บริกรสาวคนเดิมตามมาถามรายการอาหารกับหญิงสาวทั้งที่ตายังคงจ้องมองคนตัวโตฝั่งตรงข้ามเธอไม่กระพริบเขาดูเป็คนมีเสน่ห์ต้องตาสาวจริงๆ นั่นแหละ หน้าตาคมเกลี้ยงออกปานนั้นแถมยังแต่งตัวดูดี เรียกคะแนนกรี๊ดได้เป็กอง
เมื่อคนรับรายการอาหารจากไป เขาจึงท้วงขึ้น
“ทำไมไม่สั่งล่ะ นี่อย่าบอกนะว่าจะให้ฉันกินคนเดียว” กองฟางกรอกตาไปมาสำรวจ
เล่นเลือกซะหรูขนาดนี้ ใครจะไปกินลง
“ฉันไม่เคยเข้าร้านแบบนี้ สั่งไม่ถูกหรอก” คนฟังแค่นหัวเราะ
“จริงเร้อ แน่นะว่าไม่ได้ปั้นเื่”
“ฉันไม่มีอารมณ์มาปั้นเื่อะไรทั้งนั้นแหละถึงมีก็ปั้นไม่เป็โปรดเข้าใจไว้ด้วยนะคะ ไหนโทรศัพท์ฉันล่ะ” มือเล็กๆ แบยื่นตรงหน้าคล้ายเด็กทวงของบางคนเลยนึกอยากแกล้งเด็กขึ้นมาเฉยๆน่าแปลกที่เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าเ้าหล่อนคิดอะไรอยู่
ผู้หญิงอะไรอ่านง่าย
“กินให้อิ่มก่อนถึงจะคืนให้”เขาลอบอมยิ้มเมื่อคนหน้าสวยเริ่มเบ้ให้เห็น
“มาอยู่ตัวเป็ๆ ตรงหน้าขนาดนี้ รับรองว่าเธอได้ของคืนแน่ๆ เอางี้ละกันเดี๋ยวฉันจะสั่งให้” เพียงแค่เขายกมือเป็สัญญาณ แม่บริกรสาวก็แทบจะแห่มาเป็โขยงกองฟางลอบทำหน้าแหย
ใครอยากกรี๊ดก็กรี๊ดไป แต่เธอขอแค่ได้ของคืนเป็พอ ไม่อย่างนั้นไม่ยอมนั่งร่วมโต๊ะด้วยเป็เด็ดขาดแม้เขาจะดูดีท่าทางไว้ใจได้ แต่รูปลักษณ์ภายนอกมันแค่เปลือก บอกอะไรไม่ได้มากนักหรอกว่าข้างในดี หรือ ร้าย
อีกข้อที่ทำให้อุ่นใจจนยอมออกมาพบคนแปลกหน้าเพียงลำพังเพราะเขาเลือกสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านนั่นหมายถึง...ความปลอดภัย
ในระดับหนึ่ง
ไม่นานเกินรออาหารที่สั่งไว้ก็มาเสิร์ฟแบบไม่ต้องท้วงตามให้ใครเขาว่า โมโหหิว
“สเต๊กหมูรมควันที่นี่อร่อย”เขาบอกพลางเลื่อนถ้วยกระเบื้องเคลือบทรงกลม
“คู่กับซุปข้าวโพด กินแล้วจะติดใจ”
หญิงสาวมองมีดกับส้อมในจานอย่างกับเห็นของประหลาดนึกตำหนิตัวเองว่าทำไมไม่ขอเมนูมาสั่งอาหารเองหนอ เอาที่มันกินง่ายๆ กว่านี้แม้จะเคยรู้มาว่าของมันอร่อย แต่ไม่ได้พิศวาสอยากกินตอนนี้นี่นา
“ไม่ค่อยได้กินล่ะสิ” คนถูกแทงใจดำเหลือบค้อน
รู้อีก
จะว่าเขาเป็คนมารยาทดีคงได้มั้งอุตส่าห์รักษาน้ำใจอ้อมไปใช้คำว่า ไม่ค่อย แทน ไม่เคย
“คงงั้นน่ะค่ะ แต่จะพูดให้ถูกก็คือ งบฉันไม่ค่อยมีมากกว่า” คำสารภาพตรงๆ ปนซื่อของเธอสร้างแววขบขันในดวงตาอีกฝ่ายแจ่มชัดจนทำให้เธอนึกอยากเอาส้อมจิ้มตาเขาแทนการจิ้มชิ้นอาหารในจาน
แต่คราวนี้เขากลับหัวเราะลั่นกว่าเดิม เธอเองก็กัดฟันกรอดแล้วเหมือนกัน
“ขำอะไรนักหนาไม่ทราบคุณคิดว่าคุณเป็ใครถึงได้เสียมารยาทกับคนที่เพิ่งเจอหน้ากันแป๊บเดียวคุณควรจะรีบคืนของให้ฉันแล้วก็จบๆ กันไปแทนที่จะยืดเยื้อให้เสียเวลา” เขายกมือขออภัย
“อย่าเพิ่งโมโหสิครับคุณฟ้า” คนฟังอยากจะแหวต่อหากไม่ติดว่าฉงนงง
“เมื่อกี้คุณเรียกฉันว่าอะไรนะ”
“เห็นเธอลงชื่อไว้ว่า นางฟ้า”
เอาแล้วไง
แม่นางฟ้าจำแลงเริ่มเผยหน้ายู่ มีอย่างที่ไหนกันนั่นมันแค่ข้อความขำๆ ที่ผู้หญิงทั่วไปมักนิยมใช้กัน
“แต่งงานแล้ว”
“ห๊า!” คราวนี้ยิ่ง ดับเบิ้ลงง
“ไม่งั้นเธอต้องพิมพ์ว่า น.ส.ฟ้า สิ”เ้าหล่อนกรอกตาขวาง
ประสาท!
รู้..ว่าเขาไม่ใช่คนโง่บรมตามคำพูดพวกนั้นหรอกแต่คงอยากตั้งใจกวนโมโหกันมากกว่า ใช่สิ! โทรศัพท์เครื่องนั้นราคาดีอยู่หากแปรสภาพเป็เงินแล้วคิดหรือว่าเธอจะหมดความอดทนสะบัดก้นหนีเพียงเพราะตัดรำคาญของนั้นมันสำคัญสำหรับเธอจนประเมินค่าไม่ได้
คุณลุงซื้อให้ ยังไงต้องได้คืน
“คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ ฉันน่ะชื่อ นางฟ้า ต่างหาก ถ้าจะเรียกให้เต็มๆถูกต้องตามบัตรประชาชนก็ต้อง น.ส.นางฟ้า” หญิงสาวสะใจไม่น้อยเมื่ออีกฝ่ายทำท่าว่าอึ้งไปบ้าง
“แต่คุณเรียกฉันสั้นๆ ว่า ฟ้า น่ะดีแล้วค่ะ” สงสัยจะใช้อาวุธการกินแบบฝั่งยุโรปถนัดมือก็งานนี้แหละเพราะเธอทั้งหั่นทั้งเฉือนจนก้อนหมูแตกหมู่เป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ชายหนุ่มลอบอมยิ้มพลางส่ายหน้า นึกตำหนิตัวเองที่มาระบายความเซ็งชั่ววูบกับคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างเธอแล้วดูสิ..ทำหน้าบูดซะขนาดนั้นแล้ว
ไม่ยุติธรรมก็เ้าหล่อนไม่ใช่แม่หลานสาวบ้านนั้นสักหน่อย
มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อนำบางสิ่งออกมายื่นให้
