันจารึกอักขระสิบแปดตัวลงไป”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผมก็หันไปมองตะขอเหล็กอีกครั้งมันมีอักขระสลักอยู่จริงๆ แต่ผมคิดไม่ถึงว่านี่จะเป็นของที่บรรพจารย์มอบให้อาจารย์
หลังจากเก็บกวาดอุปกรณ์เสร็จอาจารย์เก็บกระบี่กระดูกปลาและแส้กระดูกงูของผมลงในถุงเครื่องมือ ก่อนจะหยิบถุงมิติที่บรรจุวิญญาณสิบดวงขึ้นมาตรวจสอบ
เมื่อมั่นใจว่าวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นอยู่ข้างในอาจารย์ก็พยุงผมขึ้นแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะลงเขาได้แล้ว”
“ครับ อาจารย์!” ผมพยายามตอบกลับทั้งที่ยังอ่อนแรงก่อนจะเดินลงเขาโดยมีอาจารย์ช่วยพยุง
แม้ผมจะเดินได้ช้า แต่ก็ยังเดินได้
ระหว่างทาง ผมถามอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องที่นักพรตวิญญาณพูดถึง ‘นักพรตเก้าศพ’
ผมถามอาจารย์ว่าเขารู้จักบุคคลนี้หรือไม่
อาจารย์ส่ายหน้าแล้วตอบว่าไม่รู้ พร้อมกับห้ามไม่ให้ผมยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เขาจะเป็นคนจัดการเอง
เมื่อเรามาถึงตีนเขา อาจารย์ให้ผมนั่งพัก
ส่วนเขาหยิบโทรศัพท์มือถือ ออกไปหาสัญญาณ ก่อนจะโทรหาหลี่เชาไห่ให้เขาส่งคนมารับเรา...
จากนั้นอาจารย์ก็นั่งรออยู่ข้างถนนกับผม จุดบุหรี่ขึ้นสูบแล้วพูดขึ้นว่า “ให้ตายเถอะ งานนี้ยุ่งยากกว่าที่คิดอีก เกือบเอาชีวิตนายไปทิ้งไว้บนเขาซะแล้วครั้งนี้อย่างน้อยต้องได้ค่าจ้างล้านหนึ่ง!”
“ล้าน...ล้านหนึ่ง!?” ผมเบิกตากว้างอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ก่อนหน้านี้อาจารย์เคยบอกว่า ค่าจ้างของงานนี้จะอยู่ที่หกหลัก แต่ตอนนี้พอได้ยินเขาพูดถึงตัวเลขหนึ่งล้านผมจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตระหนก
อาจารย์ยังคงพูดอย่างสงบนิ่ง “อืม!คนอย่างหลี่เชาไห่ เศรษฐีระดับนั้น จุดเริ่มต้นของค่าจ้างก็ห้าแสนแล้ว แต่นายก็เห็นแล้วว่าสถานการณ์คืนนี้เป็นยังไงนายเองก็กลับไปพร้อมบาดแผลเต็มตัว เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดกันเลยทีเดียวพวกเราต้องเสี่ยงตายขนาดนี้ เรียกหนึ่งล้านไม่มากเกินไปหรอก แถมสำหรับหลี่เชาไห่แล้ว เงินหนึ่งล้านอาจไม่กระทบอะไรเขาเลยด้วยซ้ำ!”
พอเห็นอาจารย์พูดเรื่องนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติผมก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงสามารถขับรถอาวดี้คันหรูใช้ชีวิตหรูหราโดยไม่รู้สึกเสียดายอะไรเลย
เพราะรายได้ของเขาก็มหาศาลเช่นกัน
ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ นี่ก็คือผลกำไร
และทั้งหมดนี้ใช้เวลาแค่เพียงวันเดียวเท่านั้น
เพราะรถยังมาไม่ถึง ผมจึงถือโอกาสถามอาจารย์ว่าโดยปกติแล้วเขาคิดค่าจ้างกันยังไง
อาจารย์ตอบกลับมาอย่างเรียบง่ายไม่กี่คำ “ราคาตามคน”
หมายความว่า เขาจะเรียกค่าจ้างตามฐานะของลูกค้า
แต่ก็มีเงื่อนไขข้อหนึ่งคือ ต้องเป็นงานที่เขาจัดการได้ ถ้าเกินความสามารถ ต่อให้ได้เงินมากแค่ไหนก็ไม่ควรรับ
ขณะพูดคุยกัน อาจารย์ยังไม่ลืมบ่นถึงลุงอวี๋ บอกว่าลุงอวี๋สนใจแต่สั่งสมบุญกุศลไม่เคยเรียกค่าจ้าง
ไม่ว่าจนหรือรวยก็คิดราคาเดียวกันหมด
สำหรับเรื่องนี้ ผมไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร เพราะตอนที่ลุงอวี๋ช่วยชีวิตผม เขาก็ไม่ได้เรียกเงินสักหยวน
แม้ผมจะต้องเขียนใบยืนยันหนี้ แต่จนแล้วจนรอดลุงอวี๋ก็ไม่เอาเงินจากผมเลยสักหยวน
ถ้าไม่มีเขา ผมก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้
อาจารย์เห็นผมเงียบไป ก็พอจะเดาออกว่าผมคิดอะไรอยู่
เขาตบไหล่ผมแล้วพูดขึ้น “เสี่ยวเจียง...แม้พวกเราจะเป็นผู้ฝึกตนอาชีพของเราคือการรับมือกับพวกภูตผีวิญญาณ แต่ต้องเข้าใจว่างานนี้เป็นงานที่ต้องเสี่ยงชีวิต เราอยู่ในวงการนี้ก็เหมือนเลียมีดโกนหัวของเราก็เหมือนถูกแขวนอยู่ที่ขอบกางเกงตลอดเวลา[3]ถ้าตัวเองยังเอาชีวิตไม่รอดหรือใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแล้วจะไปช่วยเหลือคนอื่นได้ยังไง
“อีกอย่าง ทุกสิ่งมีผลกรรมของมัน การรับค่าจ้างก็เป็นการจบสิ่งหนึ่งเพื่อเริ่มสิ่งใหม่ ฉันเชื่อว่าเราลดค่าจ้างให้คนจนได้ แต่ไม่ควรทำให้ฟรี
“ถ้าเรามีชีวิตที่ดี มีทรัพยากรมากขึ้น เราก็จะทำสิ่งที่อยากทำได้มากขึ้น รวมถึงช่วยเหลือคนที่เราต้องการช่วยได้มากขึ้นด้วย...”
[1]เง็กเซียนฮ่องเต้ หมายถึง ผู้ปกครองสวรรค์
[2]นายแห่งเก้าหยิน หมายถึงผู้ปกครองแดนวิญญาณทั้งเก้า หรือเจ้าแห่งยมโลก
[3]หัวถูกแขวนอยู่ที่ขอบกางเกงตลอดเวลาหมายถึง อยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิตตลอดเวลา หรือเดินอยู่บนเส้นด้าย