เช้าวันต่อมา
แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องเข้ามาในห้องนอนกว้างของรองแม่ทัพหยางผ่านช่องหน้าต่าง สายลมเย็นพัดเอื่อยปลุกหญิงสาวที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น ใบหน้างามดูอ่อนแรงเล็กน้อย สติยังคงกลับเข้าร่างไม่สมบูรณ์ งุนงงจำไม่ค่อยได้ว่าคืนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น
พลันรู้สึกตัวได้ว่าตรงหน้ามีคนยืนมองนางด้วยสีหน้าที่หลากหลาย
“คุณหนู ฟื้นแล้วหรือเ้าคะ” เมิ่งเซียงจับมือเ้านายด้วยความเป็ห่วง เดิมทีตั้งใจมารอพบั้แ่เช้าตรู่แต่คอยอยู่นานกลับไม่เห็นแม้แต่เงา
“อืม… อาการไม่น่าเป็ห่วงหรอก แค่อ่อนเพลียเท่านั้น” หมอยาเอ่ยกับหยางเสวี่ยเฟย กระแอมไอเล็กน้อยกล่าวเตือนว่า “ทะนุถนอมนางบ้างเถิด บางเื่ก็ทำแต่พอดี”
“ขอบคุณท่านหมอขอรับ” รองแม่ทัพเอ่ยกับเขาแล้วออกไปส่งที่หน้าจวนพลางพูดคุยสัพเพเหระอีกเล็กน้อย
ในขณะที่เมิ่งเซียงสำรวจคุณหนูของนาง กังวลไปหมดจนแทบอยากหอบหนีจากจวนสกุลหยาง
“คุณหนู รองแม่ทัพทำร้ายคุณหนูหรือเ้าคะ ตรงคอก็มีรอยแดงเต็มไปหมด ทั้งเนื้อตัว แขน ขา คุณหนู… เจ็บมากหรือไม่เ้าคะ ข้าจะเขียนจดหมายไปหานายท่านบอกว่าคุณหนูถูกรังแก” สาวใช้คนสนิทเอ่ยน้ำเสียงกระวนกระวายใจ
“มะ…” มู่หรงเซียวคิดเอ่ยปากพูดแต่นิ่วหน้าแทน ลำคอแห้งผากแทบไม่มีเสียง
“เจ็บคอหรือเ้าคะ เขาทำอันใดคุณหนูถึงได้เสียงแหบแห้งปานนี้ ทั้งยังไข้ขึ้นตัวร้อนจี๋ ไร้เรี่ยวแรง ข้าไม่รู้ว่าจดหมายจะไปถึงนายท่านเมื่อใดแต่วันนี้ข้าจะไปบอกหัวหน้าเซี่ยว่าคุณหนูถูกคนผู้นั้นทำร้ายร่างกายอย่างหนักหน่วง” นางพร่ำบ่นกระปอดกระแปดแล้วนำน้ำอุ่นมาให้มู่หรงเซียวดื่มจึงพอค่อยยังชั่วมีเสียงขึ้นมาบ้าง
ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าหนักของใครบางคนเดินเข้ามาก็หันไปมองด้วยสีหน้าหาเื่
หยางเสวี่ยเฟยหลบสายตาสาวใช้ฮูหยินโดยไม่รู้ตัวก่อนจะเดินมานั่งข้างเตียง เอ่ยพึมพำว่า “เื่เมื่อคืน ข้าขอโทษ...”
“…” ดวงตาสีทับทิมพยายามทำความเข้าใจว่าเขาหมายถึงเื่ใด จู่ ๆ ภาพความทรงจำตลอดทั้งคืนก็ปรากฏทีละภาพอย่างรวดเร็ว ทั้งเสียง ััเร่าร้อน ใบหน้าและการกระทำที่เหมือนสัตว์ป่าหื่นกระหายของรองแม่ทัพหยางชัดเจนเสียจนหญิงสาวเขินอาย
มู่หรงเซียวมองค้อน หน้ามุ่ยพลันคนตรงหน้าเอื้อมมือลูบศีรษะอย่างอ่อนโยนจนทำตัวไม่ถูก คิดว่ากล่าวด้วยความไม่พอใจก็ไม่มีเสียงจะพูด
“ถึงแม้ว่าต่อไปนี้จะไม่มีขันทีหรือนางกำนัลมาเฝ้าหน้าห้องแล้วแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องทำทุกวัน”
หยางเสวี่ยเฟยบอกให้นางรับรู้ว่าเขาทำตามที่พูดเอาไว้แล้วว่าจะทูลขอให้ฮ่องเต้ปล่อยเื่เช่นนี้ให้พวกเขาจัดการกันเอง
“หือ…” มู่หรงเซียวเพิ่งจะดีใจไม่เท่าไหร่ถึงกับจับมืออีกฝ่าย ดวงตากลมโตวูบไหว รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่กล่าวกับเขาว่า “คืนนี้ด้วยหรือ ข้าไม่ไหวหรอก”
“รองแม่ทัพหยาง!” เมิ่งเซียงที่ยังคงนั่งอยู่โพล่งขึ้นมา “คุณหนูของข้าเจ็บหนักปานนี้แล้ว รองแม่ทัพยังใจร้ายคิดทำกับคุณหนูต่ออีกหรือเ้าคะ รองแม่ทัพทำกับข้าแทนไม่ได้หรือ”
“…” หยางเสวี่ยเฟยจ้องหน้าสาวใช้ ยังไม่ตอบอันใดออกไป
“หากยังโกรธคุณหนูมากนักก็ทุบตีข้าแทนเถอะเ้าค่ะ จะฆ่าจะแกงข้าอย่างไรก็ได้แต่ไว้ชีวิตคุณหนูด้วย” เมิ่งเซียงคุกเข่าอ้อนวอนเขาให้เห็นใจละเว้นเ้านายของตน
“เมิ่งเซียง ข้าว่าเ้ากำลังเข้าใจผิด” ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหันกลับไปมองมู่หรงเซียวที่ค่อย ๆ หยิบผ้าห่มมาคลุมหน้าตัวเอง
“ข้าจะเข้าใจผิดได้อย่างไร ร่างกายแสนบอบบางของคุณหนูมีแต่รอยแดงเป็จ้ำ เสียงแหบแห้ง ต้องโดนทรมานหนักขนาดไหนเ้าคะ” นางชี้ไปที่คนบนเตียง “ถึงอย่างไรคุณหนูก็รักรองแม่ทัพมากนัก รักมาตั้งนานแล้ว ช่วยเห็นแก่ความรักของนางไม่ได้หรือ”
หยางเสวี่ยเฟยกุมขมับไม่อยากเชื่อเลยว่านางไม่รู้จริง ๆ ว่าค่ำคืนที่ผ่านมาเกิดเื่ใดกันแน่จึงถอนหายใจอีกครั้งหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เมิ่งเซียง ข้าจะพูดครั้งเดียว เ้าฟังให้ดี ๆ”
“…”
“สิ่งที่ข้าทำกับคุณหนูของเ้าไม่ใช่การทรมานเป็เพียงการร่วมรักอย่างสามีภรรยาทำกันในคืนแต่งงานเท่านั้น” เ้าตัวอธิบายอย่างใจเย็น สีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ในใจร้อนระอุเต้นตึกตัก
“แล้วทำไม เอ๊ะ…”
“เมิ่งเซียง ไม่ต้องห่วงข้าหรอก” มู่หรงเซียวยืนยัน ไม่กล้าสบตาหยางเสวี่ยเฟยทั้งที่ปกติแทบจะตีกันทุกครั้งที่เห็นหน้า
