นาฬิกาข้อมือบอกเวลาห้าโมงเย็นอรปรีดาจึงรีบจัดเก็บเอกสารให้เข้าที่ เซฟงานที่พิมพ์ค้างเอาไว้ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ เสร็จแล้วมือเรียวสวยก็คว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพายสายตาหวานเมียงมองประตูห้องทำงานของภูวิทย์ชั่ววินาที ก่อนจะเดินไปยังลิฟต์ด้วยความเร่งรีบ
ฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะตก จู่ๆ ก็กระหน่ำตกลงมาเสียเฉยๆราวกับกลั่นแกล้งเธอก็ไม่ปาน ทำให้อรปรีดาต้องวิ่งฝ่าสายฝนไปยืนรอรถที่ป้ายรถเมล์วันนี้เธอกะว่าจะนั่งแท็กซี่กลับ แทนการขึ้นรถเมล์อย่างที่ผ่านมา
และเพราะเป็นเวลาเลิกงานนี่เอง จึงมีคนมายืนรออยู่หลายคนด้วยกัน ซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นพนักงานบริษัทละแวกนี้กันทั้งนั้น
นานกว่าหลายนาทีละอองฝนกระเซ็นมาโดนผิวสวย อรปรีดาจึงต้องยกแขนขึ้นมากอดอกเอาไว้แต่ก่อนที่เธอจะทันเรียกรถแท็กซี่ที่เห็นมาแต่ไกลก็ได้มีรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดเทียบหน้าเธอเอาไว้พอดี
คิ้วสวยจึงขมวดมุ่นตามด้วยขาเรียวสวยก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติเพื่อที่ว่าใครบางคนที่อีกฝ่ายจอดรับจะได้ขึ้นรถคันดังกล่าวได้สะดวก
“ขึ้นมาสิครับคุณอรเดี๋ยวผมไปส่งเองยืนนานๆ เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอานะครับ”
กระจกถูกเลื่อนลงมาให้เห็นหน้าคนขับชัดๆเป็นอนุรักษ์นั่นเองที่ขับรถผ่านมาโดยบังเอิญ และเมื่อเห็นว่าหญิงสาวยืนอยู่เขาจึงอาสาไปส่งเธออย่างมีน้ำใจ
“คุณรักษ์” อรปรีดาร้องเรียกอีกฝ่ายด้วยที่ไม่คิดว่าจะเป็นอนุรักษ์ ใบหน้าหวานแลดูลังเลแต่พอเห็นว่ามีคนเรียกแท็กซี่ตัดหน้าเธอไปเสียแล้ว แถมรถคันหลังก็ยังปีบแตรไล่อีกเห็นแบบนั้นเธอจึงตัดสินใจเปิดประตูรถ
“ขอบคุณมากนะคะคุณรักษ์”
อนุรักษ์ยิ้มรับ“ด้วยความยินดีครับ ด้านหลังมีผ้าขนหนูอยู่ คุณอรหยิบมาใช้ได้ตามสะดวกเลยนะครับ”เขาบอกในขณะที่รถค่อยๆ เคลื่อนออกอย่างช้าๆ
ทว่า...ภาพหญิงสาวที่เดินขึ้นรถคันหรูไปกลับทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในรถอีกคันขบกรามแน่นอย่างไม่สบอารมณ์ดวงตาคมมองตรงไปยังรถที่เคลื่อนห่างออกไปเขาจำได้ดีว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถของอนุรักษ์เพราะอีกฝ่ายมักจะมาหาผู้เป็นนายอยู่บ่อยๆ
ดังนั้นไม่ผิดแน่ช่างเป็นผู้หญิงไร้ยางอาย ไม่ละอายใจตัวเองบ้างเลย ทั้งที่มีไอ้เตอยู่แล้วทั้งคน
“สุดท้ายน้ำตาผู้หญิงก็มีไว้หลอกผู้ชายหน้าโง่เท่านั้นแหละไอ้ภู” ใบหน้าหล่อเรียบตึงมือใหญ่กำพวงมาลัยรถแน่นเมื่อความทรงจำในอดีตหวนกลับเข้ามาอีกครั้ง
ใช่ ในวันนั้นฝนก็ตกแบบนี้เหมือนกันสินะเขาจำได้ไม่เคยลืม และคอยย้ำเตือนใจตัวเองมาตลอด ตั้งแต่วันที่ได้เห็นอดีตคนรักเดินไปกับผู้ชายคนอื่นใบหน้าสวยที่เขาเคยรักหมดใจหันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงที่เหินห่างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนด้วยประโยคตัดเยื่อใยอย่างไม่ไยดี
‘ขอโทษนะคะภูที่ไม่ได้บอกฉันกำลังจะแต่งงานเดือนหน้านี้ แล้วก็จะลาออกจากงานไปอยู่กับเค้าแต่คุณจะโทษฉันก็ไม่ได้นะคะ เพราะคุณผิดเองที่เป็นได้แค่คนสนิทของท่านประธานไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตเหมือนคนๆ นี้’
เพียงแค่ได้ฟังคนรักซึ่งเป็นอดีตเลขานุการของผู้เป็นนายที่คบกันมานานกว่าสี่ปีพูดออกมาเช่นนั้นเข่าทั้งสองข้างของภูวิทย์ก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้น ร่างกายเขาหนักอึ้งไปหมดทุกส่วนมันยากที่จะต้านทานความเจ็บปวดจริงๆ
น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาอย่างไม่อายคู่หูที่ยืนรับรู้เรื่องราวด้วยกันเขาไม่สามารถหาคำพูดใดๆ มาเหนี่ยวรั้งเธอได้เลย ได้แต่ยืนมองเธอเดินจากไป และแต่งงานไปกับผู้ชายคนอื่นเพราะสิ่งที่เขารับรู้และคิดได้ในตอนนั้นก็คือ ในระหว่างที่กำลังคบกันเธอก็ได้คบกับผู้ชายอีกคนด้วยเช่นกันนั่นเองซึ่งมันเป็นความจริงที่เขาจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด