ตอนที่ 8 ใต้หน้าผา (8)
เ้าเมืองบงกชขาวย่อมหาได้ใช่คนธรรมดาไม่ แม้นจะเป็เมืองทุรกันดารเพียงใด กระนั้น การจะปกครองคนร่วมพันถึงครึ่งหมื่นชีวิต จำต้องใช้ผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริง นอกจากความเป็ผู้นำแล้ว ยังต้องมีพลังอำนาจที่ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรด้วยได้ เช่นนี้เอง เ้าเมืองบงกชขาวถึงเป็จอมยุทธ หลังจากบุคคลใดก้าวผ่าน ขั้นหนึ่ง-หลอมกายา ขั้นสอง-ผสานจิต และเข้าสู่ขั้นสาม-ทะเลิญญา ผู้ที่สามารถสร้างทะเลิญญาได้นี้จะมีคุณสมบัติในการถูกเรียกว่า จอมยุทธ หรือ นักพรต
ความแตกต่างประการหนึ่งระหว่าง จอมยุทธและนักพรต คือ จอมยุทธนั้นเข้าร่วมกับทางการขึ้นตรงต่อทวีปใดทวีปหนึ่ง ในขณะที่นักพรตเป็ผู้มีความสามารถทางพลังยุทธ จอมยุทธเป็นักพรต หากนักพรตไม่ใช่จอมยุทธ
เ้าเมืองบงกชขาวอุ้มร่างไร้ิญญาของจูเก้อไว้ พลางวิ่งฝ่าวงล้อมมายังใจกลางเมือง บนใบหน้าของเขาปรากฏหยาดน้ำตาไหลรินดุจสายธาร ในวันประชุมั ผู้มีศักดิ์ฐานะกับทางการล้วนถูกเรียกรวมตัวกันไปประชุมที่เมืองหลวงัมหาธรณี การประชุมันี้เกิดขึ้นหนึ่งปีครั้ง ด้วยความที่มารดาของเ้าเมืองป่วยเป็โรคไม่ทราบสาเหตุ อาการทรุดลงทุกๆ ปี วันนั้นเขาเพิ่งได้ขึ้นเป็เ้าเมืองอย่างพอดิบพอดี จึงถือโอกาสพามารดาไปเปิดโลกกว้างที่เมืองหลวง รวมถึงตนที่มิเคยเหยียบย้ำเข้าแดน
เมื่อถึงเมืองหลวงัมหาธรณี ความรู้สึกที่เ้าเมืองผู้นี้มีต่อมารดาจึงเป็บรรยากาศแสนอาลัยอาวรณ์ขีดสุด ความโศกเศร้าที่เล่าผ่านบรรยากาศการชมเมืองยังตราตรึงในจิตใจของเขา ขนาดกลายเป็จอมยุทธผู้มีจิตใจแข็งแกร่งกว่าคนปกติธรรมดา อย่างไรก็ตาม การจะต้องสูญเสียมารดากลับเป็าแทางใจที่หนักหนาสาหัสเกินไป ระหว่างทางกลับเมืองบงกชขาว อาการของมารดาทรุดลงหนักจนน่าใ ตอนนั้นเองที่ได้พบกับแพทย์ปริศนาผู้หนึ่งตรงข้างทาง พร้อมกับทารกในอ้อมแขนของแพทย์ผู้นั้น
การตายของจูเก้อย่อมสร้างวังวนความทุกข์อันไร้ขอบเขต ไม่เพียงจะเป็ผู้มีพระคุณ ยังเปรียบดั่งศูนย์รวมจิตใจของทุกคน ในโลกหล้าที่โเี้ รอยยิ้มของแพทย์ผู้นี้กลับอบอุ่นดูเรียบง่าย ช่างเป็สีหน้าปราศจากความกังวลอันใดในโลก ยิ่งมีฝีมือแพทย์เก่งกาจ ผู้คนยิ่งไว้วางใจและรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่มีจูเก้ออยู่ด้วย
“นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น… เ้าเด็กน้อยโก่ว!!! อธิบายแก่ข้า ! ! !” น้ำเสียงของเ้าเมืองสั่นเครือ หากยังก้องกังวานสิ้นหวังแผดเสียงสะท้านไปทั่วบริเวณ เสียงที่ดำดิ่งลึกได้สร้างคลื่นระลอกใหญ่สาดใส่ผู้คน ปราการจิตใจของพวกเขาแทบพังทลายไม่เหลือชิ้นดี นึกถึงคุณงามความดีของแพทย์ผู้นี้ น้ำตาของพวกเขาต่างพากันหลั่งไหลออกมา
“ทะ---ท่านจูเก้อ…” บนใบหน้าของโก่วหานซีดขาวราวกับกระดาษ คราบน้ำตาที่แห้งไม่สนิทดีกลับสะอื้นไห้ขึ้นอีกครั้ง ดั่งสายธารอาบแก้มทั้งสองข้างจนเปียกชุ่ม มิใช่ว่าโก่วหานรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งเหมือนกับที่ผู้คนที่นี่รู้สึก โก่วหานเพียงลองนึกย้อนเหตุการณ์ที่เคยถูกจูเก้อช่วยเหลือไว้ นึกย้อนเหตุการณ์ที่จูเก้อเคยทำเพื่อตระกูลโก่ว แม้จิตใจจะหยาบกระด้างเพียงใด หากยังไม่นับว่าเป็ปีศาจไร้เมตตา คุณงามความดีมากมายเหนือคณานับที่จูเก้อกระทำไว้พอจะสร้างความซาบซึ้งในใจได้อย่างแท้จริง
เหตุนี้โก่วหานถึงแสดงความโศกเศร้าออกมาได้สมจริงถึงขีดสุด คิดจะหลอกคนอื่นย่อมต้องเริ่มต้นจากการหลอกลวงตนเองเสียก่อน
“อ๊ากกกกก---ข้าเ็ปนัก…” ท่าทีของโก่วหานราวกับคนเป็โรคร้ายทรมานที่ใกล้จะสิ้นลม ฝ่ามือของเขาบีบกำแน่นที่ผ้าอาภรณ์ใกล้ขั้วหัวใจ กำรัดจนเสื้อผ้าเรียบงามนั้นม้วนยับเยิน ศีรษะตกลงก้มมองพื้นราวกับมิอาจยอมรับได้กับภาพตรงหน้าจึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงความจริงอันแสนโหดร้าย “ข้าเ็ปใจนัก… เป็เพียงแก่นชีวิตขั้นสาม… เหตุใดถึงได้พรากผู้มีพระคุณไม่แพ้บิดาของข้าไปตลอดกาล!! ข้ายังไม่ทันจะได้ทดแทนคุณท่านเลย…”
ถ้อยคำของโก่วหานผสานกับน้ำเสียงที่ราบเรียบจมลึก ไม่ดุดัน ไม่ตะเบ็งเสียงตะคอกเล่า ทว่ากลับสั่นไหวดิ่งลึกในภวังค์ความโศกศัลย์ ฝูงชนล้วนััได้ถึงน้ำเสียงของเขาััได้ถึงห้วงอารมณ์ เื่ราวที่เล่าผ่านวาจาไม่กี่คำกลับสามารถมองเห็นภาพในอดีตได้อย่างแจ่มแจ้งประดั่งจับต้องได้ เสียงของจูเก้อที่ดังขึ้นหลังจากรักษา เสียงของจูเก้อที่ดังขึ้นขณะชี้แนะการแพทย์ เสียงของจูเก้อที่ดังขึ้นขณะชี้แนะเส้นทางชีวิต… หากไม่นับสตรีและเด็กแล้ว บุรุษที่ถูกปลูกฝังว่าต้องเข้มแข็งอดทนเพื่อเป็ผู้นำของตระกูลหรือครอบครัว ั้แ่การประกาศการตายของจูเก้อ พวกเขาต่างข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้ จนได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายของเด็กชายเบื้องหน้า
ผู้คนจำนวนมากส่งเสียงกรีดร้องปานเส้นเสียงจะขาด… เสียงสะอื้นไห้ปกคลุมบริเวณ… ทันใดนั้น จำพัดพามาด้วยพายุแห่งความโกรธแค้นฝังรากลึกถึงกระดูกดำ ผู้คนที่เข้าข้างชูฉินในตอนต้น สภาพจิตใจของพวกเขาเกิดความหวั่นไหวรุนแรง มิอาจตั้งได้มั่นคงต่อสถานการณ์ตรงหน้า เกิดนึกสงสัยในความหลงเชื่อในตน แท้จริงแล้ว โก่วหานนั้นเล่าความจริงหรือไม่… ถ้ากล่าวเท็จเหตุใดถึงเล่าความได้โศกเศร้าะเืถึงดวงิญญาของพวกเขาได้เพียงนี้…
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถูกเปรียบเทียบกับ “แก่นชีวิตขั้นสาม” วัตถุมูลค่าเทียมฟ้าเทียมเมือง เงินตรามหาศาลเพียงใดก็ยากจะนำมันมาถือครอง วัตถุที่ผู้ฝึกตนทุกคนถวิลหากลับถูกทาบเทียมให้มีความด้อยค่าต่ำกว่าชีวิตของจูเก้อผู้นี้ มีหรือที่ประโยคนี้จะไม่ประทับลึกในจิตใจของผู้คน
ขนาดบิดาของโก่วหานยังรู้สึกว่า การร่ายคำของบุตรชายไม่มีความผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย เขาสามารถสละแก่นชีวิตขั้นสามของตระกูลได้ ถ้าต้องเทียบกับพระคุณของจูเก้อที่มีต่อตระกูลโก่ว ช่วยเหลือให้เขาทะลวงสู่ทะเลิญญา กลายเป็ผู้ฝึกตนขั้นสามกลายเป็ผู้บำเพ็ญเซียนที่แท้จริง ยังไม่นับที่จูเก้อช่วยเหลือโก่วหานไว้ในตอนเด็ก ถ้าไม่มีจูเก้อในวันนั้น โก่วหานคงไม่ได้เกิดมาลืมตาดูโลกหล้า ตนถึงพร่ำบอกกับโก่วหานตลอด “ท่านจูเก้อนั้นมีพระคุณต่อเ้ามาก ข้าสามารถสละชีวิตตนเองเพื่อทดแทนบุญคุณที่ท่านจูเก้อมีต่อเ้าได้”
ในวันนี้ น้ำตาของประมุขโก่วที่หลั่งไหล มันมิได้มีเพียงความโศกเศร้าอย่างเดียว หากแฝงเร้นด้วยความรู้สึกประทับใจสายหนึ่งที่มีต่อบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตน ได้เห็นบุตรชายเป็คนรู้จักทดแทนบุญคุณคน รู้สำนึกบาปบุญคุณชั่ว เพียงเท่านี้ ประมุขโก่วผู้เป็บิดาล้วนสามารถวางใจได้ลง ถ้าโก่วหานจะต้องออกท่องในโลกหล้า เขาสามารถมั่นใจว่าบุตรชายตนเองจะกลายเป็บุคคลที่ยอดเยี่ยมและกลายเป็บุคคลตัวอย่างได้อย่างแน่นอน เหตุนี้จะไม่ให้ผู้เป็บิดาที่คอยเลี้ยงดูร่ำไห้ด้วยความปลื้มปีติได้อย่างไร
“ข้าโก่วหัว! บุญคุณต่อท่านจูเก้อเทียมฟ้ามิอาจชดใช้ได้หมด แก่นชีวิตขั้นสามของตระกูลโก่วไม่นับว่าเป็อันใด! ข้าเชื่อมั่นว่าบรรพบุรุษโก่วย่อมคิดเห็นเช่นเดียวกัน หากไร้ท่านจูเก้อแล้ว ประมุขโก่วคงมิอาจลืมตาอ้าปากได้เพียงนี้!!”
เสียงของประมุขโก่วก้องกังวาน กลุ่มคนมากมายนับพัน โก่วหานย่อมคาดเดาล่วงหน้าว่าจะต้องมีบิดาอยู่เป็แน่ ชายหนุ่มหันหน้ามาทางต้นเสียงพลางส่งเสียงร้องไห้ดังลั่น “ทะ---ท่านพ่อ…” ถ้อยคำขาดจังหวะ ปากที่คล้ายจะกล่าวต่อก็คล้ายไม่กล่าวต่อ เปิดปิดปากอยู่อย่างนั้นสักพักใหญ่พร้อมกับเสียงสะอื้นเป็ระลอก เมื่อคล้ายคุมสติได้อยู่ โก่วหานจึงกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว “เป็บุตรชายไร้ความสามารถ ลืมของตกถอดตระกูลเอาไว้ จึงนับพาหายนะมาสู่ท่านจูเก้อ…”
สิ้นคำกล่าว โก่วหานยกฝ่ามือขึ้นทุบลงไปที่อกของตนเองสุดแรง เสียงฝ่ามือฟาดกระทบดังหนักแน่น ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตามมาด้วยเสียงลั่นของกระดูกซี่โครง สร้างความหวาดเสียวและความตระหนกแก่ฝูงชนเป็อันมาก “ข้ามันไร้ความสามารถ… ข้ามันไร้ความสามารถ…” ยามกล่าวก็ฟาดฝ่ามือลงอกตนเองอีกหลายคำรบ จนหมองโลหิตกลุ่มหนึ่งกระจายออกมาจากริมฝีปาก
เสียงความวุ่นวายของผู้คน ตกตะลึงกับการลงโทษตัวเองของโก่วหาน พวกเขาไม่รอช้าที่จะส่งเสียงห้ามปราม โก่วหานคือผู้มีพร์ขั้นต่ำขั้นห้า อนาคตไร้ขีดจำกัด เกรงว่าการทำร้ายตัวเองจนาเ็สาหัสจะทำให้วรยุทธของเขาถดถอยลง
“โก่วน้อย พอแล้ว โก่วน้อย พอแล้ว” ประมุขตระกูลมู่มิอาจทนเห็นบุรุษอนาคตไกลต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ เร่งกล่าวให้โก่วหานหยุดมือ
“บุตรชายข้า!! เ้าอย่าได้ถือโทษตนเอง แม้นเ้ามีความผิด หากต้นตอความผิดที่แท้จริงคือโจรชาติชั่วที่กล้าชิงของและสังหารคน!!” โก่วหัวเอ่ยเสียงดังฉะฉาน กระนั้น ผู้คนหลายต่อหลายคนต่างให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน คนที่ผิดพลาดคือโจรชั่ว ถึงเ้าจะลืมของ หากนั่นไม่ได้ฆ่าคนตาย โจรชั่วต่างหากที่ฆ่าคนตาย!!