“เ้าออกไปก่อน ข้ามีเื่จะพูดกับนาง” เขาเอ่ยพลางวางมือบนต้นขาของฮูหยินแสดงออกราวกับว่าร่างกายของหญิงสาวผู้นี้เป็ของเขาอย่างไรอย่างนั้น “อย่าให้ใครเข้ามารบกวน”
“เ้าค่ะ” เมิ่งเซียงจำใจออกไปแต่ก่อนจะปิดประตูเรือน นางไม่ลืมที่จะย้ำอีกครั้งว่า “ท่านหมอบอกว่าบางเื่ทำแต่พอดี รองแม่ทัพได้โปรดอย่าละเลยคำแนะนำของท่านหมอนะเ้าคะ”
คล้อยหลังสาวใช้คนสนิท พวกเขาจึงได้อยู่กันตามลำพัง สีหน้าอิดโรยและรอยแดงตามเนื้อตัวลำคอทำเอาชายหนุ่มต้องเอ่ยปากอีกครั้ง
“เื่เมื่อคืนนี้ ข้าขอโทษจริง ๆ”
“เฮอะ… ข้าควรจะดีใจใช่หรือไม่ ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้ยินคำขอโทษจากเ้า” หญิงสาวโพล่งออกมาลืมไปเลยว่ายังเจ็บคออยู่
“เื่ที่ข้าทำผิดข้ายอมรับ ทั้งโลมเลีย ดูดเม้มไปทั่วร่างกายเ้าจนไม่เหลือที่ว่าง แทรกกายส่วนล่างเข้ามากระทั้นถี่ทำเ้าหอบหายใจ ร่างกายสั่นระริกภายในรัดแน่น เผลอทำเ้าส่งเสียงครางเสียจนเสียงแหบแห้งเจ็บคอแล้วยังกระทำเนิ่นนานหลายชั่วยามจนเ้าจับไข้ไร้เรี่ยวแรง มิหนำซ้ำยังปล่อยของเหลวสีขุ่นไว้ในกายเ้าไหลเปื้อนหว่างขา ทั้งยัง…”
“หยางเสวี่ยเฟย เ้าหยุดพูดได้แล้ว” นางปิดปากเขาตัวแดงระเรื่อเพราะเหมือนได้ทวนความทรงจำ ปลุกััของเขาที่ฝังอยู่ทุกอณูของร่างกาย
“แต่ว่าในนิยายเขียนไว้ว่าครั้งเดียวก็เพียงพอให้ตั้งครรภ์แล้ว เหตุใดจึงทำต่อหลายครั้งเล่า ข้าบอกให้เ้าหยุดแต่เ้าไม่ยอมหยุด เอาแต่ใส่เข้ามาจนท้องข้าร้อนวูบวาบไปหมด”
หยางเสวี่ยเฟยได้ยินคำพูดนางก็หลับตาลง เม้มปากแน่น “นิยายมักเขียนเกินจริงไปหน่อย การทำครั้งเดียวแล้วตั้งครรภ์ได้จะมีสักกี่คนกัน ส่วนใหญ่แล้วก็ต้องทำหลายครั้งอย่างที่ข้าทำตลอดทั้งคืนต่างหาก”
“เ้าโกหกข้าใช่หรือไม่” มู่หรงเซียวมองคนตรงหน้าด้วยสายตาไม่ไว้ใจ “แต่เ้าบอกว่าไม่อยากแตะต้องตัวข้า เหตุใดต้องมาจูบข้าด้วย แล้วก็มือเ้าน่ะ… จะจับขาข้าอีกนานหรือไม่”
หยางเสวี่ยเฟยยกมือขึ้นทันใดรีบพูดว่า “ข้าบอกเ้าว่าอย่าเกร็งแต่เ้าไม่ยอมฟัง ช่องทางคับแคบปานนั้น ข้าจะสอดใส่เข้าไปได้อย่างไร แต่พอข้าจูบเ้า ร่างกายเ้าก็ผ่อนคลายจนขยับสะโพกรับจังหวะที่ข้าประเคนให้อย่างง่ายดาย”
“หยางเสวี่ยเฟย เ้ามันคนหน้าไม่อาย ข้าไม่อยากพูดเื่นั้นแล้ว อะ… เจ็บคอ อย่าชวนทะเลาะ ข้าไม่สบายเพราะเ้าคนเดียวเลย” บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มองค้อน น้ำเสียงฮึดฮัดแล้วรับน้ำอุ่นจากคนตรงหน้ามาดื่ม “ขอบคุณ”
