“ช่วยอนุโลมสักหน่อย หรือพอจะมีวิธีอื่นบ้างหรือไม่ข้าจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้จริงๆ” หมิงเป่าจูเผยรอยยิ้มเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
“ไม่มีทางใดเลย ต้องรอให้ครบกำหนดแล้วค่อยมาถอนออกไป”คำตอบที่เย็นชาทำให้หมิงเป่าจูรู้สึกได้ถึงความแล้งน้ำใจของอีกฝ่าย
แต่นางจะทำอย่างไรได้ใครเล่าจะคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องกะทันหันเช่นนี้
“อีกห้าวันตั๋วเงินฝากประจำของเจ้าก็ครบกำหนดถอนได้แล้ว”เถ้าแก่เห็นสีหน้าของหมิงเป่าจูสลดหดหู่เหลือแสนก็อดเวทนาไม่ได้ จึงเอ่ยเตือนสติ
“ขอบคุณเถ้าแก่เจ้าค่ะ” หมิงเป่าจูกล่าวอย่างสุภาพแล้วออกจากโรงรับจำนำไปโดยไม่พูดอะไรอีก
ห้าวันจะมีประโยชน์อันใด อีกห้าวันก็ถึงกำหนดชำระเงิน นางไม่มีเวลาแล้วจริงๆ
ช่วยไม่ได้นางคิดหาหนทางอื่นดีกว่า
นางเดินคอตกไปตามท้องถนนขณะผ่านหอหมื่นสมบัติ ดวงตาก็พลันสว่างวาบ อ๊ะ! นางสามารถนำสมุนไพรไปประมูลอีกรอบได้เหมือนกันนี่!
ตามกฎระเบียบเงินที่ได้จากการประมูลจะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ จึงจะได้รับเงินในวันถัดไป
ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้นำของไปประมูลมะรืนนี้ก็ได้เงินแล้ว นี่เป็นหนทางที่รวดเร็วที่สุดในตอนนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้นหมิงเป่าจูจึงเดินตรงเข้าไปในหอหมื่นสมบัติทันที
ชายฉกรรจ์สองคนที่เฝ้าประตูร้านนั้นแท้จริงแล้วเป็นพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน
จางซานกับจางซื่อทั้งสองจำหมิงเป่าจูได้ จึงไม่กล้าขัดขวาง ครานี้ยังพยักหน้าทักทายนางอีกด้วยแต่หมิงเป่าจูตั้งหลักไม่ทัน จึงได้แต่เดินตรงเข้าไปข้างในโดยไม่มีการตอบสนอง
“จะเปิดประมูลพรุ่งนี้เลยหรือ แม่นางหมิง นี่มันไม่ถูกต้องตามกฎ”หมิงเป่าจูไปพบซ่งอี้ บอกแจ้งความประสงค์ในใจให้ฟัง แต่กลับถูกปฏิเสธทันที
“ข้าจะนำสือจือเฉ่า [1] มาขาย ขอท่านผู้ดูแลซ่งพิจารณาดูสักนิด”
หมิงเป่าจูมิได้อ้อนวอนซ่งอี้เหมือนกับที่ขอร้องเถ้าแก่ที่โรงรับฝากเงินแต่กลับเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอ รอคอยให้ปลากินเบ็ด
ทั้งสองเพิ่งร่วมงานกันเพียงครั้งเดียวหากนางหลงคิดว่าตนเองสำคัญ ผลีผลามเอ่ยปากร้องขอความสะดวกอาจเป็นการสร้างความอัปยศอดสูให้แก่ตนเอง
กฎเกณฑ์ล้วนกำหนดขึ้นโดยมนุษย์หอหมื่นสมบัติแห่งนี้มอบอำนาจให้ซ่งอี้เป็นผู้ดูแลทั้งหมดการเลื่อนกำหนดการประมูลเพียงครั้งเดียวย่อมง่ายดังพลิกฝ่ามือ
ขึ้นอยู่กับว่าเขาพอใจหรือไม่หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือให้ผลประโยชน์มากพอหรือไม่
เมื่อซ่งอี้ได้ยินว่าเป็นสือจือเฉ่าดวงตาก็ฉายแววตื่นตะลึง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบตกลงตามคำขอของหมิงเป่าจู
“พรุ่งนี้เช้าเจ้านำสือจือเฉ่ามาให้โจวเหล่าประเมินราคาหากเหมาะสมข้าจะให้คนส่งข่าวออกไป กำหนดการประมูลจัดขึ้นในยามเว่ย [2]”
แววตาซ่งอี้เป็นประกายดังที่หมิงเป่าจูคาดการณ์ไว้ ผลประโยชน์คือสิ่งที่ทำให้เขาคล้อยตาม
แม้เขาจะไม่เชี่ยวชาญการประเมินราคาสินค้าแต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงของสือจือเฉ่าพิจารณาจากคุณภาพของต้นตี้สือที่หมิงเป่าจูนำมาคราวก่อนแล้วก็เชื่อว่าสือจือเฉ่าจะต้องประมูลได้ราคาสูงกว่าต้นเกล็ดมังกรอย่างแน่นอน!