“อ่ะ..ของเธอ ขอโทษที่ทำยึกยักไม่ยอมให้สักที” กองฟางชะงักเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเหลือเชื่อ “จะได้สบายใจขึ้นไง เดี๋ยวเธอได้เที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าอาหารร้านนี้ไม่อร่อยเขาจะเสียชื่อแย่” มือเล็กๆ เอื้อมรับแต่โดยดี อดคิดในใจไม่ได้ว่า
น่าจะให้แต่แรกละ
“อย่างนี้ค่อยรู้รสชาติขึ้นมาหน่อย”แต่บางอย่างยังทำให้เธอรู้สึกฝืดคอจนยากจะกระเดือกลงอยู่ดี
ตอนจ่ายเงินจะเป็ยังไง
ทั้งที่เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมทั้งใจและเงินในกระเป๋า แต่ยังอดเสียดายไม่ได้
เอาเถอะน่า..แค่หนเดียว คงไม่มีหนสองเพราะต่อไปเธอจะรักษามันไว้อย่างดีชนิดไม่ให้คลาดสายตาเชียว
ว่าแต่..เขาจะทำอะไรอีกล่ะนั่น โบกมือว่อนๆเรียกพนักงานเสิร์ฟอีกแล้ว อย่าบอกนะว่า..จะกินอีก!
“อิ่มไหม อยากกินอะไรอีกหรือเปล่า”คำถามทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเด็กเล็กอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่ละค่ะ”
“ทำไมอิ่มเร็ว”
“ฉันไม่ได้กระเพาะยาวเหมือนคุณนี่ แค่สเต็กนี่ก็ลงไปกองในท้องจนไม่เหลือพื้นที่ให้อย่างอื่นลงไปแล้ว” เขาเลิกคิ้ว
“ไม่ต้องเกรงใจ ถ้ายังไม่อิ่มก็สั่งได้อีก แค่นี้ฉันจ่ายได้สบายอยู่แล้ว”คนฟังสำลักพรวด มือหนารีบเลื่อนแก้วน้ำให้พอเ้าหล่อนได้น้ำช่วยชีวิตเท่านั้นแหละ
“นี่คุณ! เื่นั้นมันเป็หน้าที่ของฉันนะ”
“ใครบอก เื่อะไรต้องให้เด็กๆ อย่างเธอจ่ายด้วยเล่า” คนฟังตาค้าง
นั่น! เห็นเราเหมือนเด็กจริงด้วย
“แต่ฉันรับปากคุณแล้วว่าจะจ่ายค่าเสียเวลาให้ที่คุณอุตส่าห์มีน้ำใจเอาของมาคืน”
“นี่น่ะเรอะค่าเสียเวลาของเธอ” แทนไทส่ายหน้าปฏิเสธแข็งขัน“ใครเขาเรียกค่าอาหารว่าค่าเสียเวลา” คนฟังถึงกับมึนไปเลยกระนั้นก็ยังไม่ทันได้พูดอะไรอีก เมื่อพนักงานของร้านมายืนตัวตรงอยู่ตรงหน้า
“้ารับอะไรเพิ่มไหมครับ”
“ไม่ละ จะจ่ายเงิน..ด้วยบัตรเครดิตนะ”
“สักครู่ครับ” คล้อยหลังบริกรหนุ่มเ้าของดวงตากลมโตจึงได้หันกลับมามองคนตรงหน้าที่กำลังนำกระเป๋าเงินขึ้นมาเพื่อเตรียมไอ้บัตรอย่างว่าไว้รอพลันได้เบิกตากว้างกว่าเดิมเมื่อสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างเ้าหล่อนรีบคว้ามาดูอย่างลืมตัว