“พักก่อนเถอะ ข้าจะไม่ทำอะไรจนกว่าเ้าจะหายไข้” ชายหนุ่มพูดพลางลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว
“ถ้ายังทำอีกเ้าก็ไม่ใช่คนแล้ว”
“อืม... ตอนเย็นข้าจะแวะมาเยี่ยมใหม่” น้ำเสียงของเขาดูเปลี่ยนไปเล็กน้อยจนมู่หรงเซียวนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เวลานี้ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพระรองอย่างเขาจึงออกนอกบทเสียอย่างนั้น
ครั้นได้อยู่คนเดียวก็รีบเรียกเมิ่งเซียงเข้ามาพบ ในเมื่อค่ำคืนเข้าหอผ่านพ้นไปแล้ว กาลข้างหน้าคงจะเกิดเื่วุ่นวายมากกว่านี้ มู่หรงเซียวรู้ดีว่าร่างกายนี้จะอุ้มท้องลูกของเขา หากแต่ถูกเหออันเหลียนวางยาทีละนิดจนแท้ง
หญิงสาวไม่รู้ว่าเนื้อเื่ในนิยายจะดำเนินต่อตามบทเดิมหรือผันผวนมากน้อยแค่ไหนและความรู้สึกของหยางเสวี่ยเฟยที่แสดงออกอย่างอ่อนโยนเพียงแค่คืนเดียวไม่ใช่สิ่งยืนยันว่าเขาเปลี่ยนไปแล้ว
สิ่งที่นางทำได้ในเวลานี้คือการป้องกันไม่ให้ท้องกับเขา เพราะจำได้ว่ามู่หรงเซียวในนิยาย่ที่สูญเสียบุตรคนแรกไปน่าสงสารเพียงใด พอได้สวมร่างตัวละครนี้จึงไม่อยากให้เหตุการณ์เดิมวนเวียนมา
มู่หรงเซียวบอกให้เมิ่งเซียงตามเซี่ยหลานเฟิงมาพบเพื่อพูดคุยบางอย่าง ไม่นานนักชายหนุ่มได้รีบออกไปข้างนอกตามคำสั่งของเ้านายแล้วกลับมาพร้อมห่อสมุนไพรสามสี่ห่อ
สีหน้ามองดูหญิงสาวด้วยความเข้าใจและพร้อมที่เคียงข้างนางเสมอไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ก่อนเรียกเมิ่งเซียงเข้ามาพบแล้วบอกเื่สำคัญให้นางรู้
“คุณหนู…” นางเรียกคนตรงหน้า แววตาสั่นระริกแล้วกอดปลอบใจพลางรับปากว่าจะไม่มีผู้ใดรู้เื่นี้เป็อันขาดเพราะนั่นหมายถึงชีวิตของคนสกุลมู่
“หญ้าแก้วไพลินเอามาทำไมหรือเ้าคะ” สิ่งหนึ่งที่ยังทำให้นางสงสัยคือต้นหญ้าที่มีดอกสีน้ำเงิน เดิมทีเป็ดอกไม้ที่ขึ้นตามข้างทาง ไม่มีประโยชน์ที่ใช้บำรุงร่างกายแม้แต่นิดเดียว
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าได้ยินสรรพคุณของสิ่งนี้มาจากไหนแต่ข้าวานให้เฟิงเกอไปทดสอบเพื่อความแน่ใจอีกที หากใช้ได้ผลข้าคงเบาใจไปเยอะ” มู่หรงเซียวยิ้มกว้างวางแผนรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเพราะฝีมือของเหออันเหลียนก่อนจะกินสมุนไพรที่ทำมาจากว่านดาราโรยพร้อมดื่มชาหอมหมื่นลี้เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องในทันที
คราวนี้ ทุกคนจ้องหน้าเ้านายด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่านางรู้ได้อย่างไรว่าวันข้างหน้าหยางเสวี่ยเฟยต้องได้แต่งงานกับบุตรสาวสกุลเหอ
เวลานั้นเซี่ยหลานเฟิงพอเดาทางได้ ในเมื่อมู่หรงเซียวที่เป็บุตรสาวแม่ทัพใหญ่และคนของฮองเฮาได้แต่งงานกับรองแม่ทัพหยางตาม้า เหออันเหลียนที่เป็ญาติสนิทของเหอกุ้ยเฟยคงไม่อยากน้อยหน้าต้องรบเร้าขอเป็ฮูหยินอีกคนของเขาแน่นอน
ไหน ๆ วังหลวงก็มีศึกย่อม ๆ ระหว่างฮองเฮาและสนมทั้งหลายที่ต่างพากันเอาอกเอาใจฮ่องเต้อยู่แล้ว นอกวังจะสงบเรียบง่ายได้อย่างไร าตัวแทนย่อมเกิดขึ้นเป็ธรรมดา
ส่วนหยางเสวี่ยเฟยที่เป็คนของฮ่องเต้ก็รับหน้าที่ควบคุมตัวแทนทั้งสองฝ่ายให้อยู่ในร่องในรอยไปโดยปริยาย
นอกเหนือจากวิธีนี้ยังมีอะไรที่ง่ายกว่าอย่างการแสดงออกให้เหออันเหลียนเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับรองแม่ทัพเป็เพียงการแต่งงานที่ถูกบังคับ อาจจะพอหลีกเลี่ยงไม่ให้บุตรสาวสกุลเหอคิดร้ายกับตัวเองได้
“เมิ่งเซียง นำสมุนไพรเม็ดนี้มาให้คุณหนูทานทุกเจ็ดวันเว้นเจ็ดวันตามเวลาเดิมอย่าให้ขาด เ้าต้องนำมาพร้อมชาว่านหอมหมื่นลี้จะได้ไม่มีใคร
สงสัยและหากถูกจับได้ก็บอกว่าเ้าใช้กินเพราะมีปัญหาเื่ระดู” เซี่ยหลานเฟิงกำชับอีกครั้งหนึ่งด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะหันมาหาเ้านายของตน “เ้านั่นมันไม่ทะนุถนอมคุณหนูเลยหรืออย่างไร”
มู่หรงเซียวที่กำลังดื่มชาว่านหอมหมื่นลี้ถึงกับพ่นน้ำออกมาทันทีที่ได้ยินคำถาม ใบหน้าแดงก่ำไปถึงหู ส่ายหน้าไม่คิดเลยว่าทั้งเมิ่งเซียงและเซี่ยหลานเฟิงจะพูดตรงไปตรงมากับนางถึงขนาดนี้
ข้าผิดเองนั่นแหละที่สนิทสนมกับพวกเขามากเกินไปราวกับเป็เพื่อนพี่น้อง ครอบครัวเดียวกัน หญิงสาวคิดในใจแล้วทำตาปริบ ๆ “ท่านอย่าถามข้าเลย”
นับั้แ่นั้นมา มู่หรงเซียวจึงกินยาเม็ดนั้นพร้อมดื่มชาว่านหอมหมื่นลี้ทุกวันไม่มีขาดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยโดยที่คนอื่นเข้าใจว่านางดื่มสมุนไพรบำรุงร่างกายหวังมีลูกชายคนแรกเพื่อจับรองแม่ทัพหยางให้อยู่หมัด
“เฮอะ… ข่าวลือแพร่ออกไปเช่นนั้นหรือเมิ่งเซียง”
“เ้าค่ะ” สาวใช้พยักหน้าพลางบีบนวดขาให้เ้านาย “คุณหนู วันก่อนข้าออกไปซื้อของที่ตลาดเห็นรองแม่ทัพกับคุณหนูสกุลเหออยู่ด้วยกันเ้าค่ะ”
“อืม” นางเพียงแค่พยักหน้าแล้วดื่มชาต่ออย่างสบายอารมณ์
“คุณหนูไม่หึงหวงหรือเ้าคะ ก็ตอนนี้คุณหนูกับรองแม่ทัพ…” หญิงสาวไม่ทันได้พูดต่อก็ได้คำตอบที่ชัดเจน
“เมิ่งเซียง ทำไมต้องหึงหวงด้วย อีกอย่างวันข้างหน้านางต้องแต่งเข้าจวนสกุลหยาง เ้าน่ะรีบทำใจให้ได้เถอะ”