“เพียงแต่...”
ซ่งอี้เอ่ยขึ้นอีกครั้งใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทว่ากลับทำให้หมิงเป่าจูรู้สึกเย็นยะเยียบไปถึงกระดูกสันหลัง“หอหมื่นสมบัติเพิ่งเปิดช่องทางพิเศษเช่นนี้เป็นครั้งแรกค่าตอบแทนสองส่วนคงไม่อาจโน้มน้าวผู้ประมูลรายอื่น...”
“ท่านต้องการเท่าใด” หมิงเป่าจูเลิกคิ้วถาม
ความหมายของซ่งอี้ชัดเจนยิ่งหากส่วนแบ่งน้อยเกินไป ไม่เพียงแต่เขาจะอธิบายกับเบื้องบนไม่ได้แม้แต่ลูกค้าที่เคยขายสินค้าหรือลูกค้าใหม่ในภายหน้าเขาก็ไม่รู้จะอธิบายเช่นไรเหมือนกัน
หากต้องการปิดปากทุกคนให้สนิทก็ต้องจ่ายในราคาที่เหมาะสม
“ห้าส่วน” ซ่งอี้นั่งไขว่ห้าง วางมือขวาไว้บนโต๊ะอย่างสบายอารมณ์ส่วนมือซ้ายก็สะบัดชายเสื้ออย่างเอ้อระเหยลอยชาย
เขาก็ช่างพูดง่ายเสียจริง!แค่อ้าปากก็จะขอแบ่งครึ่งหนึ่งแล้ว! หมิงเป่าจูกำลังจะปฏิเสธโดยไม่ลังเลกลับได้ยินซ่งอี้เอ่ยต่อว่า
“หากแม่นางหมิงตกลง ข้าจะให้คนนำเทียบเชิญไปแจกจ่ายให้ถึงแต่ละจวนเพื่อชดเชยเวลาอันจำกัดมั่นใจได้ว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากมายและสินค้าจะได้รับการประมูลไปอย่างราบรื่นเป็นอย่างไร แม่นางหมิงลองพิจารณาดู”
ดีเยี่ยม!ไม่เพียงแต่จะพูดในสิ่งที่นางคิดไว้ไม่มีผิดเพี้ยนยังเอ่ยเงื่อนไขที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่างหาก
“ตกลง!” หมิงเป่าจูบดฟันกรามจนแทบจะป่นอยู่แล้ว
นี่มันเห็นว่านางร้อนเงินจึงฉวยโอกาสปล้นชิงตามไฟ [3]ชัดๆ ประเสริฐยิ่ง!สมกับเป็นผู้ดูแลใหญ่ของหอหมื่นสมบัติอย่างแท้จริง!
“ดังคำกล่าวที่ว่า สวรรค์ย่อมไม่สะบั้นหนทางของมนุษย์เรือถึงหัวสะพานย่อมตรงเอง คนโบราณไม่หลอกข้าจริงๆ ด้วย” ปัญหาได้รับการแก้ไขเส้นทางข้างหน้าก็สดใส หมิงเป่าจูเดินไปพึมพำกับตัวเองไปด้วยความตื่นเต้น
“ใครไม่หลอกเจ้า หรือว่ามีใครรังแกเจ้า”
จู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู ทำเอาหมิงเป่าจูสะดุ้งโหยง พอหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นหลี่อวิ๋นเจ้าของร้านขายเต้าหู้ที่นางอุดหนุนอยู่เป็นประจำ
หลี่อวิ๋นมองเห็นหมิงเป่าจูเดินคอตกเหมือนกำลังคิดหนักมาแต่ไกลทันใดนั้นก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้จึงยิ้มออกมาด้วยท่าทีตื่นเต้นดีใจ
จนกระทั่งหมิงเป่าจูเดินมาถึงหน้าร้านของนางพอดีได้ยินอีกฝ่ายพึมพำ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไปไม่นึกว่าจะทำให้นางตกใจเช่นนี้
“ขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าตกใจเลยนะ” หลี่อวิ๋นหน้าซีดเผือดรีบกล่าวขอโทษอย่างรู้สึกผิด
“เป็นเจ้าเองนี่เอง ไม่เป็นไร” หมิงเป่าจูเห็นว่าหลี่อวิ๋นงดงามอ่อนหวานก็รู้สึกสบายตา
ลอบคิดในใจว่าโฉมงามย่อมได้รับอภิสิทธิ์เยี่ยงโฉมงาม เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ตนเองจะถือสาหาความได้อย่างไร ต่อให้โกรธก็คงโกรธไม่ลง
“ที่ข้าเคยเอ่ยถึงเรื่องเทศกาลจงหยวน เจ้ายังจำได้หรือไม่”