“นี่คุณมีบัตรคอนเสิร์ตร็อคแห่งทศวรรษที่จะจัดแสดงกลางเดือนหน้าด้วยเหรอเนี่ยโห..นี่มันสุดยอดคอนเสิร์ตในฝันของฉันเลยนะ” ดีว่าอีกฝ่ายไม่ถือสาที่เ้าหล่อนคว้าไปโดยไม่ขออนุญาตสักคำเห็นแก่คอเดียวกัน
“กว่าฉันจะได้มาก็ยากเหมือนกัน”
“คุณนี่โชคดีชะมัด ฉันคงได้แต่หวังเพราะเริ่มต้นค่าบัตรก็ที่หลักพันละแถมยังพันปลายๆ ให้ช้ำใจ มีแค่พันต้นๆ อย่างฉันคงต้องรอไปก่อน” นั่นหมายถึงเงินเก็บที่เหลือจากค่าใช้จ่ายรายเดือน
ชายหนุ่มเห็นสีหน้าละห้อยแล้วอดพูดหยอกไม่ได้
“เธอยังดีนะยังมีเงินสด ฉันสิงบน้อยยิ่งกว่าอีกพูดให้ถูกก็คือในกระเป๋าไม่มีเงินเลย”มันทำให้เธอหน้าม้านไปทันที ไม่รู้จะโกรธหรือเข้าใจความหมายนั้นดีของมันแน่อยู่แล้ว..ก็คนมีเครดิตทางการเงินซะอย่าง แค่รูดปื้ด รูดปื้ดไม่เห็นจะยาก
แต่ไม่ว่าใครจะเป็อย่างไรคงไม่สำคัญเท่ากับเธอเป็คนรักษาคำพูดเสมอ
“ตกลงค่าเสียเวลาของคุณน่ะคืออะไร ยังไงดีคะ” เธอเร่งสรุปเพราะตอนนี้เห็นที้ารักษาเวลาอีกด้วย“หนังเื่นึง”
หา!
“ดูหนังเนี่ยนะ!”
“ใช่ ฉันมีธุระ่เย็น นี่ก็เพิ่งบ่ายกว่าๆ เอง อีกตั้งเกือบสามชั่วโมงแล้วจะให้ฉันไปทำอะไร”
“นั่นมันเื่ของคุณหนิ”
“มันเื่ของเธอต่างหาก ถ้าไม่เพราะต้องเอาของมาคืนฉันก็ไม่ต้องลางานออกมา” คนฟังอยากจะอกแตกตายนี่กลายเป็ความผิดของเธอหรือไง
“แล้วไหนว่ามีนัดกับเพื่อนที่เป็ตำรวจไม่ใช่หรือคะ”เธอแก้ลำเสียงเรียบ สมองยังดีเลิศนะจะบอกให้
“แค่หยอกเล่น ในเมื่อเธอไม่ใช่พวกมิจฉาชีพก็แล้วไปสิ”
ปัดโธ่! ตานี่
“งั้นทำไมคุณไม่กลับบ้านไปก่อน แล้วค่อยไปทำธุระตอนเย็นถือเป็โอกาสทองได้นอนพักเอาแรง”
“งานเลี้ยง่เย็นของฉันเขาจัดที่โรงแรมข้างๆ ห้างนี่เองนะให้เสียเวลาย้อนไปย้อนมาทำไม” คนตัวโตเริ่มทำเสียงหน่ายสุดท้ายจึงตัดรำคาญด้วยเสียงห้วนๆ ว่า
“เอาล่ะในเมื่อไม่อยากดูก็ไม่ต้องดู ของก็ได้คืนแล้วนี่ค่าเสียเวลาคงไม่สำคัญละ” คนฟังถึงกับถอนหายใจ
ฟังพูดเข้า
“ไม่ต้องมาเหน็บให้ฉันรู้สึกผิดหรอกน่ะ แค่เสนอทางเลือกให้เท่านั้นทำเป็คนแก่ขี้น้อยใจไปได้” แทนไทหน้าชาดิกอีกรอบั้แ่เกิดมาไม่เคยมีใครกระทบกระเทียบเื่อายุสักที
“อย่างนั้นเรอะ แม่มดน้อย”
หนอย!
“ก็อย่างนั้นสิคะ ตาแก่!” คนถูกย้อนกระตุกหัวคิ้วหมับ
“ฉันอายุมากกว่าเธอไม่เท่าไหร่หรอกน่ะ อย่างมากก็ไม่เกินห้าปีทำพูดข่มไปเถอะสักพักเธอเองนั่นแหละจะแก่แซงหน้าฉันผู้หญิงน่ะยิ่งแก่ง่ายตายยากอยู่”
“นี่คุณว่าฉันเรอะ”
เอาล่ะซิ! งัดเื่อายุมาฟาดฟันกันเข้าแล้ว
“เอ่อ..อ ขอโทษนะครับ”พนักงานคนเดิมกลับมาลั่นระฆังไว้ทันเวลา เขายื่นแผ่นกระดานเล็กๆ ที่หนีบสลิปค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายชายดูพลางมองสลับไปมาระหว่างคนทั้งสอง “พวกคุณยังดูเด็กทั้งคู่ผมว่าอีกสักยี่สิบปีค่อยมาพูดเื่นี้กันใหม่ก็ยังไม่สายนะครับ” คราวนี้สองสายตาได้ประสานกันอัตโนมัติต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าคนแนะนำคงไม่รู้หรอกว่านี่อาจเป็ครั้งแรก ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายของพวกเขา
อีก 20 ปีอย่างนั้นหรือ
พนักงานหนุ่มจากไปพร้อมกับรอยยิ้มบางที่ทำให้คนทั้งสองหมดเื่ถกเถียงกันโดยปริยายหญิงสาวยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู
“ถ้าไม่รีบไปซื้อตั๋วตอนนี้ คุณอาจพลาดนัดตอนเย็นก็ได้นะ” นั่นคือคำตอบสำหรับข้อเสนอ หนังเื่นึง ของเขาแล้ว ชายหนุ่มพยักหน้าเชื่องช้าก่อนลุกขึ้นเดินนำออกไป
ทำให้กลุ่มผู้หญิงสามสี่คนที่กำลังพากันเลี้ยวเข้าไปในร้านต้องชะงักฝีเท้า
“เอ๊ะ! นั่นคุณไทใช่ป่ะ”
“ใช่ๆ คุณไทจริงๆ ด้วย”
“มากับผู้หญิงที่ไหนน่ะ ดูยังเด็กอยู่เลย”
“ยัยนีน่ารู้หรือเปล่าเนี่ย”
“คงไม่รู้หรอก ก็รายนั้นยังไม่กลับจากถ่ายแบบที่สิงคโปร์นี่”
“ไม่เห็นยาก ไม่รู้ก็ทำให้รู้สิจ๊ะ”
นิ้วเล็กๆ ชี้โน่นสั่งนี่จนคนตัวโตต้องรีบปรามง
“สั่งเยอะขนาดนี้กินหมดเหรอ เธอเพิ่งจะกินมาแหมบๆ นะ”กองฟางหันมาหรี่ตาขวาง
“มื้อกลางวันก็ส่วนมื้อกลางวันสิคะ แต่นี่มันมื้อว่าง แล้วค่าเสียเวลาของคุณก็อยู่ในตั๋วหนังนี่ไม่รวมของกินพวกนี้นะ”ว่าแล้วเ้าหล่อนก็ส่งยิ้มหวานเ้าเล่ห์ให้เสียอย่างนั้นก่อนหันไปสั่งอย่างอื่นต่อ
“เอาเป๊ปซี่แก้วใหญ่ 2 แก้วด้วยค่ะ อ่อ! แล้วก็ไส้กรอกแฮมอีก4 อัน..”ชายหนุ่มเท้าเอวมองมนุษย์กลายพันธ์ที่เพิ่งปรามาสไว้ก่อนหน้านี้ว่ากินน้อยอย่างเคืองๆกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่นิ้วเล็กๆ ย้อนมาสะกิด
“อย่ายืนเฉยๆ จ่ายเงินซิคะ เดี๋ยวเข้าไปดูหนังไม่ทัน”
นั่นปะไร!
แทนไทไม่ทันได้แยกเขี้ยวใส่คนเขย่าประสาทของเขาให้มึนหนึบอยู่ตอนนี้เพราะเหลือบไปเห็นสายตาของพนักงานที่กำลังรอรับค่าเสียหายตรงเคาน์เตอร์จ่ายเงินได้แต่มอง ยัยแม่มด หอบของกินเต็มแขนไปอย่างเจ็บใจ
กองฟางลอบสะใจอยู่คนเดียวก็เขาบังอาจมาเบียดบังเวลาอ่านหนังสือสอบของเธอนี่นาหากโดนย้อนเก็บค่าเสียเวลาบ้างจะเป็ไร ถือว่าหายกัน
“เร็วสิคุณ ทางเข้าอยู่ด้านโน้น”
“รู้แล้วน่ะ”
ขณะกำลังสืบเท้าใกล้ถึงทางเข้าต้องผ่านด่านตรวจตั๋วเสียก่อนหญิงสาวจึงหันขวับมายัดของในหอบแขนให้คนข้างหลัง
“อะไรของเธออีกล่ะ”
“เขาจะตรวจตั๋วนี่คะ แล้วฉันจะเอามือที่ไหนหยิบขึ้นมาล่ะ” แทนไทไร้คำโต้เถียงคล้ายเวทีแห่งนี้เป็ของเ้าหล่อนอย่างแท้จริงเ้าหน้าที่รับบัตรสี่เหลี่ยมเล็กๆ ไปฉีกเอาส่วนหางส่งคืน มือเล็กๆ รับไว้แล้วเดินละลิ่วไปเฉย
“เอ้า! แล้วนี่..” เธอแกล้งทำหูทวนลมไม่ได้ยินก็เื่อะไรต้องกลับไปหอบหิ้วของมากมายทั้งที่มากับสุภาพบุรุษตั้งหนึ่งคน
จริงไหม ตาแก่
หญิงสาวหย่อนตัวลงนั่งที่ของตัวเองแถวกลางระดับสายตาคือที่ที่เธอคิดว่ามันเหมาะเหม็งและสบายตาที่สุดแต่พ่อคนตัวโตนี่สิ
“เอ้า! เอาไป นี่ถ้าไม่ติดว่าฉันเป็คนจ่ายละก็ได้โยนทิ้งไว้ข้างนอกโน่นละ” คนฟังเบะปาก
แค่นี้ทำบ่น
“ขอโทษค่า แล้วใครว่าฉันจะกินคนเดียว ซื้อมาแบ่งคุณด้วย” ว่าแล้วก็จัดแจงแบ่งแก้วน้ำใส่ที่ตั้ง “นี่ของคุณนี่ของฉัน คนละแก้ว ขนมนมเนยทุกอย่างอย่างละ 2 ชุดเอาน่า..ถึงคุณจะค้านว่าเรากินมาแล้วแต่เชื่อเถอะว่ากว่าหนังจะจบทุกอย่างก็หายเกลี้ยง”
เสียงในฟิล์มประกาศให้ผู้เข้าชมปิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตัวเองเพื่อมิให้เป็การรบกวนผู้อื่นแน่นอนว่ามันกลายเป็ธรรมเนียมถือปฏิบัติสำหรับคนยุคนี้ไปแล้วเพราะไม่ว่าจะมองทางไหนต่างก็งัดมือถือมาดับสัญญาณอย่างพร้อมเพรียง
เว้นแต่..