มู่หรงเซียวรู้สึกเหมือนเคยได้ยินใครสักคนบอกว่า “...รู้หรือไม่ว่าดอกแก้วไพลินที่ใคร ๆ ต่างคิดว่าเป็วัชพืชสามารถนำมาทำเป็ลูกกวาดกินเล่นได้เพราะมีรสหวานหอม ทั้งยังมีสรรพคุณโดดเด่นช่วยตรวจพิษในอาหารและเครื่องดื่ม ข้ารู้เื่พวกนี้เพราะว่า… บอกข้าเอาไว้ ท่านชอบของหวานลองทานดูสักนิดดีหรือไม่”
นางพลันได้ยินเสียงเหมือนตัวเองตอบกลับไปว่า “หวานยิ่งนัก ขอบใจเ้ามากแล้วพวกหมอยาใช้ตรวจพิษอย่างไร”
“หากนำผงไปโรยบนอาหารนั้นแล้วเกิดสีขุ่นถือว่าเป็พิษขอรับแต่หากกินเป็ลูกกวาดจะรู้สึกได้ว่าความหวานกลายเป็เปรี้ยวให้รีบดื่มยาถอนพิษทันที”
ความทรงจำของนางดูขาดหาย นึกไม่ออกว่าผู้ใดเป็คนพูดแต่กลับมั่นใจว่าเชื่อถือได้
สายลมยามบ่ายพัดผ่านมาพร้อมกลิ่นหอมของดอกไม้ คิ้วเรียวขมวดด้วยความสงสัย นางจำรายละเอียดในนิยายได้เป็อย่างดี โดยเฉพาะเื่ราวของมู่หรงเซียว หากแต่จำไม่ได้เลยว่าตัวตนจริง ๆ ของนางคือผู้ใด ไม่ว่าจะพยายามนึกเท่าไหร่กลับนึกไม่ออก มองไม่เห็นเบาะแสแม้แต่นิดเดียว
“คุณหนู คิดสิ่งใดอยู่หรือเ้าคะ” เสียงเรียกของเมิ่งเซียงทำให้สติของนางกลับมา
“ข้าเพียงคิดเรื่อยเปื่อย เมิ่งเซียง… ไปแต่งตัวกัน วันนี้ข้ารู้สึกอยากยิงธนูเสียหน่อย” มู่หรงเซียวรู้สึกอุดอู้เพราะได้แต่อยู่ในจวนสกุลหยาง ไม่ได้ทำอะไรตามใจตัวเองสักอย่างเพราะมีสายตาของหยางเสวี่ยฮวา น้องสาวอายุสิบห้าของหยางเสวี่ยเฟยจับตามองอยู่ทุกย่างก้าวเพราะไม่ปลื้มพี่สะใภ้คนนี้ยิ่งนัก
“ไม่ทันแล้วเ้าค่ะ” สาวใช้ทำหน้าเวทนาเ้านายตัวเอง “รองแม่ทัพเดินมาโน่นแล้วเ้าค่ะ”
“เมิ่งเซียง เ้าบอกเขาไปว่าข้ายังไม่สบาย ทั้งวันมีไข้ขึ้นอยู่”
“เป็เช่นนั้นหรือ” เสียงเรียบเย็นอันคุ้นเคยเอ่ยถาม “ข้านอนข้างเ้าจะไม่รู้เลยหรือว่าคนข้างกายตัวร้อนหรือเย็น สบายดีหรือเจ็บป่วย”
“ฉลาดที่สุดเลยเ้าค่ะ สมกับเป็ท่านรองแม่ทัพกองรบที่สิบแห่งแคว้นฉินิ” มู่หรงเซียวยกนิ้วให้เขา รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไปเมื่อเห็นสัญญาณที่ส่งมา “มะ... เมิ่งเซียง เ้าอย่าเพิ่งลุกไปไหน”
“เมิ่งเซียง มีอะไรก็ไปทำ” เสียงเข้มเอ่ย แววตาดุดัน
“เ้าอย่าไปนะ” มู่หรงเซียวดึงแขนสาวใช้ไว้
“ไปได้แล้ว” อีกคนยังคงออกคำสั่งเหมือนเดิม
“ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยเรียกพี่ชายของตนทำให้มู่หรงเซียวใจชื้นขึ้นมาบ้างรีบบอกว่า “เชิญท่านรองแม่ทัพสนทนากับน้องสาวตามสบายเถอะ ข้าขอตัวเ้าค่ะ”