หลังจากที่หลี่อวิ๋นได้พูดคุยกับหมิงเป่าจูครั้งก่อนก็ไม่ได้เจอนางอีกเลย นางอยากพบหน้าหลี่ไหวฺอวี้ใจจะขาด แต่ไม่มีโอกาส
กลัวว่าข้อเสนอของตนเองจะถูกลืมเลือนไปสิ้นแล้ววันนี้ได้พบกันจึงต้องเอ่ยปากย้ำอีกครั้ง
“จำได้สิ หรือว่าเลยวันมาแล้ว”
หมิงเป่าจูไม่ค่อยมีความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับเรื่องวันต่างๆสักเท่าใด แม้แต่ตอนอยู่ที่โลกเดิมนางก็ยังไม่รู้เลยว่าเทศกาลจงหยวนตรงกับวันไหนยิ่งมาอยู่ในโลกนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่
ประกอบกับเรื่องชุลมุนวุ่นวายมากมายในช่วงนี้ทำให้นางสับสนงุนงงไปหมด จนลืมวันลืมคืนไปเลย
“ยังๆ เป็นวันพรุ่งนี้ต่างหาก เจ้าว่างมาเที่ยวเล่นในเมืองหรือไม่”
ดรุณีน้อยสองคนยืนคุยกันเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก
ทว่าในเวลานี้หมิงเป่าจูเป็นเพียงแค่ตัวประกอบฉากนางสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อยืนอยู่ตรงข้ามกับหลี่อวิ๋นที่แต่งกายเรียบร้อยสะอาดสะอ้านขับเน้นให้นางยิ่งดูงดงาม ผิวขาวผ่องใส ดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้เหลียวมอง
“เต้าหู้ซีซือ [4] ช่วยหั่นเต้าหู้ให้ข้าก่อน รอนานแล้วนะ”ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยเร่ง
แท้จริงแล้วเขาก็ไม่ได้รีบร้อนอันใดเพียงแต่ต้องการหาเรื่องคุยกับหลี่อวิ๋น ให้นางหันมามองเขาสักครั้งก็ยังดี
หมิงเป่าจูเลิกคิ้วที่แท้นางมีฉายาเช่นนี้ด้วยหรือ เต้าหูซีซือ… นางมองหลี่อวิ๋นอย่างพิจารณา ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูสมกับฉายานี้จริงๆ
“มาแล้วๆ” หลี่อวิ๋นขานรับเสียงใส แต่ก่อนที่หมิงเป่าจูจะให้คำตอบนางไม่อยากผละไปตอนนี้จริงๆ “ท่านแม่ ช่วยข้าดูร้านสักครู่ได้หรือไม่”
หลี่อวิ๋นตะโกนเรียกหม่ากุ้ยฮวาที่กำลังเก็บโต๊ะอยู่ด้านหลังจากนั้นก็ปลดผ้ากันเปื้อนออก จูงมือหมิงเป่าจูไปนั่งที่โต๊ะมุมห้อง
หมิงเป่าจูเห็นหญิงร่างท้วมคนหนึ่งมองมาที่พวกนางเมื่อสบตากับหมิงเป่าจูก็ยิ้มให้เล็กน้อย
“อ๊ะ! มาแล้วเจ้าค่ะ ท่านลูกค้า มาแล้วเจ้าค่ะ”
หม่ากุ้ยฮวายิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับแขกพอสบโอกาสก็ลอบมองหมิงเป่าจูแวบหนึ่ง
บุตรสาวของนางไปรู้จักกับเด็กสาวยากไร้ผู้นี้ตั้งแต่เมื่อใดไม่คู่ควรเอาเสียเลย เดี๋ยวกลับไปคงต้องว่ากล่าวเสียหน่อย อย่าคบหาให้มากจะดีกว่า
เชิงอรรถ
[1] สือจือเฉ่า คือหลิงจือชนิดหนึ่ง มีสีดำ หลิงจือเป็นราชาแห่งสมุนไพรมีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุออกไปให้ยืนยาวทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง
[2] ยามเว่ย คือ ช่วงเวลาประมาณ 13.00-15.00 น.เวลาหนึ่งชั่วยามจะมี 8 เค่อ ดังนั้น ยามเว่ยหนึ่งเค่อจึงหมายถึงเวลา13.15 น.
[3] ปล้นชิงตามไฟ หมายถึงฉวยโอกาสซ้ำเติมศัตรูยามเสียเปรียบ
[4] ซีซือ หรือไซซี คือหนึ่งในสี่ยอดหญิงงามในประเทศจีน ผู้ได้รับฉายานามว่า"มัจฉาจมวารี” ซึ่งหมายถึง"ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ"