บทที่ 8 ทักษะติดตัว
เมื่อแสงตะวันทอแสงสีทองอร่าม จางเหยี่ยนอี้หรือลี่ซาในร่างใหม่ก็เริ่มภารกิจฟื้นฟูชีวิตความเป็อยู่ของครอบครัวอย่างขะมักเขม้น
นางเปิดกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ติดตัวมาขนเอาอาหารกระป๋อง ข้าวสาร อาหารแห้ง และเครื่องปรุงรส ต่าง ๆ ออกมาวางเรียงรายบนโต๊ะไม้เก่า ๆ ในครัวทุกคนในครอบครัวต่างมองด้วยสายตาตื่นตะลึง ไม่เคยเห็นอาหารมากมายขนาดนี้มาก่อน
“ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ วันนี้พวกเราจะมีอาหารกินอิ่มหนำสำราญกันแล้ว”
เหยี่ยนอี้พูดด้วยรอยยิ้มสดใส
นางเริ่มลงมือทำอาหารทันทีด้วยความรู้ความสามารถจากร่างเดิม ผสมผสานกับเครื่องปรุงรสที่นำออกมาจากกระเป๋าทำให้นางสามารถปรุงอาหาร ง่าย ๆแต่มีคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างคล่องแคล่ว
กลิ่นหอมของอาหารโชยไปทั่วบ้านเรียกน้ำย่อยของทุกคนในครอบครัวได้เป็อย่างดี เมื่ออาหารเสร็จ เหยี่ยนอี้ก็จัดแจงตักแบ่งให้ทุกคนอย่างทั่วถึง
“อร่อยจริงๆข้าไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย”
จื่อหานพี่ชายคนโตเอ่ยชมน้องสาวของตนเองด้วยความชื่นชม
“ใช่แล้วอี้เอ๋อร์นี่ทำอาหารเก่งจริงๆ”
บิดากล่าวเสริมพร้อมกับตักอาหารเข้าปาก
จางเหยี่ยนอี้ยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นทุกคนกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
นอกจากอาหารแล้วเหยี่ยนอี้ยังนำเอาวิตามินรวมที่ตนเองพกติดตัวไว้เสมอมาผสมน้ำแล้วให้แบ่งให้ทุกคนดื่มหลังอาหาร
“ท่านเทพเซียนบอกว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ร่างกายของพวกเราแข็งแรงขึ้นมีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น”
เด็กสาวอ้างถึงเทพเซียนเพราะหากอธิบายไปก็คงไม่มีใครเข้าใจ
หลังจากกินอาหารและวิตามินแล้วทุกคนในครอบครัวก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาจึงพากันออกไปทำงานในโรงนาด้วยความขยันขันแข็ง
เมื่อทุกคนได้กินอาหารอิ่มท้องได้ดื่มวิตามินที่เสริมให้มีเรี่ยวแรง งานในโรงนาก็ดูเหมือนจะปลูกข้าวได้มากขึ้นในแต่ละวันซึ่งก็สร้างความประหลาดใจให้กับชาวบ้านในหมู่บ้าน เมื่อเห็นครอบครัวจางสามารถทำนาได้อย่างรวดเร็ว
“ยี่หลางเกิดอะไรขึ้น เมื่อหลายวันก่อนครอบครัวเ้ายังปลูกข้าวไม่ถึงไหนเลยเห็นอีกทีก็ใกล้เสร็จแล้ว พวกเ้าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนกัน”
ป้าจูเพื่อนบ้านที่มีที่นาติดกัน เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
จางยี่หลางหัวเราะแห้งๆ ให้กับความช่างสังเกตุของป้าจาง ก่อนจะเอ่ยแก้ตัว
“พวกเราต้องรีบทำนาให้เสร็จเพื่อจะได้ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ขาย ก็เลยต้องรีบทำงานจนมืดค่ำเลยเสร็จเร็วขอรับท่านป้า”