การลงฝ่ามือของโก่วหานในครั้งนี้นับว่าคุ้มค่า ชายหนุ่มสามารถเปลี่ยนทิศทางลมที่พัดคนละทิศคนละทางให้ไปในทางเดียวกัน ชาวบ้านที่ศรัทธาในชูฉิน บัดนี้เรียกว่าไหลตามอารมณ์ของผู้คน จากที่กล่าวปกป้องเริ่มกล่าวโจมตีเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือ “ท่านพ่อ… ท่านจำท่านผู้าุโได้หรือไม่…” การกล่าวของโก่วหานเป็ไปอย่างยากลำบาก หน้าอกของเขาเป็แผลช้ำ ทุกครั้งที่เอ่ยคำล้วนต้องรู้สึกเ็ปเสียดแทง
โก่วหัวที่ถูกบุตรชายเอ่ยทัก ยิ่งเห็นบุตรชายกล่าวพลางทำสีหน้าเ็ป ในใจพลันร้อนรุ่มดั่งไฟ เอ่ยตอบอย่างเร่งรีบ “บิดามิลืม บิดามิลืม”
หัวข้อใหม่ของการสนทนาระหว่างพ่อลูกคู่นี้ได้สร้างความน่าสนใจให้กับผู้คน โก่วหานกล่าวต่อไม่คิดทิ้ง่ไกล ไฟกำลังร้อนต้องเร่งเติมเชื้อเพลิง “ท่านผู้าุโเป็พยานแก่ข้าได้… ท่านผู้าุโอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเช่นกัน…”
ั์ตาของโก่วหัวขยายโตกว้างปานถลน ถึงจะเพิ่งออกปากสบถใส่ชูฉินต่อหน้าธารกำนัล หากใจจริงถือว่าไม่ได้โกรธแค้นเต็มสิบส่วน ความขุ่นเคืองต่อชูฉินอยู่ราวหกส่วนสิบเท่านั้น นี่สืบเนื่องจากโก่วหัวต้องเร่งด่าชูฉินออกหน้าเพื่อให้โก่วหานหยุดลงมือทำร้ายตนเอง เช่นนั้น ความจริงก็ยังไม่ทันได้พิสูจน์ ยามด่าจึงไม่ถึงอารมณ์มากเพราะไม่รู้สึกโกรธเกรี้ยวเพียงนั้นยังปะปนความสงสัยในใจ อย่างไรก็ตาม ถ้าการลงมือครั้งนี้มีพยานเพิ่มเติม อีกทั้งพยานยังเป็ถึงผู้าุโของสำนักกระบี่คู่ด้วยแล้ว ความน่าเชื่อถือนี้ยิ่งใหญ่จนชาวบ้านสามารถพร้อมใจร่วมมือสั่งปะาชูฉินได้อย่างแน่แท้!!!
“ท่านผู้าุโเป็พยานได้รึ…” ปากของโก่วหัวอ้าปากด้วยความตกตะลึงงัน ถ้ามีพยานเป็ผู้าุโฝ่ายในของสำนักกระบี่คู่จริง แบบนี้ ความเคลือบแคลงสงสัยในจิตใจย่อมมลายหายหมดสิ้น แปรเปลี่ยนสู่เพลิงโทสะที่รอการล้างผลาญอย่างโเี้
ท่ามกลางความสับสนของผู้คน ผู้นำตระกูลหลินเอ่ยปากถามพลางขมวดคิ้วมุ่น “ประมุขโก่ว ผู้าุโที่ท่านหมายถึง… คือผู้ใด?”