กองฟางนิ่วหน้าลอบเหล่มองคนข้างตัวที่ทำเหมือนไม่เป็ประสา
“คุณ! ไม่ทำอะไรกับมือถือเลยหรอ ไม่ดีนะเกรงใจคนอื่นเขาบ้าง”ขนาดออกปากเตือนด้วยความหวังดีแต่อีกฝ่ายกลับยังเฉย “ทำเป็นักธุรกิจพันล้านไปได้ ห้ามขาดการติดต่อ”คนฟังแอบหัวเราะเยาะในใจ นี่หากเ้าหล่อนรู้ว่าไอ้ที่พูดมาน่ะเป็เื่จริงนึกไม่ออกว่าจะทำหน้ายังไง
“แต่นักธุรกิจพันล้านที่ไหนจะโดดงานมานั่งดูหนังแบบนี้ล่ะเนอะ”
“ทำไม”
“ก็คนพวกนั้นคงคิดว่ามันไร้สาระสู้เอาเวลาไปคิดเื่ทำกำไรให้ได้มากที่สุดดีกว่า”
“คงงั้น”
“แต่ฉันว่าพวกเขาคงหลงลืมอะไรบางอย่างไป”
“อะไร” เขาย้อนถามด้วยน้ำเสียงพิศวง
“ก็เงินน่ะซื้อทุกอย่างไม่ได้ไงล่ะ”เธอทิ้ง่เพียงอึดใจก่อนพูดต่อ “เพราะ 2ชั่วโมงที่เขาหากลยุทธ์เพื่อกระตุ้นกำไรจนหัวแทบะเิอาจได้เพียงไม่กี่สิบล้านบาทแต่ 2 ชั่วโมงกับการนั่งดูหนังเื่โปรดแล้วได้กำไรมหาศาลคือความสุข ฉันว่ามันคุ้มกว่ากันเยอะ” คนฟังรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังเสียดแทงหัวใจของเขาขึ้นมาทันที
ใช่ เขาไม่เคยคิดถึงเื่นั้นเลย
แม้กระทั่งได้คบหากับแฟนสาวคนปัจจุบันก็ไม่เคยนึกถึงเื่ความเป็ส่วนตัวหรือการหาความสุขใส่ตัวแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มหันมองหญิงสาวด้วยความรู้สึกหลากหลายประหลาดที่ฉายวาบเข้ามาในจิตใจแต่พออีกฝ่ายหันมาสบสายตาด้วยเท่านั้นแหละ เขาก็รีบตีหน้าเฉยใส่ทันที
“เธอจะรู้อะไรยัยแม่มด วันๆ มัวแต่หาเื่เที่ยวเล่น”
“แล้วไอ้ดูหนังอยู่ตอนเนี่ย ความคิดใครไม่ทราบ”
“ความคิดฉัน แล้วทำไม” เขาเถียงข้างๆ คูๆเหมือนเด็กไม่มีผิด หนำซ้ำยังเอื้อมไปแย่งของกินจากมือเธอหน้าตาเฉย “นี่ก็เงินฉัน เธอน่ะหยุดกินได้แล้ว”อีกฝ่ายก็มือไวไม่ใช่เล่นแย่งคืนมาจนได้
“ได้ไง ถึงคุณจะเป็คนจ่าย แต่นี่มันของฉันนะคะ ของคุณก็มี กินของตัวเองสิ”
“เธอนี่มันเป็นางฟ้าไม่ได้จริงๆ นะเนี่ย เป็ยัยแม่มดน่ะเหมาะสุด”
“ตามใจ อยากเรียกอะไรก็เรียกสิ ฉันยกให้ตาแก่จอมงกอย่างคุณคนหนึ่งละกัน”แต่ก่อนที่คนทั้งคู่จะได้เปิดศึกฝีปากต่อ จำต้องยอมวางมวยโดยปริยาย เพราะสายตานับสิบคู่ที่รุมจ้องตำหนิแทนคำด่าทำเสียวสันหลังหากยังไม่หยุดแค่นั้นคงได้ยินคำสรรเสริญของจริงแน่ๆ