ป้าจูกับลุงคุงพยักหน้าอย่างเข้าใจนางรู้ว่าลี่หยางเคยเรียนในสำนึกศึกษา แต่เพราะบิดาเสียชีวิตจึงไม่อาจหาเงินเรียนได้อีกและตอนนี้ลี่หยางก็กำลังพยายามหาเงินส่งให้ลูกชายไปเรียนที่สำนักศึกษาอยู่
ทางด้านของจางเหยี่ยนอี้หลังจากบิดาให้อยู่บ้าน นางก็รับคำอย่างว่าง่ายถึงแม้ใจจริงจะอยากออกไปสำรวจโลกภายนอกมากกว่า แต่เมื่อมองดูบ้านที่มารดาไม่ได้ดูแลเพราะไปช่วยทำงานในโรงนาทุกวันก็คิดจะทำความสะอาดให้น่าอยู่
หญิงสาวเริ่มสำรวจบ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วนในสายตาของนาง ถึงแม้บ้านหลังนี้จะคับแคบไปหน่อย แต่ก็สามารถทำให้สวยงามน่าอยู่ได้
จางเหยี่ยนอี้ใช้ทักษะเื่การตกแต่งบ้านและพละกำลังของหน่วยสวาทแล้วเริ่มปรับปรุงบ้านในวันต่อมา
“เอาล่ะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีนะ”
เหยี่ยนอี้พึมพำกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจเริ่มจากการจัดระเบียบข้าวของภายในบ้านก่อน
นางรวบรวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว นำไปซักทำความสะอาดด้วยน้ำยาซักผ้าจากโลกปัจจุบันแล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท ส่วนเสื้อผ้าที่ยังใช้งานได้นางก็พับเก็บใส่หีบอย่างเป็ระเบียบ
จากนั้นก็เริ่มทำความสะอาดพื้นบ้านนางกวาดฝุ่นผงและเศษขยะต่าง ๆ ออกจากบ้านจนหมดสิ้นจากนั้นก็ใช้น้ำผสมน้ำส้มสายชูเช็ดถูพื้นให้สะอาดเอี่ยมอ่อง
“น้ำส้มสายชูนี่แหละของดีช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ แถมยังช่วยดับกลิ่นอับได้อีกด้วย”
จางเหยี่ยนอี้ยิ้มอย่างพอใจ
หลังจากทำความสะอาดพื้นบ้านแล้วนางก็เริ่มทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ด้วยการเช็ดฝุ่นบนโต๊ะ เก้าอี้ ตู้และเตียงนอน จนสะอาดหมดจด
“ทักษะการทำความสะอาดบ้านนี่ฉันก็ไม่ได้ทิ้งไปเลยนะเนี่ย”
จางเหยี่ยนอี้หัวเราะเบาๆ ให้กับตัวเอง เพราะ่เวลาที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังในคอนโดหรู หญิงสาวก็ทำความสะอาดด้วยตนเองเพราะชอบความเป็ส่วนตัว จึงไม่จ้างแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดห้อง
เมื่อทำความสะอาดภายในบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็เริ่มทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ บ้าน นางกวาดใบไม้แห้งและเศษขยะต่างๆออกจากบริเวณบ้าน แล้วก็รดน้ำแปลงผักข้างบ้านให้ชุ่มชื่น
หลังจากทำงานอย่างหนักมาทั้งวันบ้านของครอบครัวจางก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด จากบ้านเก่าโทรมกลายเป็บ้านที่สะอาดสะอ้าน น่าอยู่
เมื่อทุกคนกลับมาจากการทำงานในโรงนา ก็ต่างพากันตกตะลึงเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้าน
“นี่ใช่บ้านของเราจริงๆ หรือนี่”
จื่อหานเบิกตาโตก่อนจะพูดเย้าหยอกน้องสาว
“เ้าช่างขยันจริงๆ ที่ทำบ้านของเราให้น่าอยู่ขึ้นเยอะเลย”
บิดาเอ่ยชมด้วยความชื่นชม
ยามเย็น แสงตะวันลับเหลี่ยมเขาท้องฟ้าแต่งแต้มด้วยสีส้มอมชมพู เหยี่ยนอี้กำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัวก็เห็นมารดาเดินเข้ามา จึงหันหน้ามาคุยกับนาง
“ท่านแม่ข้ามีเื่อยากจะปรึกษาด้วยเ้าค่ะ”
เหยี่ยนอี้เอ่ยขึ้น
หยุนผิงหันมามองใบหน้าของลูกสาวที่บัดนี้รอยแดงหายไปแล้ว ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก
“เ้ามีอะไรก็บอกแม่มาได้เลย"
เหยี่ยนอี้สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มเล่าถึงแผนการในใจ
“ท่านแม่ก็รู้ว่าครอบครัวเราไม่มีเงินและข้ารู้ว่าท่านพ่ออยากให้พี่ใหญ่ได้เรียนในสำนักศึกษา แต่ค่าเล่าเรียนนั้นสูงมากต่อให้ท่านพ่อเข้าป่าล่าสัตว์ไปขายก็คงไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายได้”
มารดาฟังแล้วก็มีสีหน้าเศร้าลง
“แม่รู้...แต่พวกเราจะทำอย่างไรได้”
เหยี่ยนอี้มองใบหน้าของมารดาเ้าของร่างแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจพร้อมกับเปรียบเทียบชีวิตก่อนที่ร่ำรวยของตน จึงคิดอยากช่วยเหลือพวกเขา
“ข้ามีแผนการหาเงินแล้วเ้าค่ะ”
เหยี่ยนอี้รีบพูด
“ท่านแม่มีความรู้เื่สมุนไพรมากมายข้าคิดว่าพวกเราสามารถนำความรู้ของท่านแม่มาทำยาสมุนไพรขายได้”
หยุนผิงมีสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว
“แม่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเองมีความรู้เื่สมุนไพรเ้าก็น่าจะรู้ดี”
เหยี่ยนอี้เข้าใจดีถึงความหวาดกลัวของมารดาจึงบอกให้นางคลายความกังวล
“ข้าไม่ได้คิดจะเปิดเผยเื่ของท่านแม่แต่ข้าจะทำเองเ้าค่ะ ขอเพียงท่านแม่บอกก็พอ”
หยุนผิงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจในความคิดซับซ้อนของบุตรสาว
“แล้วลูกจะหาเงินจากสมุนไพรอย่างไร”
จางเหยี่ยนอี้เผยรอยยิ้มกว้าง
“ข้าจะนำปรุงยาสมุนไพรไปเสนอขายให้กับร้านขายยาในเมืองเ้าค่ะ”
เหยี่ยนอี้ตอบด้วยความมั่นใจ
“ข้าเชื่อว่ายาสมุนไพรของท่านแม่มีสรรพคุณที่ดีและต้องเป็ที่้าของร้านขายยาอย่างแน่นอน”
มารดานิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม
“แล้วเราจะต้องเริ่มต้นอย่างไร”
“พวกเราช่วยกันขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาตากแห้งแล้วบดเป็ผง จากนั้นก็ผสมตามสูตรที่ท่านแม่จำได้ จากนั้นข้านำไปขายในเมือง”
เหยี่ยนอี้พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
หยุนผิงมองหน้าลูกสาวด้วยความประหลาดใจในความเปลี่ยนแปลงของนางเพราะั้แ่คืนนั้น ลูกสาวที่บอบบางขี้อายเหมือนจะหายไป กลายเป็คนที่เฉลียวฉลาดในชั่วข้ามคืน
“เอาล่ะ แม่จะลองทำตามที่เ้าบอก”
มารดาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่แพ้กัน
เหยี่ยนอี้ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“ขอบคุณท่านแม่มากนะเ้าคะข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านแม่ผิดหวัง”
ในคืนนั้นเหยี่ยนอี้และมารดาจึงเริ่มปรึกษาหารือกันถึงเื่การทำยาสมุนไพร