ทันใดนั้นเองที่สุรเสียงทรงอำนาจสายหนึ่งสาดผ่านฝูงชน “เป็ข้า” ตามมาด้วยแรงกดดันลมปราณสูงเสียดฟ้าราวกับขุนเขากดทับ เรือนร่างของผู้เฒ่ายืนตระหง่านกลางนภากาศเด่นสง่าทอดสายตามองเบื้องล่างอย่างเฉยชา สองมือไขว้หลังกล่าวต่อว่า “ข้าคือผู้าุโฝ่ายในแห่งสำนักกระบี่คู่ มาทำการค้ากับตระกูลโก่ว บังเอิญได้กลายเป็พยานในเหตุการณ์ เป็เด็กน้อยผู้นั้นที่ลงมือสังหารแพทย์ของพวกเ้า”
สำนักกระบี่คู่… ผู้าุโฝ่ายใน…
ถ้อยคำราวกับสายฟ้าฟาดลงมาอย่างจัง สำนักกระบี่คู่คือสถานที่เช่นไร… สำนักอันดับสองแห่งทวีปัมหาธรณี เป็หนึ่งใต้วังัผู้นำแห่งทวีป จักรพรรดิั… แค่ตำแหน่งสามัญในสำนักกระบี่คู่มาเยือนเมืองบงกชขาว เทียบกับชาวบ้านที่นี่แล้วนับว่าสูงส่งเกินจะเอื้อม กระนั้น ผู้มาเยือนกลับเป็ถึงผู้าุโฝ่ายใน… ทะยานฟ้า!!!
จะโกหกปั้นเื่ราวอันใดย่อมสามารถ หากคนโป้ปดนั้นมิสามารถทำให้คนลอยกลางอากาศได้อย่างอิสระเป็แน่ นี่เป็เครื่องบ่งชี้จัดถึงพลังภายในอันแข็งแกร่ง เป็ผู้เข้าสู่ขั้นทะยานฟ้าแล้วอย่างแท้จริง
ไม่สำคัญว่าผู้าุโฝ่ายในของสำนักกระบี่คู่มาทำการค้าอันใดที่แถบชายแดน ถึงจะให้เดาคงจะเป็แก่นชีวิตขั้นสามที่พอจะรองรับความน่าจะเป็นี้ได้ดีที่สุด
ด้วยการที่คนใหญ่คนโตในทวีปัมหาธรณีมาออกปากให้ ความน่าเชื่อถือนั้นล้นหลามจนเกินไป ทุกคนที่เข้าข้างชูฉินถึงจะเพิ่งเข้าฝ่ายโก่วหานเพราะการลงมือของเขา หากยังไม่นับว่าซื้อใจไปแล้วอย่างแท้จริง แต่ทว่า การเอ่ยปากเพียงไม่กี่คำของซวนเตาอวี ได้ปลุกเพลิงแค้นของผู้คนให้โหมกระหน่ำขึ้น
ในขณะนั้นเองที่เสียงฝีเท้าดังขึ้นเป็จังหวะและเร็วขึ้นเรื่อยๆ เสียงะโของอิสตรีวัยปักปิ่นดังสะท้านถึงชั้นฟ้าเบื้องบน ซวนเตาอวีย่อมสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ชายชรากวาดสายตามองไปทางนางช้าๆ เมื่อเคลื่อนหยุดลง แววตาเรียบนิ่งทอประกายดุจดารามิอาจปกปิด “ขั้นต่ำขั้นหก…”
เป็ความจริงที่ว่า ตัวตนสูงส่งหนึ่งเดียวของัมหาธรณีคือจักรพรรดิั เนื่องจากพร์ขั้นต่ำขั้นหกที่มิอาจหาคนเทียบเทียม ผนวกกับเคล็ดวิชาัที่ฝึกฝนยิ่งส่งเสริมให้จักรพรรดิผู้นี้เข้าใกล้ความคงกระพัน หากผู้เฒ่าที่อยู่มานานนับร้อยๆ ปี ย่อมต้องหัวใจเต้นถี่ระรัว ครั้นได้เห็นตัวตนประดุจตัวแทนแห่งจักรพรรดิั
“ข้าไม่เชื่อ! พวกเ้าใส่ร้ายเขา! พวกเ้าทั้งหมด!”
สายตาของซวนเตาอวีกลับกลายเป็เฉียบคม เอ่ยชักชวนหญิงสาวอย่างไม่รอช้า “เด็กสาวน้อย เ้ายังเยาว์วัยนักสนใจเป็ศิษย์สายตรงของข้าแล้วเข้าร่วมกับสำนักกระบี่คู่หรือไม่”